fbpx

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 7 เงินที่มั่นคงและเสรีภาพส่วนบุคคล part 2

รัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด กับ รัฐบาลที่มีอำนาจล้นฟ้า   ในหนังสือประวัติศาสตร์ จากรุ่งอรุณถึงวันเสื่อมสลาย (From Dawn to Decadence) ที่ครอบคลุมช่วงเวลากว่า 5 ศตวรรษ ของ ยาคส์ บาร์ซุน จุดจบของสงครามโลกครั้งที่ 1 ถูกระบุว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมทราม เสื่อมสลาย และ สิ้นสุดของโลกตะวันตก หลังจากสงครามนี้เองที่โลกฝั่งตะวันตกเผชิญกับสิ่งที่บาร์ซุนเร

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 7 เงินที่มั่นคงและเสรีภาพส่วนบุคคล part 2

29 Oct 2020

รัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด กับ รัฐบาลที่มีอำนาจล้นฟ้า

 

ในหนังสือประวัติศาสตร์ จากรุ่งอรุณถึงวันเสื่อมสลาย (From Dawn to Decadence) ที่ครอบคลุมช่วงเวลากว่า 5 ศตวรรษ ของ ยาคส์ บาร์ซุน จุดจบของสงครามโลกครั้งที่ 1 ถูกระบุว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมทราม เสื่อมสลาย และ สิ้นสุดของโลกตะวันตก หลังจากสงครามนี้เองที่โลกฝั่งตะวันตกเผชิญกับสิ่งที่บาร์ซุนเรียกว่า “การพลิกผันครั้งใหญ่” หรือการที่แนวความคิดลิเบอรัลลิสซึ่ม (liberalism) หรือเสรีนิยม ถูกแทนที่โดยลิเบอรัลลิตี้ (liberality) หรืออารีนิยม แนวคิดจอมปลอมที่เกิดขึ้นมาสวมในชื่อเดิมแต่แท้จริงแล้วตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง 14

 

ลิเบอรัลลิซึ่มนั้นตั้งอยู่บนหลักการที่ว่ารัฐบาลที่ดีที่สุดคือรัฐบาลที่บริหารจัดการน้อยที่สุด; แต่ในปัจจุบันที่เหล่าผู้มีปัญญาทางชาติฝั่งตะวันตกได้นำเอาอุดมการณ์ความคิดลิเบอร์ตี้ หรือการนิยมในเสรีภาพนี้มาแปลงให้กลายเป็นแนวความคิดลิเบอรัลลิตี้ที่นิยมในการมีเมตตาอารีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้การบัญญัติศัพท์ยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมด

 

ในขณะที่ลิเบอรัลลิซึ่มนั้นมองว่าหน้าที่ของรัฐบาลคือการทำให้ผู้คนสามารถที่จะใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรี และสามารถรับทั้งผลประโยชน์และรับโทษจากการกระทำของตนเองได้ แต่แนวความคิดแบบลิเบอรัลลิตี้นั้นมองว่ารัฐบาลมีบทบาทหน้าที่ในการปกป้องผู้คนจากผลกรรมแห่งการกระทำของพวกเขาเอง ในขณะที่ปล่อยให้พวกเขาสามารถเสพสมทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการ บทบาทของรัฐบาลถูกเปลี่ยนแปลงไปทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ให้กลายเป็นยักษ์ในตะเกียงวิเศษผู้สามารถให้พรได้ทุกประการ และประชาชนเพียงต้องคอยเลือกว่าพวกเขาต้องการอะไรเท่านั้น

 

นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Élie Halévy ได้ชี้ว่ายุคสมัยของทรราชย์เริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 1914 พร้อมกับสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อมหาอำนาจของโลกหันไปหาการแปรสภาพเศรษฐกิจและการศึกษาไปอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ พวกเขาแปรรูปทรัพยากรในการผลิตเป็นของรัฐ และเปลี่ยนแนวทางการบริหารสังคมเข้าสู่ระบอบสหภาพแรงงานสหการนิยมและระบอบบรรษัทนิยม พร้อมกับปราบปรามแนวความคิดที่ถูกมองว่าขัดต่อผลประโยชน์ของชาติ และการสนับสนุนแนวความคิดชาตินิยมในรูปแบบที่เขาเรียกว่า “องค์กรแห่งศรัทธา” 15

