ฉันทามติใน Blockchain , Consensus คืออะไร

31 ส.ค. 2018
ยอดผู้เข้าชม : 1,020

ฉันทามติใน Blockchain , Consensus คืออะไร

สำหรับคนที่เข้ามาในวงการ Crypto มักจะได้ยินคำว่าการขุดจนคุ้นชิน Mining Bitcoin มันขุดได้แถมได้เงินด้วยนะ และมักจะมีคำถามตามมาว่าแล้วเงินดิจิทัลสกุลโน้นนี้นั้นมันขุดได้หรือเปล่า ซึ่งทางเราขอตอบว่าคำว่า “ขุด หรือ Mining” นี้มันค่อนข้างกำกวมนิดหน่อย ปกติคำว่า Mining นั้นเป็นการหาผู้ยืนยันธุรกรรมในระบบ Proof of work แต่ว่าไม่ใช่เงินดิจิทัลทุกสกุลจะต้องใช้ระบบ Proof of work เสมอไป แต่ว่ามันก็ยังมีผู้ตรวจสอบระบบอยู่ ซึ่งก็อาจจะเป็นระบบอื่นๆ เช่น Proof of stake, Delegated proof of stake, Proof of Capacity ซึ่งหลายๆคนก็อาจจะงงว่าอ่านแล้ว Proof พวกนี้มันคืออะไรและมีไว้ทำไม ซึ่งในวงการ Blockchain เราจะเรียก Proof พวกนี้ว่า Consensus

Consensus คืออะไร

คำว่า Consensus นั้นแปลตรงตัวว่าฉันทามติหรือการที่คนกลุ่มหนึ่งยอมรับในสิ่งๆหนึ่งร่วมกัน โดยในระบบ Blockchain เราจะเรียกมันเต็มๆว่า Consensus Protocal แล้วมันสำคัญอย่างไร? ทำไมศัพท์มันฟังดูยากจัง เดียวเราจะอธิบายให้ฟัง

ก่อนอื่นผมอยากให้ทุกคนเข้าใจก่อนว่าระบบ Blockchain นั้นเป็นระบบที่ไม่มีตัวกลาง Decentralized และกระจายออกจากศูนย์กลาง ต่างจากระบบรวมศูนย์กลาง (Centralized) ที่จะมีตัวกลาง ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือระบบธนาคารที่พวกเราใช้ในทุกวันนี้ ปกติเวลาเราเปิดบัญชีธนาคาร ธนาคารจะเป็นคนคอยดูแลบัญชีธนาคารของเรารวมถึงของทุกๆคน มีสิทธิ์ขาดที่จะบอกว่าธุรกรรมใดบ้างที่ถูกหรือผิด (บางทีก็อายัดบัญชีเราเวลาเราถูกล็อตตารี่ซะงั้น)

ทีนี้พอมาถึงระบบ Decentralized ใน Blockchain บ้างระบบ Blockchain นั้นนำเสนอวิธีการใหม่ว่าเราไม่อยากมีตัวกลางอย่างธนาคารที่จะมาดูแลให้เราทั้งหมด ระบบทุกอย่างจะถูกจัดการโดยคนทุกคนที่ใช้ระบบนี้ ทีนี้เราจะทำยังไง? คำตอบคือเราจะให้คนทุกคนเก็บธุรกรรมของคนทุกคนหรือพูดได้ว่าให้ทุกคนเก็บสมุดบัญชีของคนทุกคน ทีนี้มันก็เป็นวิธีที่ดูน่าจะดีนะให้ทุกคนเก็บสมุดบัญชีของทุกคน หากมีคนที่คิดจะโกงระบบด้วยการส่งธุรกรรมปลอมๆหรือคิดจะแก้ไขธุรกรรมที่เคยเกิดขึ้นไปแล้วทุกคนจะรู้ได้ทันที นั้นดูจะไม่มีปัญหาอะไร

 

ไม่มีตัวกลางแล้วจะเพิ่มข้อมูลยังไง

แต่ทีนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นว่าแล้วใครจะเป็นคนที่มีสิทธิที่เขียนธุรกรรมเพิ่มลงไปในระบบหละ แม้ว่าระบบจะตรวจสอบกันได้ว่าใครคิดจะโกงและเตะคนนั้นออกไปได้ แต่ถ้าหากมีคนมาก่อกวนระบบด้วยการส่งข้อมูลผิดๆแล้วเราต้องมานั่งไล่เตะคนพวกนี้ออกไปเรื่อยๆ ระบบก็คงจะเสียเวลามากอย่างแน่นอน ซึ่งเดิมทีในระบบรวมศูนย์แบบเดิมๆคนที่ดูแลตรงนี้คือธนาคารแต่ตอนนี้เราไม่มีธนาคารแล้วเราจะทำยังไง ซึ่งถ้าเป็นระบบปิดที่เรารู้จักกันในนาม Private Blockchain เรารู้ว่าใครเป็นใครในระบบและเราอาจจะตั้งกฎง่ายๆว่าให้คนที่ 1 เป็นคนเขียนธุรกรรมเพิ่มคนแรกแล้ววนไปยังคนที่ สอง สาม สี่ จนกว่าจะครบตามจำนวน แต่ทีนี้มันก็เกิดปัญหาขึ้นกับระบบที่เราไม่รู้จักใครเลย (trustless) และเป็นระบบสารธาณ (Public) ที่ใครจะเข้าจะออกอย่างไรก็ได้ เช่นระบบ Bitcoin แล้วทีนี้เราจะทำยังไงไม่ให้มีคนมาก่อกวนระบบ คำตอบคือเราต้องหาวิธีหรือกฎเกณฑ์อะไรซักอย่างที่ทุกคนจะยอมรับร่วมกันในการหาว่าใครจะได้สิทธิในการเขียนธุรกรรมเพิ่มกับระบบ ซึ่งเราเรียกกฎหรือวิธีเหล่านี้แหละว่า Consensus

