fbpx

(วิเคราะห์) คาดการณ์อนาคตของโลก Crytocurrency ในปี 2021

ยาวไปอยากเลือกอ่าน แสดง ฐานใหม่ของราคา Bitcoin และเส้นทางสู่ 50k USD การแข่งขันของ Stablecoin การไปต่อของ DeFi และ Ethereum ที่ยังไม่ผลิบานเต็มที่ Security Token กับการที่ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัว CBDC มูลค่าที่จะยังไม่เข้าสู่โลก Cryptocurrency ในเร็ววันนี้ สวัสดีครับวันนี้เราจะมาทำตัวเป็น Fortune Teller ด้วยการคาดการเรื่องต่างๆที่มีความเป็นไปได้ที่จ

(วิเคราะห์) คาดการณ์อนาคตของโลก Crytocurrency ในปี 2021

1 Jan 2021

สวัสดีครับวันนี้เราจะมาทำตัวเป็น Fortune Teller ด้วยการคาดการเรื่องต่างๆที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในปี 2021 นี้นะครับ และแน่นอนว่านี่เป็นการคาดการณ์จากข้อมูลและประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น เพราะฉะนั้นโอกาสมั่วนิ่มก็มีได้เยอะอยู่ แต่ก็อย่างว่า ไหนๆก็ไหนๆแล้วเรามาดูแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นได้ดีกว่า (ปล. ไม่มีใครรู้อนาคตหรอก)

ฐานใหม่ของราคา Bitcoin และเส้นทางสู่ 50k USD

ในช่วงที่ Bitcoin เกิดการ Halving อาจจะมีคนที่พูดว่า “ทำไม Halving แล้ว Bitcoin ราคาไม่เห็นเพิ่มขึ้นเลย” ซึ่งแน่นอนครับว่าถ้าเราอ้างอิงจากการ Halving ครั้งก่อนๆก็ไม่มีครั้งไหนเลยที่ Bitcoin จะมีราคาเพิ่มขึ้นทันทีทันใด มันจะมีผลเมื่อเวลาผ่านไปซักพักแล้วอัตรา Bitcoin ที่เกิดขึ้นใหม่นั้นส่งผลในสัดส่วนของ Bitcoin ในตลาดที่มีอยู่ดังเช่นที่ถูกกล่าวไว้ในโมเดล S2F ที่  Plan B วิเคราะห์ไว้ซึ่ง การวิเคราะห์ครั้งนั้นคาดการณ์ว่า Bitcoin จะมีราคาอยู่ที่ 55k ในปี 2020 หรือกลังจากนั้นไม่กี่ปีและด้วยราคา Bitcoin ในปัจจุบันก็นับว่าโมเดลนี้น่าสนใจอยู่มาก

แต่หากจะให้วิเคราะห์ในแนวความคิดส่วนตัวซึ่งผมเคยอธิบายรายละเอียดไปแล้วในบทความ Bitcoin Halving ซึ่งในคราวที่ Bitcoin นั้นทำการ Halving ในปี 2016 ราคา Bitcoin ได้ทะลุ  ATH และทำ ATH ใหม่ที่มูลค่าประมาณ 20 เท่าจาก High เดิม  แต่เนื่องจากปริมาณ Bitcoin ที่ผลิตที่ลดลงในรอบนี้นั้นเป็นสัดส่วนที่น้อยนั่นทำให้ผมคาดการณ์ว่า  Bitcoin จะทำ ATH  ที่ราคาประมาณ 30k-60k เท่านั้น (บางการคาดการณ์อยู่ที่ 100k)

