fbpx

Shitcoin Theory : ทฤษฎีเหรียญขยะ เหตุผลที่คุณไม่ควรลงทุนในเหรียญอื่นๆนอกจาก Bitcoin

ยาวไปอยากเลือกอ่าน แสดง Shitcoin คืออะไร? Bitcoin เงินดิจิทัลหนึ่งเดียวที่มีศักยภาพพอจะเป็นสกุลเงินของโลก ความย้อนแย้งของ Altcoin ที่คิดจะเป็นสกุลเงิน Ethereum เหรียญที่มีมูลค่าลำดับสองที่ไม่มีโอกาสกลายเป็นสกุลเงินของโลก ICO ฟองสบู่และ Shitcoin จำนวนมากที่ไร้ประสิทธิภาพ XRP ที่สุดของ Shitcoin ในมุมมองผู้ที่ชื่นชอบ Bitcoin Dogecoin เหรียญที่พยายามสร

Shitcoin Theory : ทฤษฎีเหรียญขยะ เหตุผลที่คุณไม่ควรลงทุนในเหรียญอื่นๆนอกจาก Bitcoin

18 Jan 2021

สวัสดีครับทุกคนในขณะที่ Bitcoin กำลังขึ้นในช่วงนี้ต้องยอมรับวว่ามีผู้คนมากมายที่สนใจใน Cryptocurrency มากขึ้นอย่างน่าใจหาย แต่ในความเป็นจริงที่เราจะต้องยอมรับคือผู้คนที่เข้ามามากมายเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้คาดหวังการเก็งกำไรระยะสั้นมากกว่าจะเข้าใจคุณค่าในระยะยาว ด้วยตลาด Cryptocurrency ที่มีความเสี่ยงสูงนั่นทำให้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยหากนักลงทุนหน้าใหม่เหล่านี้จะขาดทุนกลับไป นอกจากนี้มันยังมีแนวโน้มที่นักลงทุนจะซื้อเหรียญอื่นๆเช่น XRP หรือเหรียญอื่นๆซึ่งที่จริงแล้วมันมีความเสี่ยงที่สูงกว่า Bitcoin เสียอีก ซึ่งวันนี้เราจะมาเล่าถึง Shitcoin Theory หรือทฤษฎีเหรียญขยะซึ่งเป็นเรื่องราวที่ถูกพูดถึงในโลก Cryptocurrency มาช้านาน

Shitcoin คืออะไร?

คำว่า Shitcoin นั้นเป็นคือ Buzzword หรือคำที่ใช้พูดต่อๆกันมาในโลก Cryptocurrency โดยเป็นการพูดถึงเหรียญ Cryptocurrency ที่ไม่มีมูลค่าในมุมมองใดมุมมองหนึ่ง ซึ่งอาจจะมองได้หลายๆด้านด้วยกัน แม่แต่บางคนยังมองว่า Bitcoin นั้นคือ Shitcoin ได้ด้วยซ้ำ โดยคำว่า Shitcoin นี้ถูกพูดถึงครั้งแรกในฟอรั่ม Bitcointalk ที่เป็นต้นกำเนิดของ Bitcoin โดยมากจากผู้ใช้งานที่ชื่อว่า ribuck โดยในขณะนั้น Gavin Andresen กำลังอธิบายถึงว่าการ Fork Bitcoin ไปสร้างเหรียญใหม่นั้นจะไม่ได้กระทบอะไรกับ Bitcoin ดั้งเดิมที่มีอยู่

“ผมบอกเลยนะว่า ถ้า Bitcoin ไปได้จริงๆ จะมีเหรียญอีกมากมายที่โผล่ออกมาโดยโปรโมทเรื่องที่สามารถรวยได้ง่ายๆ gitcoin, nitcoin, witcoin, titcoin, shitcoin เหรียญพวกนั้นจะจูงใจคนด้วยคำพูดอย่าง จะใช้ Bitcoin ไปทำไมในเมื่อคุณสามารถขุดมันได้แค่ 50 bitcoin ในทุกๆเดือน ใช้ Shitcoin สิคุณจะได้ 51 Shitcoin ในทุกๆ 2 นาที

