ยอดผู้เข้าชม : 2,397

ICO ปฏิวัติวงการระดมทุน การระดมทุน ICO คืออะไร

นับตั้งแต่เทคโนโลยี Blockchain ได้เปิดตัวขึ้นในรูปแบบของ Bitcoin เมื่อปี 2009 เทคโนโลยีนี้ได้ทำการปฏิวัติระบบการเงินและเศรษฐศาสตร์อย่างมหาศาล เมื่อเราสามารถส่งเงินหรือมูลค่าใดๆข้ามโลกได้ในระดับหลักนาที ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะโอนเงินจำนวน 10 ล้านบาทจากไทย ไปสหรัฐอเมริกา ไปญี่ปุ่น หรือไปเกาหลี โดยกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในเวลาที่น้อยมาก ทำให้เงินดิจิตอลกลายเป็นสิ่งที่ทำลายข้อจำกัดเดิมๆทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ เพราะในปัจจุบันไม่มีอะไรที่จะสามารถส่งมูลค่าข้ามโลกได้เร็วเท่าสิ่งนี้อีกแล้ว เงินดิจิตอลจึงได้กลายเป็นสื่อกลางในการระดมทุนรูปแบบใหม่ที่ชื่อว่า ICO

ICO หรือ Initial Coin Offering เป็นรูปแบบการระดมทุนแบบใหม่ที่ใช้เงินดิจิตอลเป็นตัวช่วยหลัก มีลักษณะคล้ายกับ IPO แต่แทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับหุ้น ผู้ลงทุนจะได้เป็น Token แทน ซึ่งเปรียบเสมือนกับเงินดิจิตอลอีกสกุลหนึ่ง Token นี้มีรูปแบบและคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป และจะถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทหรือองค์กรที่พัฒนาโปรเจกต์นั้นๆด้วยเทคโนโลยี Blockchain และ Cryptocurrency สำหรับโปรเจกต์แรกๆที่ใช้วิธีนี้คือ Mastercoin ในปี 2013 และ Ethereum ในปี 2014 แน่นอนว่า ICO ได้สร้างมิติใหม่ให้กับการระดมทุน

ในปัจจุบันช่วง Q2 ของ ปี 2017 ยอดการระดมทุน ICO นั้นอยู่ที่  797 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่การระดมทุนผ่าน Venture Capital มีเพียงแค่ 232 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ในปัจจุบันยอดการระดมทุน อยู่ที่ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก นั่นหมายความว่า ICO ได้ฉีกกฎการระดมทุนแบบเดิมๆไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราอาจจะได้เห็นการระดมทุน ICO มากขึ้นในอนาคต อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของ ICO คือการที่ผู้ทำการระดมทุนมักจะเก็บ Token ไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นหลักประกันว่าพวกเขาจะทำ Product ออกมาเพื่อให้ Token ที่ทุกคนถืออยู่นั้นมีมูลค่ามากขึ้น

หนึ่งในตัวอย่างของผู้ระดมทุนที่ได้เงินมหาศาล นั่นก็คือ OmiseGo หรือ OMG ที่ระดมทุนได้ 25 ล้านดอลลาร์ หากนั่นคือ 70% ที่ขายไปเท่ากับว่าทีมนักพัฒนากำลังครอบครอง Token อีก 30% ที่มีมูลค่าประมาณ 10.7 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเดือมมกราคม 2017 OmiseGo มีราคาตลาดอยู่ที่ 867 บาทจากราคา ICO ที่ประมาณ 17 บาท เท่ากับว่าเงินที่เคยมีอยู่ 10.7 ล้านนั้นเพิ่มมากขึ้นถึง 51 เท่ากลายเป็น 545 ล้านดอลลาร์

สถิติที่น่าสนใจของ ICO ยิ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความโดดเด่นมากกว่าการระดมทุนแบบไหนๆ ยกตัวอย่างเช่น ICO ที่ระดมทุนได้เงินมากที่สุด เป็นของ Filecoin ที่ระดมทุนได้ประมาณ 257 ล้านดอลลาร์ สำหรับโปรเจกต์นี้ และเป็นการใช้ Blockchain มาช่วยในการจัดเก็บไฟล์