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆที่น่าสนใจอย่างการเข้ามาของบริษัทต่างๆที่เลือกซื้อ Bitcoin ให้เป็น Reserve ของบริษัทไม่ว่าจะ Squar Microstategy และบริษัทอื่นที่เริ่มสนใจ Cryptocurrency เช่นการเปิดซื้อขาย Cryptocurrency ใน Paypal โดยปัจจุบันมี Bitcoin จำนวนเกินล้านเหรียญซึ่งคิดเป็น 5% ของปริมาณ Bitcoin ทั้งหมดที่ถือโดยบริษัทเหล่านี้และน่าจะมีบริษัทที่ไม่เปิดเผยอีกมาก

ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ถูกทำนายไว้แล้วในหนังสือ Bitcoin Standard  โดยผู้เขียน saifedean ammous  ได้กล่าวถึงความเป็นอิสระของ Bitcoin ที่จะทำให้มันเติบโตไปเรื่อยๆและในจุดๆหนึ่งจะทำให้อาจจะมีสถาบันการเงินหรือธนาคารกลางของประเทศใดประเทศหนึ่งที่จะเข้าถือ Bitcoin เพราะเป็นการลดความเสี่ยงหาก Bitcoin ราคาขึ้น ในไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เองเราอาจจะเห็นข่าวที่ธนาคารในบางประเทศเริ่มเปิดกองทุน Cryptocurrency นั้นทำให้ผมคาดว่า (เดานั่นแหละ) ภายในปี 2021 น่าจะมีธนาคารเอกชนที่ตัดสินใจซื้อ Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรองและในอีกไม่กี่ปีหลังจากนนั้นอาจะเป็นธนาคารใดซักประเทศที่ตัดสินใจถือมัน

การแข่งขันของ Stablecoin

ในแง่ของคนยุคเก่าที่ไม่ได้สนใจใน Cryptocurrency แล้ว Stablecoin  นั้นเป็นสิ่งที่อาจจะเข้าถึงได้ง่ายที่สุด เพราะพื้นฐานของมันคือการที่เราสามารถเก็บสินทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัลในแบบ Cryptocurrency ได้ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือมันคือการโอนเงินธรรมดาๆที่ทุกคนต้องการ การใช้ Stablecoin สำหรับผู้ที่มีความเข้าใจโลก Crypto นั้นเป็นอะไรที่สะดวกมากๆ ยิ่งต้องโอนเงินข้ามประเทศ ซึ่งมันสะดวกกว่าการใช้ Bitcoin กว่ามาก โดยกล่าวได้ว่ามันคืออิสระภาพในการเงินรูปแบบหนึ่ง

ปัจจุบันนั้น Stablecoin มึมูลค่าการตตลาดอยู่ที่เกือบๆ $30 Billion แต่กลับมีมูลค่าจากปริมาณการซื้อขายวันละไม่ต่ำกว่า 2-3 เท่าจากมูลทั้งหมดเมื่อเทียบกับมูลค่ารวมของตลาด Cryptocurrency ที่ $700 Billion แล้วมันยังกินส่วนแบ่งการตลาดไม่ถึง 5% เลยด้วยซึ่งไม่ว่าตลาด Cryptocurrency จะเติบโตไปทางไหนจะเร็วหรือช้า Stablecoin นั้นจะเป็นสิ่งที่เติบโตขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน

ปัญหาหนึ่งทียิ่งใหญ่ของ Stablecoin คือการเป็นระบบ Centralized เนื่องจาก Tether นั้นกินส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 70% ของ Stablecoin ทั้งหมดและนับวันที่ Tether ยิ่งเติบโตเท่าไหร่มันก็ยิ่งถูกจับตามองจากหน่วยงานที่ดูแล และยังไม่นับเรื่องดราม่าทั้งหลายที่สงสัยว่า Tether มีสินทรัพย์รองรับจริงๆหรือเปล่า และนั่นเองเป็นช่องว่าที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้มี Stablecoin อื่นๆอีกมากมายที่ถูกสร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ Centralized หรือ Decentralized ก็ตาม