แล้วพวกที่เลียนแบบพวกนี้ก็จะหายไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับในช่วงที่มีสกุลเงินของอินเทอร์เนตเกิดขึ้นในปี 1990 อย่าง flooz และ beenz และจะมีผู้คนมากมายที่ขาดทุนกับมัน”

ทุกวันนี้คำว่า Shitcoin นั้นถูกใช้ไปทั่วแต่ถ้าเราดูจากความตั้งต้นแล้วมันคือการเสียดสีของผู้คนที่ชื่นชอบใน Bitcoin และมองว่าเหรียญอื่นนั้นไม่มีคุณค่า แม้ว่ามันอาจจะเกินเลยไปบ้างแต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีความเป็นจริงอยู่เลย

 

Bitcoin เงินดิจิทัลหนึ่งเดียวที่มีศักยภาพพอจะเป็นสกุลเงินของโลก

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบใน Bitcoin นั้นตำหนิว่าเหรียญอื่นๆนั้นว่าเป็น Shitcoin นั้นคือการที่เหรียญเหล่านั้นพยายามกล่าวอ้างว่าตัวมันเองนั้นจะเป็นสกุลเงินที่มีประสิทธิภาพดีกว่า Bitcoin ในแง่ต่างๆ ซึ่งถ้าเรามองว่าถึงจุดมุ่งหมายของคำว่าการเป็น “สกุลเงิน” ก็ไม่แปลกที่ในมุมมองของคนที่ชอบ Bitcoin จะมองว่าเหรียญเหล่านั้นเป็น Shitcoin ครับ

สาเหตุก็คือ Bitcoin เป็น Cryptocurrency สกุลเดียว (ในตอนนี้และน่าจะอีกต่อไป) ที่มีความเป็น ”อิสระ” จากบุคคลหรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากที่สุด โดยไม่มีสกุลอื่นเทียบได้ การเป็นอิสระและไม่ขึ้นกับตัวกลางใดนั้นเป็นอะไรที่สำคัญที่สุดที่ทำให้มีสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่งมีศักยภาพจะได้รับการยอมรับจากทั่วโลกได้ เรื่อง ความเร็ว ความสะดวก เทคโนโลยี นั้นเป็นเรื่องรองลงไป ไม่ว่าเหรียญอื่นๆจะโปรโมทว่ามันมีการใช้งานที่เยอะหรือดีกว่ามากเพียงใด ถ้าเราพูดถึงสกุลเงินที่เป็นอิสระแล้วการกระจายตัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ตัวอย่างเช่น ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับตลอดประวัติศาสตร์นั้นเป็นเพราะมันมีความเป็นอิสระมากที่สุด มันไม่สามารถแบ่งแยกย่อยได้ดีกว่าเงินกระดาษ ไม่สามารถใช้ชำระได้ดีเท่าบัตรเครดิต การพกพาก็ไม่ได้สะดวกสบายเท่ากับเงินกระดาษ ไม่ได้มีใครที่ควบคุมอุปทานของทองคำไว้และไม่มีใครสามารถผลิตทองคำได้อย่างรวดเร็ว นั้นเป็นเหตุผลที่ผู้คนเชื่อมั่นในทองคำและยอมถือมันไว้ในระยาว ไม่ใช่เพราะมันเอาไปทำอะไรได้มากแค่ไหน แต่เพราะเรารู้ว่ามันสามารถรักษามูลค่าจากการเป็นเอกเทศน์ของตัวมันเอง

เนื่องจาก Bitcoin ถือกำเนิดขึ้นมาจากวันที่ไม่มีใครสนใจมัน และเริ่มต้นการกระจายเหรียญด้วยการขุด คนที่จะอยากได้ Bitcoin นั้นต้องยอมลงทุนด้วยกำลังค่าไฟของเขา ทำให้ในแง่การกระจายตัวของเหรียญแล้วมันน่าจะมีความเป็น Decentralized ที่สุด แม้อาจจะมีคนที่บอกว่ามันก็มีวาฬที่คุม Bitcoin อยู่ก็ตาม ซึ่งก็ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงส่วนนั้นแต่เชื่อเถอะว่า มันเทียบไม่ได้กับเพรียญอื่นๆหรอก