 

รัฐบาลในรูปแบบแนวความคิดเสรีนิยมดั้งเดิมนี้เกิดขึ้นได้เพียงในโลกที่มีเงินอันมั่นคง ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกธรรมชาติในการจำกัดขอบเขตอำนาจเผด็จการและการล่วงละเมิดของรัฐบาล  ตราบใดที่รัฐบาลยังจำเป็นต้องเก็บภาษีจากประชาชนเพื่อนำมาใช้จ่ายในโครงการปฏิบัติการต่างๆ รัฐบาลก็จำเป็นต้องจำกัดขอบเขตของปฏิบัติการให้อยู่ในกรอบที่ประชาชนยอมรับได้ รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาสมดุลงบประมาณด้วยการรักษาระดับการใช้จ่ายให้อยู่ภายในกรอบของรายได้จากเงินภาษี  ในสังคมของเงินที่มั่นคง รัฐบาลจำเป็นต้องอาศัยความยินยอมจากประชาชนเพื่อที่จะสนับสนุนปฏิบัติการต่างๆของภาครัฐ ทุกข้อเสนอใหม่ๆ สำหรับการกระทำของรัฐบาลจะเป็นที่จะต้องได้รับชำระเงินทั้งหมดด้วยภาษีหรือการขายพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวก่อนที่จะได้เริ่มกระทำการใดๆ ทำให้ประชาชนสามารถประเมินต้นทุนที่แท้จริงของแผนการนั้นๆ ซึ่งพวกเขาสามารถนำไปเปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้รับอย่างง่ายดาย 

 

รัฐบาลที่ต้องการเงินทุนสำหรับโครงการป้องกันประเทศ และ โครงการสาธารณูปโภคอย่างสุจริตตรงไปตรงมาย่อมไม่มีปัญหาในการเก็บภาษี หรือขายพันธบัตรให้กับประชาชนผู้สามารถเห็นผลประโยชน์ของโครงการดังกล่าวอยู่ตรงหน้า  แต่รัฐบาลที่กระทำการขึ้นภาษีเพื่อนำมาปรนเปรอวิถีชีวิตอันฟุ่มเฟือยของราชวงศ์ย่อมก่อให้เกิดความโกรธเคืองในประชาชนหมู่มาก ส่งผลเป็นภัยต่อความชอบธรรมในการปกครองและยิ่งสร้างความไม่มั่นคงเพิ่มมากยิ่งขึ้น  ยิ่งการขูดรีดภาษีและสร้างข้อกำหนดของรัฐบาลหนักหน่วงขึ้นเท่าใด ประชาชนก็ยิ่งมีโอกาสที่จะปฏิเสธการเสียภาษีมากขึ้นเท่านั้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเก็บภาษีสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรืออาจส่งผลให้ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านและขับไล่รัฐบาล ไม่ว่าจะด้วยปลายปากกาหรือปากกระบอกปืน

 

เงินที่มั่นคงจึงเป็นสิ่งที่บังคับให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีความซื่อสัตย์และโปร่งใส และจำกัดอำนาจของรัฐบาลให้อยู่ในกรอบอันเป็นที่พึงประสงค์และยอมรับได้โดยประชาชน  มันทำให้ทั่วทั้งสังคมสามารถกระทำการประเมินต้นทุนและผลตอบแทนของการกระทำต่างๆของรัฐบาลได้อย่างเที่ยงธรรม รวมไปถึงการสร้างความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจที่จำเป็นต่อความสำเร็จขององค์กร ผู้คน หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ นั่นก็คือ: การบริโภคต้องมาทีหลังการผลิต

 