ไม่ว่า Tether ในอนาคตจะเป็นอย่างไรแต่ Stablecoin เป็นสิ่งที่เป็นเหมือนโอกาสที่ถูกพิสูจน์แล้วว่ามันใช้งานได้และมีความจำเป็น แม้ว่า Tether อาจจะเจอปัญหาในอนาคต ก็จะมี Stablecoin ตัวอื่นๆเข้ามาแทนที่ และเมื่อมันแข่งขันกันมากๆมันจะกลายเป็นตลาดที่หน่วยงานกำกับนั้นอาจจะต้องปรับตัวตาม เพราะมันอาจจะมีมากเกินที่จะควบคุมทั้งหมดได้

การไปต่อของ DeFi และ Ethereum ที่ยังไม่ผลิบานเต็มที่

ในเรื่องของของ DeFi ในเชิงรายละเอียดนั้นส่วนใหญ่ผมเล่าไปในบทความเรื่องจาก ICO สู่ DeFi ซึ่งสรุปได้ง่ายๆว่า DeFi นั้นยังไปต่อด้วยการมี Story ทีดีกว่า ICO นะจากการใช้งานจริง ซึ่งในตอนนี้เราจะพบว่าดอกเบี้ยขั้นต่ำใน DeFi เช่นการฝาก Uniswap ในคู่เหรียญ Stablecoin นั้นได้กำไรประมาณ 7-20% ต่อปีซึ่งนี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกชัดเจนว่ามันจะต้องเติบโตมากกว่านี้อย่างแน่นอนไม่เร็วก็ช้าในแง่มูลค่าการตลาดเอง 15 Billion ก็ยังสามารถเติบโตได้อีกมากส่วนที่สำคัญคือการนำ BTC มาเล่น DeFi ด้วยโครงการอย่าง WBTC RBTC นั้นจะไปต่อได้แค่ไหน

ในแง่ของเหรียญ Governance Token ของ DeFi เองก็ต้องยอมรับว่ามันมีความฟุ้งเฟ้อเพราะเป็นการสร้างมูลค่าซ้อนไม่ต่างกับการสร้างหุ้นจากธุรกิจ เพราะฉะนั้นการเติบโตด้านมูลค่าของเหรียญเหล่านี้ก็ขึ้นกับว่าโครงการ DeFi เหล่านั้นจะสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาดได้แค่ไหน สร้างการใช้งานจริงได้หรือเปล่า ซึ่งส่งผลให้ตลาดนั้นมีโอกาสเติบโตแบบรวดเร็วได้น้อย เพราะคนจะไม่ Buy อะไรก็ตามที่ไม่มีการใช้งาน และทำให้โอกาสฟองสบู่น้อยลงเช่นกัน

 

สื่งที่ยังเป็นเหมือนลิมิตเตอร์ของโครงการ DeFi คือคอขวดใน Ethereum ซึ่งไม่น่าจะแก้ไขได้ในปีข้างหน้าแน่นอนเมื่อดูจาก Timeline การพัฒนาและประวัติการเลื่อนพัฒนาที่ผ่านมาๆ ในส่วนของ Layer 2 แม้จะดูคาดหวังได้มากกว่าแต่ก็ต้องดูว่าจะมีการ Adoption มากแค่ไหนเพราะขนาด Lighting Network ใน Bitcoin ยังต้องใช้เวลามากโขกว่าจะได้รับการยอมรับ แต่ส่วนที่น่าสนใจที่ทำให้ Ethereum จะยังเติบโตไปต่อได้แม้จะไม่เต็มที่คือการที่ Ethereum นั้นจะถูก Lock Up ในโครงการ DeFi มากขึ้นเรื่อยๆ (และน่าจะมากขึ้นจากการเติบโตของ DeFi) และปัจจุบัน Supply rate ของ Ethereum ก็ลดลงจากการที่ Ethereum ถูกผลิตออกมามากแล้วอัตราส่วนที่เกิดขึ้นต่อปริมาณที่มีจึงน้อยลงตามลงไป