มีความพยายามหลายครั้งที่องค์กรหรือบุคคลใดๆคิดเข้าจะพยายามชี้นำหรือเปลี่ยนแปลงระบบ Bitcoin แต่สุดท้ายก็สิ้นสุดด้วยความล้มเหลวหรือการที่เหรียญนั้นแยกเป็นอีกเหรียญไปเลย ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin XT, Bitcoin Classic, Bitcoin Cash ซึ่งไม่ว่าโครงการเหล่านี้จะพยายามทำการโปรโมทแค่ไหนก็ไม่เคยสำเร็จ เพราะมันไม่สามารถทำ Hashrate หรือกำลังขุดได้มากกว่า Bitcoin ได้

 

ความย้อนแย้งของ Altcoin ที่คิดจะเป็นสกุลเงิน

ด้วยการที่ Bitcoin นั้นเป็น open source ที่ใครๆก็สามารถคัดลอกได้ทำให้มีหลายโครงการที่พยายามคัดลอกและสร้างโครงการขึ้นมา ซึ่งปัญหาคือในระยะแรกๆนั้น Altcoin เหล่านั้นไม่ได้มีจุดเด่นอะไรโดดเด่นเหนือ Bitcoin มากนักในแง่ระบบชำระเงินและ Bitcoin ยังทำงานได้ และนั้นทำให้ Altcoin มีความย้อนแย้งที่ว่ามันจะไม่สามารถเติบโตได้โดยไม่มีองค์กรกลุ่มหรือบุคคลที่สนับสนุนมัน แต่เมื่อมีการสนับสนุนก็ทำให้ Altcoin เปล่านี้ไม่สามารถมีความเป็นเอกเทศน์ได้เทียบเท่า Bitcoin ในแง่สกุลเงินกลาง

ตัวอย่างเช่น Litecoin ของ Charlie Lee ที่เดิมทีแล้วถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการทดสอบและเรียนรู้ Cryptocurrency ของตัว Charlie Lee โดยการคัดลอกโค้ด Bitcoin มาและนอกจากเรื่องความเป็นอิสระของ Bitcoin แล้ว Litecoin นั้นเหนือกว่า Bitcoin ถึง 4 เท่าในทุกๆด้านๆไม่ว่าจะเป็น ความเร็ว จำนวนจำกัด อัตราการผลิต ซึ่งเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปีแล้วที่ Bitcoin ถือกำเนิดขึ้นและมันก็ไม่เคยชนะ Bitcoin ได้ในแง่ของมูลค่า นอกจากนี้ในปี 2018 Charlie lee ยังได้เท Litecoin ของเค้าทั้งหมดที่ตอน ATH แม้ Charlie lee จะอ้างว่าทำไปเพื่อให้ Litecoin เติบโตอย่างอิสระขึ้นในอนาคต (ซึ่งก็มีความจริงอยู่บ้าง)

ปัจจุบัน Litecoin ก็ยังประสบปัญหาเรื่องจุดมุ่งหมายของมันและดูเหมือนว่าด้วยความที่มันคล้าย Bitcoin มากมันจึงกลายเป็นเหมือน Test Environment ของ Feature ใดๆที่อาจเกิดขึ้นได้บน Bitcoin จะถูกทดสอบบน Litecoin ก่อน

 

Ethereum เหรียญที่มีมูลค่าลำดับสองที่ไม่มีโอกาสกลายเป็นสกุลเงินของโลก

แม้ว่า Litecoin นั้นอาจจะประสบปัญหาเรื่องจุดมุ่งหมายแต่ในแง่การกระจายตัวนับว่ามันยังมีการกระจายตัวที่ดีเพราะการเกิดของ Litecoin นั้นจะมาจากการขุดเท่านั้น ในขณะที่ Ethereum เหรียญที่มีมูลค่าลำดับที่สองของตลาด Cryptocurrency นั้นแม้จะมีการสร้างเหรียญด้วยการขุดก็ตาม แต่มันกลับมีการ Pre-mine หรือทำการเสกเหรียญเพื่อเก็บไว้เป็น Reserve หรือทุนสำรองให้แก่นักพัฒนาถึง 70% ด้วยกัน เรียกได้ว่าปัจจุบัน Ethereum ทั้งหมดที่ขุดขึ้นมาได้ยังไม่สามารถเทียบเท่าได้กับ Ethereum ที่ถูกสร้างขึ้นมาในตอนแรก