ในทางกลับกัน เงินที่ไม่มั่นคงทำให้รัฐบาลสามารถซื้อความจงรักภักดีและความนิยมชมชอบผ่านการใช้จ่ายเพื่อสนองต่อวัตถุประสงค์อันเป็นที่นิยมโดยไม่จำเป็นต้องแสดงรายการค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน  รัฐบาลเพียงแค่พิมพ์เงินเพิ่มเพื่อนำมาสนับสนุนแผนการโง่เขลาอะไรก็ตามที่พวกเขากุขึ้นมาเท่านั้น โดยประชาชนจะรับรู้ได้ถึงค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของแผนการเหล่านั้นได้ต่อเมื่อเวลาผ่านไปแล้วหลายปีเมื่ออัตราเงินเฟ้อส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นการพังทลายของมูลค่าของเงินก็สามารถถูกโบ้ยให้เป็นผลจากปัจจัยอื่นๆได้อีกมากมาย โดยปัจจัยเหล่านั้นมักจะเกี่ยวข้องกับแผนการชั่วร้ายของชาวต่างชาติ นายธนาคาร ชนกลุ่มน้อยพื้นเมือง รัฐบาลก่อนหน้า หรือแม้แต่รัฐบาลในอนาคต  เงินที่ไม่มั่นคงนั้นยิ่งกลายเป็นเครื่องมือที่อันตรายเป็นพิเศษในมือของรัฐบาลประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันของการเลือกตั้งอยู่ตลอดเวลา  ผู้ลงคะแนนยุคใหม่นั้นยากที่จะเลือกผู้แทนที่พูดถึงต้นทุนและผลตอบแทนของนโยบายของเขาอย่างตรงไปตรงมา พวกเขามักจะเลือกคนขี้โกงที่สัญญาว่าจะแจกของฟรีโดยโยนผลกระทบจากค่าใช้จ่ายไปให้รัฐบาลก่อนหน้าหรือกลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิดอันชั่วร้ายสักกลุ่ม  ประชาธิปไตยจึงกลายเป็นพิธีกรรมอุปทานหมู่ที่ผู้คนพยายามที่จะแก้ไขกฎของเศรษฐศาสตร์โดยการลงคะแนนเสียงเลือกของฟรี และพร้อมใจกันถูกชักจูงให้เกลียดชังแพะรับบาปเมื่อใดก็ตามที่ผลกระทบของของฟรีเหล่านั้นปรากฎขึ้นในรูปของเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจถดถอย

 

เงินที่ไม่มั่นคงนั้นเป็นใจกลางของความเพ้อฝันในยุคสมัยใหม่ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและผู้คนที่โชคร้ายพอที่จะได้รับการศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์มหภาคสมัยใหม่ในระดับมหาวิทยาลัยที่สอนว่า: การกระทำใดๆของรัฐบาลนั้นไม่มีต้นทุนค่าเสียโอกาสแต่อย่างใด และรัฐบาลมีคฑาวิเศษที่สามารถเสกให้ความเป็นจริงกลายเป็นอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการลดความยากจน การส่งเสริมศีลธรรม การรักษา การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงปรับปรุงสถาบันทางการเมืองและเศรษกิจของประเทศอื่นๆ หรือลบล้างกฏเกณฑ์ของอุปสงค์และอุปทานสำหรับสินค้าที่มีความสำคัญทางความรู้สึก ประชาชนยุคใหม่ส่วนมากต่างอาศัยกันอยู่ในดินแดนแห่งความฝันที่สิ่งเหล่านี้ไม่มีต้นทุนใดๆ และสิ่งเดียวที่จำเป็นต่อการทำให้เป้าหมายเหล่านี้เป็นจริงคือ “ความมุ่งมั่นทางการเมือง” และ “ภาวะความเป็นผู้นำอันแข็งแกร่ง” และการไม่มีคอรัปชั่นเพียงเท่านั้น

 

เงินที่ไม่มั่นคงนั้นปัดเป่าความคิดของการแลกเปลี่ยนและค่าเสียโอกาสออกไปจากสมองของผู้คนเมื่อคำนึงถึงเรื่องที่เป็นเรื่องสาธารณะ มันจะทำให้ประชาชนทั่วไปต้องตกใจเมื่อมีคนชี้ให้พวกเขาเห็นถึงเรื่องที่แจ่มแจ้งชัดเจนที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขานั่นก็คือ: สิ่งดีๆทั้งหลายที่พวกคุณต้องการนั้นล้วนไม่สามารถเสกขึ้นมาจากอากาศได้โดยนักการเมืองคนโปรดของคุณ หรือฝ่ายตรงข้ามกับเขา พวกมันล้วนแล้วแต่จำเป็นต้องเกิดมาจากคนจริงๆ -คนที่ต้องตื่นเช้าและใช้เวลาตรากตรำเป็นวันเป็นปีเพื่อผลิตสิ่งที่พวกคุณต้องการขึ้น แทนที่พวกเขาจะได้ใช้เวลาผลิตสิ่งที่พวกเขาต้องการ แม้จะไม่เคยมีนักการเมืองคนใดที่เคยได้รับเลือกด้วยการยอมรับความเป็นจริงดังกล่าว แต่กล่องเลือกตั้งก็ไม่สามารถที่จะพลิกกฏพื้นฐานของความขาดแคลนทรัพยากรทางเวลาของมนุษย์ได้ เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลตัดสินใจที่จะแจกอะไรสักอย่าง มันไม่ได้เพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจ มันเป็นเพียงการเพิ่มการบริหารจัดการผลผลิตทางเศรษฐกิจโดยส่วนกลางเพื่อให้เกิดผลที่คาดเดาได้เท่านั้น 16