Security Token กับการที่ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัว

การนำหลักทรัพย์มาทำเป็น Token เพื่อที่จะทำให้มันสามารถซื้อขายกันได้ง่ายขึ้นแบ่งสัดส่วนได้ง่ายขึ้น และสร้างสภาพคล่องในการแลกเปลี่ยนที่ไม่เคยมีมาก่อน และอาจนำมูลค่ามหาศาลมาสู่ Cryptocurrency แต่ในขณะเดียวกันมันคือการรื้อโครงสร้างกฎหมายและการกำกับดูแลขนานใหญ่ ซึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งนี้ก็จะต้องเกิดขึ้นเพียงแต่ถ้ามันเป็นไปตามกระบวนการปกติแล้วมันอาจจะล่าช้าเอามากๆ การกดดันจากภาคธุรกิจจะเป็นสิ่งที่ทำให้กระบวนการกำกับดูแลเปลี่ยนแปลง

ซึ่งเราก็จะได้เห็นโครงการนำร่องออกมาบ้างปัจจุบันเราสามารซื้อขายหุ้นสหรัฐแบบ Token ได้ใน FTX เรียบร้อยแล้วโดยมี Broker ที่ได้รับการรองรับตามกฎหมายรองรับ แม้ปริมาณซื้อขายอาจจะไม่ได้มากก็เป็นสัญญาณที่ดี นอกจากนี้ยังมีความพยายามในการสร้างหุ้นจำลองในโลก DeFi อย่างในโครงการ Mirror Finance ตัวอย่างเหล่านี้แม้จะเป็นเพียงโครงการนำร่องแต่มันก็เป็นเหมือนการทดลองที่พิสูจน์ว่าแนวคิดนี้เป็นแนวทางในอนาคต และประเทศใดที่สามารถปรับตัวได้ก่อนก็จะสามารถดึงสภาพคล่องอันมหาศาลเข้าสู่ตลาดหุ้นของตัวเองได้

CBDC มูลค่าที่จะยังไม่เข้าสู่โลก Cryptocurrency ในเร็ววันนี้

CBDC นั้นเป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงมากในช่วงปีที่ผ่านมาหลังจากประเทศจีนได้มีการประกาศเปิดตัวดิจิทัลหยวนส่งผลให้เกิดการพูดถึงในแง่มุมต่างๆ จนขนาดพูดว่ามันจะมาแทน Cryptocurrency ในปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเพราะมันเป็นเหมือนสกุลเงินของรัฐที่ถูกควบคุมโดยรัฐ

ดิจิทัลหยวน ตัวเต็งสกุลเงินกลางใหม่ของโลก - LDA World

ในช่วงแรกนั้น CBDC จะถูกใช้งานในระบบภายในก่อนจะแจกจ่ายให้ประชาชนใช้ในเศรษฐกิจ CBDC จึงเป็นการใช้งานในแง่การใช้งานทั่วไปเสียมากกว่าที่จะมายุ่งเกี่ยวกับ Cryptocurrency ในเร็ววันนี้ เพียงแต่มันจะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนเริ่มสนใจว่าสกุลเงินดิจิทัลและ Cryptocurrency แต่ละชนิดนั้นแตกต่างกันอย่างไรบ้างจนหันมาสนใจ Cryptocurrency ในรูปแบบอื่นๆ

 

และนี่ก็คือการคาดเดาทิศทางแนวทางคร่าวๆจากแอดมินเองนะครัแบน่นอนว่ามันอาจจะไม่เป็นไปตามนี้เสมอไปเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ ยังไงก็ขอให้ทุกคนมีความสุขในปี 2021 นี้และไม่ติดดอยดันนะครับ

 

 

 

5 1 vote
Article Rating
Article Guide & Analytics
Writer
การสมัครรับข้อมูล
แจ้งเตือนสำหรับ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Maybe You Like

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x