fbpx

มารู้จักกับ Wallet กระเป๋าที่จะช่วยจัดเก็บเงินดิจิทัลของคุณให้เป็นที่เป็นทาง

ใน wallet มีองค์ประกอบ2สิ่งที่สำคัญ  

Address เปรียบเสมือนเลขที่บัญชีธนาคารซึ่งจะเป็นชุดรหัสตัวเลขที่ยาว ชุดหนึ่งที่จะถูกใช้เป็นที่อยู่ในการโอนเงิน
Private key หรือลายเซ็นเจ้าของบัญชี เจ้าสิ่งนี้เป็นตัวบ่งบอกความเป็นเจ้าของ Wallet เปรียบเสมือนกับรหัสผ่านของบัญชีในการใช้ยืนยันตัวตน

มารู้จักกับ Wallet กระเป๋าที่จะช่วยจัดเก็บเงินดิจิทัลของคุณให้เป็นที่เป็นทาง

3 K
11 Feb 2020

วันนี้ผมซื้อชานมไข่มุกหนึ่งแก้วด้วยราคา 40 บาท ผมก็หยิบธนบัตรยี่สิบบาทจำนวน 2 ใบออกมาจากกระเป๋าสตางค์ของผมเพื่อจ่ายเงิน ใช่แล้วเงินที่ทุกๆคนใช้กันอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก็ถูกเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์เพื่อความสะดวกในการใช้ของเรา แล้วถ้าเป็นเหรียญดิจิทัลละ เหรียญพวกนั้นมันถูกเก็บไว้ที่ไหน คุณเคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่า  ในวันนี้ผมจะมาอธิบายให้คุณฟังว่า กระเป๋าเงินดิจิทัลนั้นคืออะไรและรูปแบบการทำงานของมันเป็นอย่างไร

wallet คืออะไร

ในตอนที่แล้วทางแอดมินจะได้เล่าถึงเรื่อง Private Key ว่ามันทำงานอย่างไรกันบ้างแล้ว ส่วนในตอนนี้เราจะมาแนะนำ Wallet กับเสียหน่อย ซึ่งถ้านิยามง่ายๆ Wallet นั้นเป็น Software ตัวหนึ่งที่ช่วยทำการส่งคำสั่งการโอนเงินของเราที่เซ็นต์ด้วย Private Key เพื่อยืนยันการโอนเงินไปยัง Blockchain รวมถึงรับข้อมูลจาก Blockchain เพื่อบอกว่าเรารวมถึงคนอื่นๆมีเงินอยู่เท่าไหร่บ้าง หลายคนอาจจะเข้าใจว่า Private key ของเรานั้นถูกเก็บไว้ใน Wallet แต่ไม่จริงเสมอไป Wallet ส่วนใหญ่นั้นเป็นเหมือนซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งเท่านั้นไม่ได้มี Private key เก็บไว้ นั้นหมายความว่าหากคุณมี Private key คุณจะนำมันไปใช้กับ Wallet ไหนก็ได้

เพราะฉะนั้นเมื่อคุณใช้งาน Wallet สิ่งที่คุณจะเปิดเผยเพื่อให้คนอื่นส่งเงินให้คุณก็มีเพียง Address เท่านั้น โดย Address ก้ไม่ต่างอะไรกับที่อยู่ในการรับเงินของคุณ

วิธีการเช็คจำนวนเงินใน Address ของคุณ

เราจะทำการเช็คยอดเงินผ่านเว็ป https://blockexplorer.com/ โดยวิธีเช็คง่ายๆคือนำ address ไปกรอกในแถบว่างด้านบนซ้ายมือคุณ

 

เมื่อคุณกรอกเสร็จแล้วสิ่งที่ได้มาจะเป็นตามรูปภาพนี้

ตัว Address จะถูกเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะชนแต่คุณไม่ต้องกังวลว่ามันอาจจะสุ่มเสี่ยงหรือไม่ปลอดภัยเพราะสิ่งที่ทุกๆคนเห็นนั้นก็เป็นแค่บัญชีหนึ่งที่ระบุการทำธุรกรรมเอาไว้ ไม่ใช่ private key ที่ถูกเปิดเผยซะหน่อยไม่ต้องกังวลไป