 

เงินที่ไม่มั่นคงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเหล่าทรราชเผด็จการ ระบอบการปกครองที่กดขี่ประชาชน และรัฐบาลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมันทำให้พวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญความเป็นจริงของต้นทุนและผลตอบแทนโดยการพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อนำมาทำให้สิ่งที่พวกเขาต้องการทำก่อน แล้วปล่อยให้ประชาชนรับมือกับผลที่เกิดขึ้นตามมาเมื่อประชาชนได้เห็นความมั่งคั่งและอำนาจในการจับจ่ายของพวกเขามลายหายไปต่อหน้าต่อตา  ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยตัวอย่างของรัฐบาลที่มีอำนาจในการเสกเงินที่มักล้วนแล้วแต่นำเอาอำนาจนี้มาใช้ในทางที่ผิดต่อประชาชนของพวกเขาเอง

 

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่เมื่อนึกย้อนถึงทรราชที่น่าสะพรึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์ เราจะพบว่าพวกเขาทุกคนล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนระบบของเงินที่ผลิตโดยรัฐบาลที่ถูกพิมพ์เพิ่มตลอดเวลาเพื่อที่จะนำมาใช้จ่ายในกิจการของรัฐทั้งสิ้น มันมีเหตุผลที่อธิบายได้ว่าเหตุใด วลาดิเมียร์ เลนิน, โจเซฟ สตาลิน, เหมา เจอ ตุง, อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, แมกซิมีเลียน โรปส์ปิแอร์, พลพต, เบนิโต มุสโซลินี, คิม จอง อิล และอาชญากรชื่อดังคนอื่นๆล้วนแล้วแต่ครองอำนาจในยุคสมัยของเงินอันไม่มั่นคงที่ออกโดยรัฐบาลซึ่งพวกเขาสามารถพิมพ์ได้ตามต้องการเพื่อนำมาปรนเปรอการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และความหลงระเริงในอำนาจเบ็ดเสร็จของพวกเขา และด้วยเหตุผลเดียวกันที่ทำให้สังคมที่ให้กำเนิดนักสังหารหมู่เหล่านี้ไม่ได้ผลิตอาชญากรที่มีระดับความชั่วช้าใกล้เคียงกับคนเหล่านี้เลยในช่วงที่อยู่ภายใต้ระบบของเงินที่มันคงที่บังคับให้รัฐบาลจำเป็นต้องเก็บภาษีให้ได้ก่อนที่จะใช้เงิน การทำลายเงินที่มั่นคงเคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว มันมาพร้อมกับเรื่องราวอันวิเศษที่ทำให้รู้สึกดีที่มักเกี่ยวข้องกับเด็ก การศึกษา การปลดแอกแรงงาน และความภูมิใจในชาติกำเนิด แต่เมื่อเงินที่มั่นคงถูกทำลายลงแล้ว มันก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับอาชญากรเหล่านี้ที่จะยึดครองอำนาจ และทำการควบคุมทรัพยากรทั้งหมดของสังคมผ่านการเพิ่มปริมาณอุปทานของเงินที่ไม่มั่นคง

 

เงินที่ไม่มั่นคงทำให้รัฐบาลมีอำนาจแทบไม่จำกัด และมีผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อทุกคน มันทำให้การเมืองกลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตผู้คนและผันเอาพลังงานและทรัพยากรในสังคมจำนวนมากมาสู่เกมการเลือกที่ไม่ก่อประโยชน์ว่าใครจะเป็นผู้ได้อำนาจและเขาจะปกครองอย่างไร ในทางกลับกัน เงินที่มั่นคงทำให้รัฐบาลกลายเป็นโจทย์ที่มีผลกระทบในวงจำกัด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลระบอบประชาธิปไตย สาธารณรัฐ หรือ สมบูรณายาสิทธิราช ก็ย่อมถูกควบคุมด้วยเงินที่มั่นคง ส่งผลให้ผู้คนส่วนมากสามารถมีอิสรภาพในการใช้ชีวิตส่วนตัวได้ในระดับหนึ่ง 