ทำไมมัน Consensus ถึงสำคัญ

โดยระบบ Consensus ของ Bitcoin คือ Proof of work โดยผู้ที่จะมีสิทธิ์ในการเขียนธุรกรรมเพิ่มเข้าไปในระบบจะต้องเป็นผู้ที่แก้ไขโจทย์สมการทางคณิตศาสตร์ที่ระบบ Bitcoin ออกแบบไว้ให้ได้เร็วที่สุด และถ้าทำสำเร็จก็จะได้รางวัลซึ่งก็คือค่าธรรมเนียมและ bitcoin ที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงขณะหนึ่ง โดยผู้ที่ขุดนั้นจะต้องเสียค่าไฟฟ้าจำนวนนึงในการขุด หรือระบบ Proof of stake ที่จะต้องใช้เหรียญในการวางเงินค้ำประกันในการที่เราจะได้เป็นผู้ตรวจสอบ

แล้วทำไมระบบ Proof หรือ Consensus พวกนี้ถึงสำคัญ เพราะมันเป็นเกมจิตวิทยา โดยคนที่คิดจะโกงระบบนั้นจะต้องเสียอะไรบางอย่างเสมอ และมอบรางวัลให้กับผู้ที่รักษาระบบ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่ามีผนังอยู่เเห่งหนึ่งที่มีป้ายติดว่า ใช้สำหรับวาดภาพตกแต่ง ถ้าเราไม่มีกฎอะไรเลย อาจจะมีคนมาเขียนผนังนี้เล่นได้แม้จะมีคนที่คอยมาไล่คนที่เขียนผนังเล่นก็ตาม แต่ถ้าเราลองตั้งกฎง่ายๆว่าถ้าคุณจะมาเขียนผนังนี้คุณต้องจ่ายเงิน 10 บาท หรือเอาเงิน 10 บาทมาค้ำประกันถ้าคุณไม่ได้เขียนเล่นเราจะคืนเงินนี้ให้กับคุณ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนที่จะมาเขียนผนังเล่นก็จะน้อยลง เพราะคนที่ยอมเสียเงินเพื่อมาแกล้งคนอื่นก็จะน้อยลง และเท่านั้นยังไม่พอ กฎนั้นไม่ได้จบแค่การจ่ายเงินแต่เรามีอีกกฎหนึ่งที่บอกว่าถ้าคุณไม่ได้มาวาดรูปเล่นแต่วาดภาพสวยๆเราจะจ่ายเงินให้กับคุณอีกด้วย ผลที่ได้คือระบบจิตวิทยานี้นั้นเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ทำดีและลงโทษคนที่ทำไม่ดี แล้วใครจะไปอยากทำไม่ดีให้เสียตังฟรีบ้างหละ และนี่จึงเป็นเหตุสำคัญผลว่าทำไม Blockchain ถึงปลอดภัยมากๆ เพราะมันสร้างระบบมาโดยพื้นฐานจิตวิทยาแบบที่กล่าวมานี้แหละ

ในช่วงกรณีพิพาทเรื่อง BitcoinCash ในปี 2017 ทาง Jihan Wu ได้กล่าวอ้างว่าทาง Bitmain มีกำลังขุดมหาศาลและจะย้ายการขุดจาก Bitcoin มาขุด BitcoinCash ให้หมดและจะทำให้ Bitcoin เป็นอัมพาตอย่างสิ้นเชิง แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่เกิดขึ้นคือกำลังขุดของ Bitcoin นั้นทำให้กำลังขุดทั้งหมดหายไปไม่ถึง 10% นั้นเป็นเพราะท้ายที่สุดแล้ว Miner หรือนักขุดส่วนใหญ่ก็ถูกจิตวิทยาของระบบ Blockchain ใน Bitcoin ควบคุมหรือก็คือความโลภของมนุษย์ที่อยากจะได้ผลประโยชน์ของตนเองสูงสุดนั่นเอง

 

ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับ“ฉันทามติในBlockchain” ผมหวังว่าท่านผู้อ่านของเราจะเข้าใจว่าคำว่า Consensus คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรพบกันใหม่ตอนหน้าครับ..

 

Leave a Reply

Advertisment ad adsense adlogger