ในความเป็นจริงแล้ว Address ไม่ใช่แหล่งที่เก็บเจ้าเหรียญดิจิทัลจริงๆ มันเป็นแค่รายการโชว์การบันทึกธุรกรรมต่างๆเฉยๆ แต่สิ่งที่เก็บเหรียญเอาไว้คือ ledger หรือบัญชีของ blockchain ที่ทุกๆคนถือครอบครองเอาไว้ตรวจสอบว่าใครโอนเหรียญให้ใครเท่าไหรบ้าง เมื่อเกิดการทำธุรกรรม ระบบจะไม่คำนวณยอดรวมให้กับคุณ แต่จะนำทุกๆยอดมาบวกรวมกันใหม่เพื่อป้องกันการคำนวณที่ผิดพลาดจากยอดรวมแล้วๆ ยกตัวอย่างเช่น  นายเอได้รับบิทคอยน์มาครั้งแรก 10 เหรียญ ครั้งที่สอง 15 เหรียญ และครั้งที่สาม 25 เหรียญ เมื่อเขาต้องการโอนให้ผู้อื่น 30 เหรียญ ระบบจะทำการเช็คยอดใหม่เสมอโดยนำยอดที่ได้รับมาบวกกันก่อน 10+15+25=50 แล้วนำมาลบกับยอดที่โอนออกคือ 50-30=20 เป็นต้น

 

Wallet ประเภทต่างๆ

จริงๆแล้ว Wallet นั้นสามารถแบ่งได้สองแบบคือตามประเภทของอุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้และตามการเก็บ Private Key ซึ่งเราจะขออธิบายในส่วนของการเก็บ Private Key ก่อน

Hot Wallet หรือ Wallet ที่เราไม่ได้ควบคุม Private Key

Wallet ที่เป็น Hot Wallet นั้นหมายถึง Wallet ที่ผู้อื่นเป็นคนควบคุม Private Key ของเราตัวอย่างเช่น Exchange Wallet หรือ Online Wallet บางประเภท Wallet ประเภทนี้ ดังนั้น Private key จึงถูกเก็บโดยเจ้าผู้ให้บริการ ข้อดีของ Wallet ประเภทนี้คือการใช้งานค่อนข้างง่ายเพราะผู้ใช้งานจะไม่ต้องไปยุ่งกับ Private Key ที่อาจจะเข้าใจยากสำหรับหลายๆคน บางครั้งการโอนเงินในระบบภายในเองก็รวดเร็วมากก็ไม่ต้องใช้ Blockchain อย่างกรณีของการโอนเงินใน Wallet ที่มีผู้ให้บริการคนเดียวกัน ในด้านความปลอดภัยผู้ให้บริการมี Security ป้องกันเว็บสูง ตัวบัญชีก็จะถูกรองรับความปลอดภัยมากขึ้นนั่นเอง  ซึ่งข้อดีของมันคือ ทำให้เข้าถึงบัญชีได้สะดวก ง่าย เว้นแต่ว่า Network มันจะล่มแต่ข้อเสียคือ ถ้าผู้ให้บริการ Network มีโปรไฟล์ที่ไม่ดีหรือไม่น่าไว้ใจ บัญชีของคุณก็จะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมได้นั่นเอง 

Cold storage หรือ Wallet ที่ถุกเก็บนอกเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

Wallet ประเภทนี้จะถูกเก็บไว้นอกเหนือจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเช่นการเก็บใน USB การเก็บบนเครื่องคอมพิวเตอร์ การเก็บบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เช่นโทรศัพท์ หรือเก็บในรูปแบบกระดาษที่เรียกว่า paper wallet ซึ่งข้อดีของวอลเลทประเภทนี้คือตัว Private key นั้นจะถูกถือหรือเก็บรักษาอยู่กับเราเองไม่ได้ฝากไว้บนเครือข่ายออนไลน์ ซึ่งจะลดความเสี่ยงในการถูกโจรกรรมหรือถูกแฮคได้แต่ถ้าเราทำอุปกรณ์ดิจิตัลที่เก็บวอลเลทหาย…….ก็ตัวใครตัวมัน ส่วนข้อเสียของมันคือคุณจะต้องนำวอลเลทของคุณนั้นเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งความซับซ้อนของการเชื่อมต่อนั้นจะขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ดิจิตัลที่คุณเลือกใช้ ตัวอย่างของ cold storage ก็เช่น Mycelium, GreenBits, Electrum, Edge, Paper wallet รวมถึง Hardware Wallet ชนิดต่างๆ