นั่นทำให้ตอนที่ Ethereum นั้นมีการเสนอขอย ICO ในตอนขั้นต้นนั้นชุมชนชาว Bitcoin ทั้งหลายต่างพากันด่าว่า Ethereum นี้คือ Shitcoin จากการที่มันถูกควบคุม Supply จำนวนมากจากตัว Ethereum Foundation ทำให้ Ethererum นั้นอาจจะเป็นเหรียญที่ถูกมองได้ว่าไม่มีความเป็น Decentralized แต่อย่างใด

ตัวอย่างที่เราเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการที่ Ethereum ถูก Hack ในโครงการ the DAO ไปมูลค่า $150 ล้าน ซึ่งสุดท้าย Ethereum ได้ทำการย้อนธุรกรรมทั้งหมดที่ถูก Hack ไปส่งผลให้เกิดการแตก Chain กลายเป็น ETC ในภายหลังและเป็นการทำลายประกาศิตของ Blockchain และ Smart Contract ที่จะไม่สามารถถูกแก้ไขได้ลง

หากสกุลเงินที่มีมูลค่าเป็นลำดับ 2 อย่าง Ethereum ที่ใช้ระบบการขุดในการกระจายเหรียญนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามใจผู้พัฒนา ซึ่งเป็นการทำลายข้อเด่นที่สุำคัญที่สุดของการใช้ Blockchain ทีมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นั้นเท่ากับว่าเหรียญอื่นๆที่ใช้ระบบการขุดนั้นอาจจะล้มเหลวในการสร้างอิสระในการที่ถูกควบคุม

นอกจากนี้ในปี 2018 Vitalik ผู้เป็น Founder ของ Ethereum นั้นเป็นผู้ออกมาเปิดเผยเองว่าเขาเป็นผู้โน้มน้าวให้ Ethereum Foundation ขาย Ethereum ตอน ATH กว่า 70,000 ETH มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์

แต่ถ้าเรามองในอีกแง่นึงแล้ว Ethereum นั้นไม่เคยอวดอ้างว่าตัวเองเป็นสกุลเงินเลยด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าหากเรามองว่ามันเป็นธุรกิจนั้นมันอาจจะไม่ได้ดูเลวร้าย เพราะหากนี่เป็นการลงทุนในธุรกิจ การที่บริษัทของธุรกิจหลักถือเหรียญหรือหุ้นจำนวนมาก ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าบริษัทนั้นมีหน้าที่ทำให้เหรียญหรือมูลค่าบริษัทเหล่านี้เติบโตต่อไป

 

ICO ฟองสบู่และ Shitcoin จำนวนมากที่ไร้ประสิทธิภาพ

หากเรามองว่า Etheruem นั้นมีการ Premine ที่มากมีการเทขายเหรียญ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าในแง่ของเทคโนโลยีและมูลค่าการเป็น Blockchain Platform นั้นก็นับว่ามันประสบความสำเร็จได้ด้วยดีอย่างสวยงาม

 

แต่นั้นไม่รวมถึงเหรียญ ICO ทั้งหลายที่ระดมทุนขึ้นในช่วงปี 2017 เกิด ICO Boom ขึ้นและเกิดโครงการระดมทุนมากมายและแน่นอนว่ามีโครงการมากมายที่ล้มเหลว มีเหรียญ ICO มากมายที่ทั้งมีการ Pre-mine จำนวนมาก ซึ่งมันดีสำหรับการที่โครงการนั้นจะสร้างเป็น Start Up แต่ในแง่การเป็นสกุลเงินที่มีอิสระแล้วมันจะล้มเหลว หากมันไม่สามารถสร้างความเติบโตทางเทคโนโลยีได้ และสุดท้ายไม่ได้มีการใช้งานจริงๆ เหรียญเหล่านี้ก็จะล้มตายลง

เมื่อการกระจายตัวแย่แล้วทำให้เหรียญเปล่านี้แทบไม่มีโอกาสที่จะมีมูลค่าเติบโตขึ้นได้เองโดยธรรมชาติโดยที่ไม่มีคนคอยปั่นตลาด ซึ่งกระบวนการสร้างมูลค่าของเหรียญเหล่านี้กลับน่าสนใจมาก เนื่องจากเหรียญ Token เหล่านี้นั้นถูกลิสลงในตลาด Exchange ระดับโลกหลายๆที่ ด้วยการที่มันเป็นตลาดเปิด ทำให้มันไม่สามารถถูกกำกับจากหน่วยงานดูแลของประเทศใดๆและนั่นแปลว่าการ “ปั่น (Pump and dump)” จึงสามารถเกิดขึ้นได้ในตลาดนี้

ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยที่โครงการหนึ่งจะสร้างไอเดียและปั่นกระแสเหรียญขึ้นมาถึงอนาคตของมัน ในระหว่างนั้นด้วยความที่ตลาดมันเล็กมันจึงเป็นไปได้ เช่น โปรเชคต์หนึ่งอาจจะค่อยๆทำการทยอยเก็บเหรียญที่มีในตลาดจนถึงจำนวนหนึ่งที่ เจ้าของโครงการคำนวนแล้วว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการปั่นเหรียญให้ถึงราคาๆหนึ่ง และเมื่อได้ราคาที่น่าพอใจก็สามารถทุบได้ตามใจชอบ

ซึ่งในความเป็นจริงเหรียญ ICO ที่มีมูลค่ามากเหรียญส่วนใหญ่ก็จะถูกเก็บไว้ที่ตัวผู้สร้างเองนอกจากนี้ ยังมีเหรียญ ICO จำนวนมากที่โครงการแทบจะเรียได้ว่าล้มตายไปแล้วแต่ก็ยังมีการปั่นตลาดและการซื้อขายอยู่เรื่อยๆ เพราะยิ่งมีมูลค่าน้อยการปั่นตลาดก็ยิ่งใช้เงินจำนวนไม่มาก ซึ่งทำให้เหรียญ ICO หลายๆตัวถูกมองว่าเป็น Shitcoin ก็ไม่แปลกอะไร

 

XRP ที่สุดของ Shitcoin ในมุมมองผู้ที่ชื่นชอบ Bitcoin

XRP นั้นเป็นหนึ่งในเหรียญที่ถูกมองว่าเป็น Shitcoin อย่างมากในมุมมองผู่ที่ชื่นชอบ Bitcoin ไม่ใช่แค่เพราะการกระจายตัวมันแย่ แต่เพราะจุดประสงค์ของ XRP นั้นคือความต้องการเป็นสกุลเงิน ซึ่งมันมีความย้อนแย้งกับเจตนารมณ์ของ Bitcoin อย่างมาก เพราะ Bitcoin นั้นเกิดจากความไม่พอใจในระบบธนาคารที่โกงกิน แต่ XRP กลับถูกสร้างมาด้วยความต้องการในการเพิ่มประสิทธิภาพของธนาคาร

 

นอจากนี้ยังมีเรื่องแปลกๆเกี่ยวกับ Bitcoin อีกมากมายเช่นการที่ Ripple พยายามโปรโมท XRP จากการที่มีธนาคารใช้ xCurrent ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของ Ripple ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆของ XRP และปัจจุบัน XRP นั้นยังไม่มีการใช้งานเลยด้วยซ้ำจากธนาคารใดๆ จนไปถึงการเสนอขายของ XRP ที่เป็นประเด็นกับ SEC ของอเมริกา

เหตุผลการเป็นเอกเทศน์ของสกุลเงินนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการที่เงินของเอกชนใดจะขึ้นไปสู่การเป็นสกุลเงินระดับโลกได้ ผู้สร้างเพียงไม่กี่คนก็จะร่ำรวยอย่างมหาศาลมันเป็นอภิสิทธ์ที่ถูกสงวนไว้สำหรับรัฐบาลและธนาคารกลางเท่านั้น ซึ่งคงไม่มีประเทศใดยอมรับสกุลเงินในลักษณะนี้ ทำให้จุดประสงค์ของ XRP นั้นมีความขัดแย้งกับสิ่งที่มันเป็นอย่างมาก

และนี่เป็นเหตุผลที่ชุมชนชาว Bitcoin ถึงมองว่าเหรียญอื่นๆนั้นเป็น Shitcoin ซึ่งแม้อาจจะเกินไปบ้างแต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีมูล แต่เมื่อเทียบความเป็นเอกเทศของ Bitcoin กับ XRP แล้วในแง่สกุลเงินที่อาจเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก XRP ก็ไม่ต่างอะไรกับ Shitcoin ดีๆนี่เอง