 

ไม่ว่าจะในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หรือในสหภาพโซเวียต ความคิดเกี่ยวกับการที่รัฐบาลจะทำการ “บริหาร” หรือ “ควบคุม” เศรษฐกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจนั้นถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ดีและมีความจำเป็น มันจึงเป็นการเหมาะสมที่เราจะกลับมาทบทวนมุมมองของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์อีกครั้ง เพื่อทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจในระบบเศรษฐกิจที่เขาเสนอขึ้นมา ที่มนุษยชาติต้องทนมาตลอดในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา  ในบทความที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเท่าใดนักของเขาชื่อว่า จุดจบแห่งตลาดเสรี (The end of Laissez-Faire) เคนส์ได้กล่าวไว้ถึงหน้าที่ที่รัฐบาลควรจะต้องมีต่อสังคมในมุมมองของเขา เคนส์ได้แสดงออกถึงการต่อต้านแนวความคิดเสรีนิยมและปัจเจกนิยมของเขาตามที่เราคาดเดาได้ แต่เขายังได้แสดงเหตุผลในการต่อต้านแนวความคิดสังคมนิยมของเขาเอาไว้ด้วยดังนี้: 

 

รัฐสังคมนิยมในศตวรรษที่สิบเก้านั้นถือกำเนิดขึ้นจากแนวความคิดของเบนธัม การแข่งขันอย่างเสรี ฯลฯ ที่ในบางมุมก็เป็นแนวความคิดที่ชัดเจนกว่า หรือในบางมุมก็สับสนวุ่นวายกว่า ของปรัชญาที่เป็นพื้นฐานของแนวความคิดปัจเจกนิยมในศตวรรษทีสิบเก้า แนวความคิดทั้งสองต่างมุ่งเป้าหมายทั้งหมดไปที่เสรีภาพ แนวคิดหนึ่งมุ่งไปในทางการเลี่ยงการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ในขณะที่อีกแนวทางหนึ่งมุ่งไปสู่การทำลายสภาวะการผูกขาดในตลาดที่ทั้งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือถูกสร้างขึ้น พวกมันเป็นเพียงการตอบสนองที่แตกต่างกันต่อสภาวะบรรยากาศทางปัญญาเดียวกัน

 

ปัญหาที่เคนส์มีต่อแนวความคิดสังคมนิยมจึงเป็นการที่จุดหมายปลายทางของมันนั้นคือการเพิ่มสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนนั่นเอง สำหรับเคนส์แล้ว จุดหมายปลายทางไม่ควรจะเป็นเรื่องขี้ประติ๋วอย่างเช่นสิทธิเสรีภาพของบุคคล แต่ควรเป็นการมุ่งสู่การให้อำนาจรัฐในการควบคุมเศรษฐกิจตามใจชอบต่างหาก เขาได้กล่าวถึงสามเวทีสำคัญที่เขามองว่ารัฐควรมีบทบาทสำคัญได้แก่: หนึ่ง “การควบคุมสกุลเงินและสินเชื่อภายใต้สถาบันกลางโดยเบ็ดเสร็จ”  ซึ่งเป็นความเชื่อที่เป็นรากฐานของระบบธนาคารกลางยุคสมัยใหม่ และข้อสอง ซึ่งเกี่ยวข้องกันคือความเชื่อของเคนส์ที่ว่ารัฐบาลควรมีบทบาทหน้าที่ในการตัดสิน “ระดับปริมาณที่สังคมโดยรวมควรเก็บออม และระดับปริมาณที่เงินออมทั้งหลายเหล่านี้ควรถูกส่งออกไปนอกประเทศในรูปของการลงทุนระหว่างประเทศ และตัดสินว่าองค์กรในตลาดทุนในปัจจุบันได้กระจายเงินเก็บไปยังช่องทางที่สร้างผลผลิตแก่ประเทศชาติสูงสุดหรือไม่

 