มาพูดถึงเรื่อง paper wallet เป็นพิเศษกันหน่อย เจ้า wallet ตัวนี้พิเศษตรงที่ตัวแอดเดรสกับ private key จะถูกบันทึกในรูปแบบของกระดาษซึ่งมีความปลอดภัยมากๆ เพราะมันจะไม่ถูกเก็บในที่ไหนเลย และไม่สามารถแฮคได้ เพราะมันไม่อยู่บนอินเทอร์เนต  ทางเดียวที่จะขโมยมาคือขโมยเจ้ากระดาษแผ่นนั้นซะ ซึ่งถ้าคุณต้องการจะทำธุรกรรมละก็แค่สแกนโค้ดบนกระดาษเข้ากับอุปกรณ์ดิจิทัลก็เป็นอันเรียบร้อย

 

Noted: Exchange ส่วนใหญ่นั้นจะมีรูปแบบการเก็บเงินทั้งหมด 2 ส่วน คือเก็บไว้ใน hot wallet กับเก็บใน cold wallet ซึ่งความแตกต่างของมันนั้นคือ เงินที่ถูกเก็บใน hot wallet จะสามารถนำไปทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็ว สะดวก และไม่ต้องรอเพราะ private key อยู่บน web browser ในขณะที่เงินใน cold storage ต้องรอการยืนยัน private key จากเจ้า exchange เสียก่อนเพราะเขาเก็บมันไว้นอกเครือข่ายนั่นเอง และเป็นเหตุผลว่าบางครั้งทำไมการโอนเงินออกจาก Exchange จึงช้าเพราะบางครั้งต้องรอเจ้าของ Exchange มายืนยัน

 

สรุปข้อดีข้อเสียของ Cold Storage & Hot Wallet

Hot wallet

Cold storage

รูปแบบการเก็บ private key

เก็บไว้ที่ผู้ให้บริการบนอินเทอร์เน็ต

เก็บไว้ที่ตนเอง บริหารการจัดเก็บด้วยตัวเอง

ความสะดวกในการใช้งาน

สามารถเข้าถึงการใช้งานได้รวดเร็วบนเครือข่ายผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

จำเป็นที่จะต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และใช้โปรแกรมที่เก็บprivate key มาใช้งานต่อ

ความปลอดภัย

ขึ้นอยู่กับการรักษาความปลอดภัยของผู้หใ้บิรการ แต่ข้อมูลจะถูกเก็บรักษาไว้บนเว็ปไม่หายอยู่แล้วเว้นแต่ว่าเว็ปไซต์จะถูกโจมตี

ดูแลโดยผู้ใช้งาน ปลอดภัยจากการโจรกรรมทางอินเทอร์เน็ตเว้นแต่ว่าคุณจะทำมันหาย หรืออุปกรร์ที่ใช้ติดมัลแวร์

ราคา

ไม่คิดค่าบริการในการเก็บรักษาส่วนใหญ่แต่อาจจะคิดค่าบริการเมื่อมีการโอนออกจาก wallet

เสียค่าทำธุรกรรม แต่อาจจะมีบริการ online wallet บางตัวที่คิดค่าธุรกรรมเพิ่ม

ในส่วนถัดไปเราจะมาเล่าถึงรูปแบบของ Wallet ต่างๆโดยแบ่งตามประเภทของอุปกรณ์และการใช้งาน