สถิติของการระดมทุนที่ได้ตามเป้าหมายรวดเร็วที่สุดตกเป็นของ BAT หรือ Basic Attention Token ระดมทุนโดย Brendan Eich ผู้คิดค้น Javascript โปรเจกต์นี้มีแนวคิดที่จะสร้าง Web Browser ที่สามารถทำให้ระบบโฆษณาเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานและผู้ลงโฆษณา ซึ่งสามารถทำสถิติระดมทุนได้กว่า 35 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่ถึง 1 นาที

และสุดท้าย คือ สถิติของ ICO ที่มีการเติบโตในด้านราคามากที่สุด ตกเป็นของ Stratis ที่คิดจะสร้างบริการ Blockchain-as-a-Service ที่จะทำให้การสร้าง Blockchain ง่ายขึ้น โดยยอดการเติบโตจากราคา ICO ที่ 0.007 ดอลลาร์จนช่วงเดือนมกราคม 2017 มีราคา 21 ดอลลาร์นั้นมันเติบโตขึ้นกว่า 3000 เท่าอ้างอิงจาก

ความง่ายในการเข้าถึงการระดมทุน

ICO ต่างจาก IPO ตรงที่หากคุณคิดจะลงทุน IPO นั้นคุณจะต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนมากมาย และมันเป็นเรื่องยากมากหากเราต้องการจะลงทุน IPO ในบริษัทที่อยู่ในต่างประเทศ แต่ด้วยความที่ Cryptocurrency เป็นเงินไร้พรมแดน เงินดิจิตอลจึงสามารถลดขั้นตอนในการลงทุน ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงมันได้อย่างง่ายดาย และอาจจะไม่ต้องกรอกแม้กระทั่งข้อมูลส่วนตัวในการลงทุน แต่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้นมีการเก็บข้อมูล KYC ทั้งหมดแล้ว

สภาพคล่องที่เหนือกว่า

การระดมทุนแบบ IPO นั้นเมื่อเราซื้อหุ้นในบริษัทหนึ่งได้สำเร็จ เราจะได้เงินลงทุนส่วนนั้นคืนในรูปแบบส่วนแบ่งผลประกอบการ โดยหุ้นที่ได้ลงทุนไว้ จะสามารถถูกขายได้ ก็ต่อเมื่อบริษัทถูกขาย หรือ บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือ เราขายหุ้นให้กับคนอื่นแบบส่วนตัว กระบวนการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่รวดเร็ว และถือว่าขาดสภาพคล่อง ต้องมีขั้นตอนทางเอกสารมากมาย แต่ด้วยการระดมทุนแบบ ICO ผู้ที่ลงทุนสามารถขาย Token ที่ได้มาจากการลงทุนนั้นได้ทันที่ที่มันขึ้นกระดานเทรดซึ่งมักจะใช้เวลาไม่นาน ทำให้ผู้ที่ลงทุน ICO มีสิทธิ์ที่จะได้กำไรรวดเร็วกว่า และยังเพิ่มทางเลือกให้แก่นักลงทุนในกรณีที่ต้องการเงินที่ลงทุนกลับมาในเวลาอันรวดเร็ว แต่นั้นก็หมายความว่านักลงทุนก็สามารถขาดทุนได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

กระบวนการสร้าง ICO

กระบวนการ ICO นั้นทำได้ไม่ยากถ้าเทียบกับกระบวนการขั้นตอนของการทำ IPO และทุนที่ใช้ก็น้อยกว่า สิ่งที่ต้องทำ คือ