ผมไม่เชื่อว่าประเด็นเหล่านี้ควรถูกปล่อยให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและผลประโยชน์ส่วนบุคคล ดั่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัณ” และสุดท้าย เคนส์เชื่อว่ามันเป็นบทบาทหน้าที่ของรัฐบาลที่จะประดิษฐ์คิดค้น “นโยบายแห่งชาติที่ได้รับการไตร่ตรองเป็นอย่างดีแล้วเกี่ยวกับจำนวนปริมาณประชากรว่าควรจะเพิ่มขึ้น ลดลง หรืออยู่เท่าเดิม ถึงจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อชาติ และเมื่อมีการกำหนดนโยบายนี้แล้ว เราก็จำเป็นที่จะต้องหาทางบังคับใช้มัน มันอาจถึงเวลาแล้วที่สังคมจำเป็นต้องให้ความสนใจกับทั้งระดับคุณภาพ และปริมาณของสมาชิกในอนาคต”17

 

หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือแนวความคิดเกี่ยวกับรัฐในรูปแบบเคนเซียน อันเป็นจุดก่อกำเนิดลัทธิธนาคารกลางสมัยใหม่ที่ยึดถือกันอย่างเหนียวแน่นในหมู่นักธนาคารกลาง และเป็นสิ่งที่กำหนดแนวทางตำราทางเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ทั่วทั้งโลกนั้น มีจุดกำเนิดมาจากชายผู้ต้องการให้รัฐบาลทำการควบคุมแง่มุมที่สำคัญสองอย่างของชีวิตนั่นก็คือ: อย่างแรก การควบคุมเงิน สินเชื่อ เงินออม และการตัดสินใจทางการลงทุน ซึ่งหมายความถึงการจัดสรรปันส่วนเงินทุนอย่างเผด็จการโดยส่วนกลาง และการทำลายธุรกิจส่วนบุคคล ทำให้ความอยู่รอดพื้นฐานและปากท้องของผู้คนจำเป็นต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลอย่างเลี่ยงไม่ได้ และอย่างที่สอง การควบคุมปริมาณและคุณภาพของประชากร ซึ่งหมายถึงการควบคุมปรับปรุงพันธุกรรมมนุษย์ และ แตกต่างจากพวกสังคมนิยม เคนส์ไม่ได้เรียกร้องหาการควบคุมปัจเจกบุคคลในระดับนี้เพื่อยกระดับสิทธิเสรีภาพของพวกเขาในระยะยาว แต่กลับเพื่อเป็นการสร้างสังคมที่ยิ่งใหญ่ขึ้นตามที่เขาต้องการ ขณะที่พวกสังคมนิยมยังมียางอายมากพอที่จะแสร้งว่าพวกเขาต้องการทำให้คนเป็นทาสเพื่อผลประโยชน์ของผู้คนเอง เพื่อให้ผู้คนเป็นอิสระในท้ายที่สุด เคนส์นั้นต้องการให้รัฐบาลจับประชาชนเป็นทาสเพียงเพื่อสนองความต้องการนั้นเป็นเป้าหมายสุดท้าย สิ่งนี้อาจช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดเมอร์เรย์ รอธบาร์ดจึงได้กล่าวไว้ว่า “ข้อดีข้อเดียวของมาร์กซ์ คืออย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่พวกเคนเซียน” 18

แม้แนวความคิดดังกล่าวอาจดึงดูดเหล่านักอุดมการณ์บนหอคอยงาช้างที่คิดว่ามันจะนำมาแต่ผลลัพท์ที่เป็นบวก แต่ในความเป็นจริงสิ่งนี้นำมาซึ่งการทำลายกลไกของตลาดที่จำเป็นต่อการทำให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจ ภายใต้ระบบดังกล่าว เงินจะหยุดทำหน้าที่เป็นระบบข้อมูลสารสนเทศทำหรับการผลิต แต่กลับกลายเป็นโปรแกรมสร้างความภักดีต่อรัฐบาลเพียงเท่านั้น

ผู้แปล: พิริยะ สัมพันธารักษ์ MD CDC ChalokeDotCom และ พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว CEO Blockchain Review

0 0 vote
Article Rating
Article Bitcoin bitcoin-standard แปล
Writer
การสมัครรับข้อมูล
แจ้งเตือนสำหรับ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Maybe You Like

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x