Desktop Wallet

Desktop Wallet เป็น Wallet ประเภทแรกที่เกิดขึ้นหลังจาก Cryptocurrency ถือกำเนิด คุณสมบัติที่น่าสนใจคือ Desktop Wallet นั้นจะมี Feature หลายอย่างที่สามารถใช้งานได้เช่นการตั้งค่า Address แบบต่างๆการ Sgin Message แบบ Custom หรือการทำ 1 output 2 receiver แม้มันจะทำได้หลายอย่างแต่ก็มีความยุ่งยากในการใช้งานพอสมควร Desktop Wallet บางชนิดนั้นยังมีการตั้งค่าให้นำข้อมูล Blockchain Sync ลงคอมพิวเตอร์ของเราซึ่งแม้จะทำให้เราได้ข้อมูล Blockchain ที่แม่นยำแต่ก็เสียเวลาเช่นกันและมันอาจไม่จำเป็นสำหรับผู้ใช้งานที่ไม่เชี่ยวชาญ ในส่วนของ Private Key นั้นมักจะถูกเก็บเป็น File ที่ถูกเข้ารหัส 1 ชั้นในคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ใช้งานต้องใส่รหัสทุกครั้ง ความปลอดภัยของมันนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานนั้นมีความปลอดภัยแค่ไหน

 

Mobile Wallet

Mobile Wallet นั้นเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้คนที่เริ่มต้นใหม่เพราะมีระบบ UI ที่ค่อนข้างใช้งานง่ายมีระบบ Passpharse สำหรับกู้ข้อมูล สามารถโอนออกโดยใช้ QR Code ผ่านกล้องได้ แต่อย่างไรก็ตาม Private key นั้นก็จะถูกเก็บบนมือถือเช่นกันในรูปแบบการเข้ารหัส ซึ่งผู้ใช้งานต้องใส่รหัสทุกครั้ง ความปลอดภัยของมันนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่ามือถือที่เราใช้งานนั้นมีความปลอดภัยแค่ไหน โดยปกติแล้ว Private key มักจะดูแลโดยผู้ใช้แต่ก็มี Wallet บางชนิดที่ผู้ให้บริการนั้นดูแล Private Key ให้เรา

 

Online Wallet

ในกรณีที่ผู้ใช้งานรู้จักที่จะบริหารจัดการ Private key จะมี Tool ที่เป็น Web base ที่ผู้ใช้งานสามารถใช้งานเป็น Wallet ได้แต่อย่างไรก็ตามควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ให้ดี การใช้งานนั้นไม่ยากไม่ง่ายจนเกิดไปขึ้นกับผูู้ให้บริการ

 

Exchange Wallet

Exchange Wallet นั้นเป็น Wallet ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก แต่กลับเป็น Wallet ที่มีความปลอดภัยน้อยที่สุด เพราะในการซื้อเงินดิจิทัลผูู้คนมักจะโอนเงินไปที่ Exchange เพื่อซื้อสินทรัพย์โดยไม่ทำการโอนเงินดิจิทัลเก็บไว้กับตัวเอง ซึ่ง Exchange นั้นไม่ต่างกับตลาดที่มีคนซื้อขายอยูู่ตลอดเวลา ระบบส่วนใหญ่นั้นถูกควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ทำให้ความปลอดภัยของมันค่อนข้างต่ำและเกิดกรณีการที่ Exchange ถูก Hack บ่อยๆ แต่อย่างไรก็ตาม Exchange Wallet นั้นมีความสะดวกสบายในหลายๆด้านทั้งการจัดการบัญชี การโอนสินทรัพย์ใน Exchange ก็ไม่เสียค่าธรรมเนียม บางครั้งยังรองรับการ Staking เพื่อปันผลให้แก่ผู้ใช้งานอีกด้วย

 

Paper Wallet

Paper Wallet นั้นเป็นเพียงกระดาษที่จด Private Key เนื่องจากมันไม่เชื่อต่อกับอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ใดๆ เพราะฉะนั้นมันจึงปลอดภัยมาก แต่อย่างไรก็ตามการใช้งานมันค่อนข้างยุ่งยากมากเพราะคุณต้องเชื่อมต่อมันเข้ากับ Wallet อื่นๆอีกที

 