  1. เจ้าของโปรเจกต์จะต้องสร้างแนวคิดทางธุรกิจที่สามารถใช้ Cryptocurrency เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การใช้บริการจากธุรกิจของเรานี้จำเป็นต้องใช้ Token ของเราแทนการจ่ายเงินเท่านั้น
  2. สร้าง Token ที่สามารถให้นักลงทุนนำเงินดิจิตอลสกุลอื่นๆ เช่น Bitcoin หรือ Ether มาแลก ทั้งนี้ผู้ทำการระดมทุนอาจจะมีเพียงแค่ร่างความคิดหรืออาจจะมี Product ที่ใช้งานได้แล้ว
  3. เมื่อการระดมทุนเสร็จเรียบร้อย Token จะถูกแจกจ่ายให้กับผู้ลงทุน
  4. หลังจากนั้นพยายามหา Exchange หรือเว็บเทรดที่สามารถรองรับการซื้อขายเหรียญ token ของเรา เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดของเหรียญให้มากขึ้น

หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจคือถึงแม้มันจะใช้ทุนน้อยกว่าแต่มันก็ไม่ได้ถึงกับราคาถูกเลยซะทีเดียว เพราะว่ามันเป็นอะไรที่ใหม่มาก Cost ของการจ้าง Consult และการจ้าง Developer ก็ยังสูงอยู่มากทีเดียว แต่ในอนาคตหาก Cost มีราคาที่ถูกลงเราน่าจะได้เห็นการระดมด้วยวิธีนี้ไปทั่วแน่นอน

Token มีมูลค่าจากอะไรและทำอะไรได้บ้าง

การนำไปซื้อบริการในระบบ

ปกติแล้ว Token จะมีมูลค่าจากรูปแบบธุรกิจของระบบที่สร้าง โปรเจกต์นั้นอาจจะมีการรับประกันว่า Token ที่ถูกแจกจ่ายออกมาจะถูกนำไปใช้กับระบบที่โปรเจกต์นี้จะสร้างขึ้นมาได้ เช่น การซื้อบริการในระบบ การได้รับสิทธิพิเศษในการใช้บริการจากการเป็นผู้ลงทุน หรือ การได้รับส่วนแบ่งปันผลตามที่กำหนดไว้

การนำไปซื้อสินค้าและบริการ

Token มีคุณสมบัติที่คล้ายกับ Cryptocurrency อื่นๆ ทำให้ Token สามารถถูกนำไปใช้เป็นเงินดิจิตอลสำหรับการแลกเปลี่ยนทั่วไปได้เช่นกัน แต่ทว่า มี Token จำนวนไม่มากนักที่จะใช้กลยุทธ์นี้เป็นหลัก เนื่องจาก Token เหล่านั้นจำเป็นจะต้องต่อสู้แย่งชิงกับ Cryptocurrency ที่มีมาอยู่ก่อนและกำลังถูกสร้างมาให้ใช้สำหรับเป็นเงินดิจิตอลอย่างแท้จริง เช่น Bitcoin, Monero, Zcoin, Zcash, Dash หรือ Litecoin

การนำไปยืนยันธุรกรรมแบบ Proof of Stake

การระดมทุน ICO ส่วนใหญ่มักจะใช้ Protocol ที่ชื่อว่า ERC-20 ของ Ethereum เป็นโครงสร้าง ซึ่งทำให้การโอนและการทำธุรกรรมด้วย Token จะเกิดขึ้นและถูกยืนยันผ่าน Blockchain ของ Ethereum จาก Roadmap ของ Ethereum ที่ระบุชัดเจนแล้วว่าจะมุ่งหน้าเข้าสู่การใช้ Proof of Stake แทน Proof of Work หรือ การขุด ที่มีต้นทุนสูงและสิ้นเปลืองทรัพยากร ทำให้ Token และเหรียญหน้าใหม่ๆพยายามจะใช้วิธีการเดียวกันนี้เพื่อเป็นแรงจูงใจให้มีผู้ซื้อ Token หรือเหรียญนั้นๆเพิ่มมากขึ้น เพราะการใช้ Proof of Stake จะเป็นการมอบผลประโยชน์จากค่าธรรมเนียมกลับคืนให้กับผู้ที่ครอบครอง Cryptocurrency สกุลนั้นๆและต้องการจะเป็นผู้ยืนยันธุรกรรมแก่ระบบ

 