 

Dogecoin เหรียญที่พยายามสร้างมาเป็น Shitcoin แต่ไม่ได้กลายเป็น Shitcoin

หนึ่งในเรื่องย้อนแย้งอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในโลก Cryptocurrency คือมีเหรียญที่พยายามสร้างออกมาให้กลายเป็น Shitcoin แต่ความตั้งใจของมันกลับตาลปัดไปโดยสิ้นเชิงนั่นคือเหรียญอย่าง Dogecoin โดย Dogecoin นั้นเกิดจากโปรแกรมเมอร์ชื่อ บิลลี่ มาร์คัส ในปี 2013 โดยความตั้งใจแรกนั้นเกิดจากการที่มีเหรียญ Cryptocurrency เกิดขึ้นมาจำนวนมากและ Bitcoin นั้นถูกไปใช้ในทางที่ผิดที่ Silkroad ทำให้ บิลลี่ คิดจะสร้างเหรียญเงินดิจิทัลตลกๆ ที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ เขาจึงไปก็อปปี้โค้ดของ Bitcoin และแก้ไขมันนิดหน่อยตามด้วยใส่ meme หมาชิบะอินุอย่าง Doge ลงไป

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Dogecoin นั้นได้แหกกฎเกณฑ์ของการสร้างเหรียญที่ดีด้วยการปล่อยให้ขุดเหรียญจำนวนมากกำหนดให้เหรียญไม่มีจำนวนจำกัดและทำให้เหรียญนี้กลายเป็นเรื่องตลก นี่ยังไม่รวมถึงว่า Dogecoin นั้นไม่ได้มีการอัพเดทอีกเลยตั้งแต่ปี 2014 หากเข้าไปดูใน Reddit ของ Dogecoin ก็จะพบว่ามีแต่เรื่องตลกๆไร้สาระ แต่มันกลายเป็นว่าด้วยความไร้สาระนี้ Dogecoin จึงกลายเป็นเหรียญที่มีการกระจายตัวดีมากจากการที่มันไม่เคยอวดอ้างการเมืองใดๆ และมีมูลค่าติด Top 50 ของตลาด Cryptocurrency

 

รุ่งอรุณของเหล่านักซิ่งและจุดจบของมือใหม่

อย่างไรก็ตามเราปฎิเสธไม่ได้ว่าเหล่า Shitcoin เหล่านี้นั้นเมื่อเวลาของมันมาถึงนั้นมันมีโอกาสเติบโตได้มาก จากการที่มันมีมูลค่าน้อยและการกระจายตัวที่ไม่ดีทำให้มันมีโอกาสปั่นได้ง่าย เราอาจจะเห็นราคาของ Altcoin บางตัวมีมูลค่เพิ่มขึ้นถึง 100-300% ในช่วง Altcoin Party ซึ่งนั่นเป็นเวลาที่คนที่เล่น Crypto ที่เก๋าเกมรอคอยมาตลอดเพื่อฟันกำไรและรีบถอนเงินออกไป แต่ในทางกลับกันมือใหม่หละเป็นยังไง

สิ่งที่มือใหม่ส่วนใหญ่พลาดไปคือพวกเขาไม่เข้าใจว่าเหรียญเหล่านี้ไม่มีทางเติบโตได้เองโดยธรรมชาติ โดยพวกเขาหลงเชื่อคำโฆษณาสวยหรูของเจ้าของโครงการต่างว่าเหรียญนี้จะมีอนาคตและตัดสินใจที่จะถือมันในระยะยาว ซึ่งในความเป็นจริงแม้จะเป็นเหรียญน้ำดีอย่าง Ethereum เจ้าของโครงการก็เป็นผู้ถือเหรียญที่ต้องคอยหาเงินมาเติมให้กับธุรกิจเสมอๆ และเมื่อวันที่ตลาดแดงฉานมาถึง คุณอาจจะเห็นราคา Bitcoin ตกลง 20-30% แต่เหรียญ Altcoin เปล่านี้อาจจะตกได้ถึง 50-95% เลยทีเดียว

 

 

0 0 vote
Article Rating
Altcoin Article Guide & Analytics Uncategorized
Writer
การสมัครรับข้อมูล
แจ้งเตือนสำหรับ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Maybe You Like

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x