Hardware Wallet

Hardware Wallet นั้นเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบายโดยที่ยังได้รับความปลอดภัยสูงสุดเท่าที่ทำได้ Hardware Wallet นั้นมีลักษณะเหมือนกับ Flash Drive ตัวหนึ่งโดยผู้ใช้งานต้องเชื่อมต่อมันเข้ากับคอมพิวเตอร์ขณะใช้งาน โดยมี Software ที่ใช้งานสะดวกและมีหลากหลายเหรียญให้เลือก หลักการของ Hardware Wallet คือ Private Key จะถูกเก็บไว้ในตัว Hardware ในรูปแบบที่เข้ารหัสไว้โดยผู้ผลิตนั้นอ้างว่าจะไม่มีมัลแวร์ตัวใดที่สามารถ Hack Private Key ได้ขณะที่มันเชื่อมต่อกับอินเทอร์เนตหรือ Application ใดๆเนื่องจากการ Hardware นั้นจะส่ง Sign Message ที่ถูกเข้ารหัสสำหรับการโอนเงินเท่านั้นโดยข้อมูลของ Private Key นั้นไม่ได้เข้าสู่คอมพิวเตอร์ของเราด้วยซ้ำ

 

CoolWalletS

CoolWalletS เป็น Hardware Wallet ประเภทหนึ่งที่ให้ความสะดวกสบายในระดับเดียวกับ Mobile Wallet เนื่องจากตัว Hardware Wallet เป็นรูปแบบของการ์ดที่บางมากแทนที่จะเป็น Flash Drive เหมือน Hardware Wallet แบบอื่นๆ และเชื่อมต่อผ่านมือถือผ่านระบบ Bluetooth แทนที่จะเป็นคอมพิวเตอร์ ทำให้มันยังมีความปลอดภัยและสามารถใช้งานผ่านมือถือได้อย่างสะดวกสบายผ่าน Application ในการโอนเงินผ่าน QRcode ได้

 

Brain Wallet

สำหรับวิธีสุดท้ายสำหรับคนที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสูงสุด วิธีนั้นก็คือ “จำมันซะ” โดยสิ่งที่คุณต้องทำคือคุณต้องจำ Privatekey ทั้งหมดหรือจำ Recovery Seed ให้ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยมากๆแต่ลำบากเอาการอยู่ (ไม่ได้ล้อเล่นนะมีแนวคิดนี้จริงๆ)

สรุปข้อดีข้อเสียของ Wallet ประเภทต่างๆ

รูปแบบการเก็บ private key

ความสะดวกในการใช้งาน

ความปลอดภัย

ราคา

เหมาะสำหรับ

Desktop Wallet

ผู้ใช้งานเป็นคนเก็บรักษา

ใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์บางครั้งจำเป็นต้องมีการ Download Blockchain

ขึ้นอยู่กับความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ของเราและการเก็บ Key

Free

ผู้ใช้งานทั่วไป

Mobile Wallet

มีทั้งแบบที่ผู้ใช้งานต้องเก็บรักษาและผู้ให้บริการเป็นคนเก็บรักษา

ใช้งานง่ายผ่าน App มือถือ

ขึ้นอยู่กับความปลอดภัยของมือถือหรือผู้ให้บริการของเราและการเก็บ Key

Free

ผู้ใช้งานทั่วไป

Online Wallet

มีทั้งแบบที่ผู้ใช้งานต้องเก็บรักษาและผู้ให้บริการเป็นคนเก็บรักษา

ขึ้นกับการออกแบบของผู้ให้บริการแต่โดยทั่วไปจะเป็น Plugin ของ Browser ที่ต้องใช้ความเข้าใจพอสมควรในการใช้ Private key

ขึ้นอยู่กับความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์หรือผู้ให้บริการของเราและการเก็บ Key

Free

ผู้ใช้งานทั่วไปที่มีความเชี่ยวชาญ

Exchange Wallet

ผู้ให้บริการเป็นคนเก็บรักษา

ใช้งานค่อนข้างง่ายผ่าน Mobile หรือ Web app ของผู้ให้บริการบางครั้งจะมีการเสริมอื่นๆ

ขึ้นอยู่กับความปลอดภัยของผู้ให้บริการ ไม่ควรเห็บเงินไว้เยอะเพราะมีกรณีการ Hack เกิดขึ้นบ่อย