ความเสี่ยง

       สืบเนื่องจากกฎหมายในปัจจุบันยังไม่มีการกำกับดูแล ฉะนั้นการอ่าน White paper หรือตรวจสอบความน่าเชื่อถือของโปรเจกต์นั้นเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด หากเราศึกษาดี ๆ บาง ICO นั้นเราจะพบว่ามันไม่ใช่โปรเจกต์ที่สร้างอะไรใหม่รวมถึง Use case ของมันนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ Blockchain เลย เพียงแต่เจ้าของโปรเจกต์ต้องการระดมทุนเท่านั้น

รวมถึงความผิดพลาดอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เช่น Coindash เคยถูก Hack โดยการเปลี่ยน Address ทำให้เงินถูกส่งไปยัง Address ของผู้ที่ไม่ประสงค์ดี หรือในกรณี Airswap เคยมีผู้ใช้คนนึงใส่ค่า gas ในการโอนน้อยเกินไปและสูญเสียค่าโอนไปกว่า 70,000 ดอลลาร์

 

ความผิดพลาดของ Smart contract ของ Etheream ในปี 2014 ที่มีช่องโหว่ให้มีผู้ขโมยเงินไปกว่า 60 ล้านดอลล่าร์ ก่อให้เกิดการแยกเป็น ETH และ ETC

และยังไม่รวมถึงปัญหาเรื่องทีมพัฒนาเช่น Cofindo นักพัฒนาได้ละทิ้งโปรเจกต์ไปส่งผลให้ราคาเหรียญดิ่งลงจุดต่ำสุด

 

หรือปัญหาความขัดแย้งกับในทีมของ Tezos ทำให้เกิดกรณีฟ้องร้องภายใน

การแก้ไขปัญหา

       ในเมื่อกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ไม่สามารถวิ่งตามเทคโนโลยี่ได้ทันจึงได้เกิดวิธีการตรวจสอบรูปแบบต่าง ๆ เช่น SEC ของอเมริกาได้ทำแบบทดสอบที่ชื่อว่า Howey test ซึ่งเป็นแบบทดสอบเพื่อประเมินโปรเจกต์ ICO ว่ามีความเสี่ยงแค่ไหนเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถตัดสินใจได้ว่าควรลงทุนหรือไม่

       มีการสร้างโปรเจกต์ที่ใช้ตรวจสอบหลายโปรเจกต์ เช่น Quanstamp ที่เป็นโปรเจกต์ที่ถูกสร้างมาตรวจสอบ Smart contract ของ ICO รวมถึง Consult หลายๆแห่งที่รับ Audit รวมถึงให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย หรือการเปิดให้คนทั่วไปลงความเห็นเช่นเว็บไซต์ หรือ เว็บบอร์ด https://tokentops.com/ico/scam/ มาช่วยกันตรวจสอบ

มูลค่าที่แท้จริงๆของ ICO

ด้วยการที่มันไม่มีกฎหมายมารองรับผู้ระดมทุนส่วนใหญ่จึงพากันดึงบุคคลผู้มีชื่อเสียงมาเข้าร่วมโปรเจกต์เพื่อเป็นการรับประกันความสำเร็จ อย่าง เช่น Vitalik บิดาของ Ethereum หรือ นักลงทุนชื่อดังอย่าง Rogjer Ver ลามไปถึงบรรดาดารานักแสดงอย่าง Paris Hilton ทำให้การมีมูลค่าของมันนั้นขึ้นกับความเชื่อของนักลงทุนเป็นส่วนใหญ่

นี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเพราะการระดมทุน ICO นั้นเพิ่งเป็นกระแสความนิยมสูงมากในปีนี้ ซึ่งทำให้ ICO ส่วนใหญ่เป็น Under development ซะเป็นส่วนใหญ่ และมันไม่ต่างกับ Startup รวมถึง ICO ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ไปถึงจุดที่ Product ทำเงินได้จริง ๆ แม้จะมีโปรเจกต์บางส่วนที่มี Product ที่โดดเด่นอยู่บ้างอย่าง Debit card ของ TenX แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมากๆในตลาด แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ICO

ที่โดดเด่นมีโปรดักส์และประสบความสำเร็จมหาศาลส่วนใหญ่จะเป็น ICO สำหรับการสร้าง Infrastructure ของ Blockchain  หรือช่วยในการระดมทุน ICO ไม่ว่าจะ Ethereum, Lisk, Strtris NEO, ICObox, wave เท่ากับว่ามันเป็นเพียงความสำเร็จในขั้นต้นของเทคโนโลยี Blockchain เท่านั้น

ซึ่งในปี 2018 ก็มีรายงานว่า ICO จำนวนมากนั้นล้มเหลว จากรายงานนี้ทำให้เราได้เห็นว่าแม้ ICO จะดีและมีสภาพคล่องสูงแต่มันก็นำมาซึ่งความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน

ทางออกของ Start up

ICO นั้นถูกมองว่าเป็นทางออกของ Start up เนื่องจากสามารถระดมทุนได้รวดเร็วโดยไม่ต้องง้อ VC หรือ Angel Investor แม้ปัจจุบันการระดมทุน ICO นั้นจะยังไม่แพร่หลายและยังถูกจำกันอยู่ในโปรเจกต์ที่มียอดระดมทุนประมาณหนึ่งเพราะต้นทุนที่ค่อนข้างมีราคาสูง แต่หากซักวันหนึงมันแพร่หลายมากขึ้น เราจะได้เห็น Start Up หรือ SME ลุกขึ้นมาทำ ICO กันอย่างแน่นอนในอนาคตเราอาจจะได้เห็นร้านเบเกอรี่หรือร้านกาแฟระดมทุนโดยใชรูปแบบ ICO เช่นหากผมเปิดร้านกาแฟผมขาย ICO โดยบอกว่า 1 Token ของผมจะซื้อกาแฟได้ 1 เเก้วซึ่งหากซื้อวันนี้ผมจะขายในราคา 35 บาทต่อ Token แต่เมื่อผมเปิดร้านผมจะขายกาแฟแก้วละ 50 บาทก็เป็นไปได้ หากผมอยากเพิ่มมูลค่าแก่เหรียญผมอาจจะคิดโปรโมชั่นพิเศษ โดยผมคิดเมนู Special ที่มีจำนวนจำกัดและกำหนดว่าต้องใช้ Token ในการซื้อก็สามารถเพิ่มมูลค่าแก่ Token ได้ หรือแม้แต่ผมอาจจะจ้าง BNK48 ให้มา Meet and greet ในร้านผมโดยให้คนที่เข้าร่วมต้องใช้ Token ของผมก็ทำได้

 

บทสรุปส่งท้าย

การระดมทุนในรูปแบบ ICO นั้นได้ Disrupt รูปแบบการระดมทุนแบบเดิมๆ แต่มันก็ยังเป็นอะไรที่ใหม่เอามากๆ มีICO หลายๆโปรเจตก์ ที่ยังไม่มี Product รวมถึงกฎหมายที่ยังไม่ชัดเจนจะให้มันอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างเป็นสีเทาๆ ทำให้เราได้เห็นถึงการที่กฎหมายตามไม่ทันเทคโนโลยีนั้นเป็นอย่างไร การกำกับและพยายามดูแลนั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่างไรเนื้อแท้ของเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่ต้องการหลุดออกจากระบบเดิม ๆ ซึ่งหากเราเข้มงวดกับ ICO มากเกินไปอาจจะทำให้เป็นการเบรกการเติบโตของทั้งเทคโนโลยีและการเงินไปแทน และเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ได้มีกองทุนและธนาคารหลายๆแห่งกระโดดเข้ามาในวงการ ICO และ Bitcoin นั้นเท่ากับว่ามันมีเงินทุนมหาศาลไหลเวียนเข้ามาซึ่งในปีหน้า เราน่าจะได้เห็นการเติบโตอีกมากของการระดมทุนรูปแบบนี้ครับ

 

 

 

 

Leave a Reply

Advertisment ad adsense adlogger