การใช้งานฟรีแต่มีการเสียค่าธรรมเนียมโอนเข้าออกเพิ่มเติม

ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการซื้อขายบ่อยๆ

Paper Wallet

ผู้ใช้งานเป็นคนเก็บรักษา

ต้องเชื่อมต่อกับ App อื่นๆทุกครั้งที่จะใช้งานจึงใช้งานยาก

มีความปลอดภัยสูงเพราะ Key อยู่นอกระบบแต่ต้องเก็บกระดาษให้ดี

Free

ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการเก็บรักษาCryptocurrency ระยะยาวอย่างปลอดภัย

Hardware Wallet

ผู้ใช้งานเป็นคนเก็บรักษา

มี App อำนวยความสะดวกแต่ส่วนใหญ่อยู่บน Web App ที่ต้องเปิดคอมพิวเตอร์ในรูปแบบ USB Drive

มีความปลอดภัยสูง

Trezor 3790-7950 THB

Ledger 3490-10990 THB

ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการเก็บรักษา Cryptocurrency ระยะยาวอย่างปลอดภัยและยังสามารถใช้งานได้สะดวกผ่าน Web App

CoolwalletS

ผู้ใช้งานเป็นคนเก็บรักษา

มี Mobile App ทำให้ใช้งานค่อนข้างสะดวกพกพาง่ายเพราะเป็นการ์ด

มีความปลอดภัยสูง

4990 THB (Discount 1500 THB -> 3490)

ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการเก็บรักษา Cryptocurrency ระยะยาวอย่างปลอดภัยและยังสามารถใช้งานพกพาได้สะดวกผ่าน Mobile App

Brain Wallet

ผู้ใช้งานเป็นคนเก็บรักษา

ต้องจดจำ Key ให้ได้จึงใช้งานลำบากมาก

มีความปลอดภัยสูงมาก

Free

ผู้ใช้งานที่มีความเชี่ยวชาญและต้องการความปลอดภัยสูงสุด

 

 

แนะนำ CoolWalletS ที่เป็น Hardware Wallet ที่บางที่สุดในโลก


โดยปกติแล้ว Hardware wallet ตัวอื่นๆอย่าง Trezor หรือ Ledger จะบังคับให้เราเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ทำให้ขาดความสะดวกสบายในการใช้งาน

แต่ Cool Wallet นั้นเป็นการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth โดยใช้บนมือถือได้ทำให้มีความสะดวกสบายมากขึ้นในการใช้ Hardware wallet

การ์ดเป็นพลาสติกโดยมีขนาดที่สามารถพกในกระเป๋าได้ ตัวปุ่มเป็นโลหะ มีหน้าจอบอกจำนวนเหรียญ Crypto ที่มีได้โดยไม่ต้องดูผ่านแอป

การใช้งานแอปพลิเคชั่นนั้นเราสามารถดูจำนวนเหรียญที่เรามีได้ปกติ เพียงแต่ถ้าเราจะโอนเราต้องเชื่อมต่อตัวการ์ดผ่าน Bluetooth กับมือถือ

สำหรับใครที่ห่วงเรื่องความปลอดภัยก็ไม่ต้องห่วงเพราะ Private key ถูกเข้ารหัสแบบ CC EAL5+ certified S.E. Chipset ซึ่งอยู่ในระดับ Military grade ที่ใช้ในกองทัพสหรัฐ

ส่วน Bluetooth นั้นข้อมูลถูกเชื่อมต่อนั้นถูกเข้ารหัสแบบ AES256 Encryption โดยข้อมูลที่ถูกส่งออกมานั้นเป็น sign message ที่ไม่มีข้อมูล Private key จึงไม่ต้องห่วงเรื่องการรั่วของข้อมูล

Recovery key นั้นมีให้เลือกว่าจะเอากี่คำตั้งแต่ 1/-24 คำ

เหมาะสำหรับใครที่อยากได้ Hardware Wallet แบบที่ทั้งพกพาได้สะดวกสบายและยังได้ความปลอดภัย

ตอนนี้มีโค้ด CRYPBR ลดราคา 1500 บาท จาก 4990 บาทเหลือ 3490 บาท

ซื้อผ่าน Shopee ได้ตามลิ้งค์

https://tinyurl.com/yx7aprw8

Article
Writer
  การสมัครรับข้อมูล  
แจ้งเตือนสำหรับ

Maybe You Like