money management ตอนปฐมบท

6 พ.ค. 2018
ยอดผู้เข้าชม : 122

money management ตอนปฐมบท

ในโลกของการลงทุนทุกชนิดนั้นต่างล้วนมีความเสี่ยงทั้งนั้น หรือจะพูดให้เห็นภาพชัดๆก็คงต้องบอกว่า “ใดๆในโลกนี้ล้วนมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น” จะเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยก็ว่ากันไปของการลงทุนประเภทนั้นๆ หรือแม้กระทั่งการฝากเงินไว้กับธนาคารก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน เช่น ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ โดยเฉลี่ยแล้วเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นปีละ 3% เป็นอย่างน้อย

นั่นหมายความว่า เงินหนึ่งล้านบาทที่คุณฝากไว้กับธนาคารในอีกห้าถึงสิบปีข้างหน้า มูลค่าเงินหนึ่งล้านบาทนั้นอาจเหลือมูลค่าแค่ห้าแสนบาทก็ได้ ก็คือ คุณจะซื้อข้าวของต่างๆด้วยจำนวนเงินที่เพิ่มมากขึ้น มากกว่าปัจจุบันนั้นเอง หรือไม่ คุณอาจใช้เงินจำนวนเท่าเดิม แต่ได้ของที่น้อยลงอย่างมาก นี่คือความเสี่ยงจากการฝากเงินไว้กับธนาคารที่เรามองไม่เห็นแต่มันมีอยู่จริง และมีอยู่จริงมาเนิ่นนานนมเนก่อนเราเกิดเสียอีก

รวมถึงตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน กองทุนฯ LTF,RMF วงแชร์เล็ก กลาง ใหญ่ สลากกินแบ่งรัฐบาล ยิ่งความเสี่ยงของการเทรดไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ตลาดฟอเร็กซ์ และตลาดคริปโตฯ ก็ยิ่งไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงอะไรให้ยืดเยื้อเลย แน่นอนว่ามันเสี่ยงมากๆๆอยู่แล้ว เราจะขจัดความเสี่ยงที่มีมากให้เหลือน้อยได้อย่างไร คำตอบสั้นๆง่ายๆเลยก็คือ ความรู้ ความรู้ในสิ่งที่เราลงทุนหรือการเทรดก็ต้องมีความรู้ในเรื่องกราฟเทคนิคต่างๆ ความรู้ในสิ่งที่เราลงทุนและเทรดอาจมิได้ช่วยให้เรารอดพ้นจากการขาดทุน แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้เราขาดทุนน้อยลงได้และอาจพลิกสถานะการณ์จากขาดทุนมาให้มีกำไรได้ไม่มากก็น้อย

นอกจากความรู้ในสิ่งที่เรากำลังลงทุนอยู่แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องมีและขาดเสียมิได้เลย นั่นคือ การบริหารความเสี่ยงกับพอร์ตการลงทุนของเรา การบริหารความเสี่ยงหรือจะเรียกจิตวิทยาการลงทุนก็มิผิดอันใด มันก็เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันนั่นแล แต่บทความนี้ผมจะเน้นเรื่อง money management ในแบบฉบับของผมเอง จากประสบการณ์ตรงในวงการคริปโตฯเลยครับ ผมใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นลงทุนจนถึงปัจจุบันที่กำลังนั่งเขียนบทความนี้อยู่ ก็ยังคงใช้อยู่เช่นเดิม

ผมเริ่มลงทุนหรือจะเรียกว่าเทรดก็มิผิดอันใด ตั้งแต่ประมาณปี 2016 ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ยามเช้าอากาศอึมครึมมืดฝนนิดหน่อยหรือไม่อาจเป็นอาการจากการเพิ่งตื่นนอน ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 0.5btc ณ ขณะนั้น ราคาบิทคอยน์ประมาณ 15,000 บาท ตีเป็นมูลค่าทุนเริ่มต้นของผมก็ราวๆ 7,500 บาท ไม่มากไม่น้อยจากนี้มากนัก เป็นทุนที่ใช้เพื่อหัดเทรดอย่างเดียว แค่อยากรู้ว่านิสัยและอารมณ์ของตลาดคริปโตฯเป็นอย่างไรกันแน่เท่านั้น ผลที่ได้ก็มีทั้งขาดทุน ติดดอย กำไร ปะปนกันไป

นั่นก็เพียงพอที่ทำให้ผมได้รู้แล้วว่า นิสัยและอารมณ์ของตลาดคริปโตฯมันเป็นยังไง แท้จริงก็คือนิสัยและอารมณ์ของคนเรานี่แหละ มีความกลัวและความโลภ เรียกได้ว่า ลงทุนเพื่อซื้อประสบการณ์อันมีค่า ที่ไม่มีขายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปก็ว่าได้ พอมาถึงช่วงประมาณกลางปี 2016 ผมก็มารู้จักกับการลงทุน ico สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็อย่างที่ทราบๆกันดีว่า การหารายได้จากคริปโตฯหลักๆใหญ่ๆเลยคือ การขุด,การเทรด และico ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน สำหรับico ในบทนี้ผมไม่ขอพูดถึงและเจาะรายละเอียดว่ามันคืออะไรยังไง เดี๋ยวจะยืดเยื้อยืดยาวกันเสียเปล่าๆ ถ้าอยากรู้ว่ามันคืออะไร เราสามารถหาได้จาก Google เลยครับ ว่ามันคืออะไร ลงทุนยังไง วิธีการเป็นอย่างไร ฯลฯ

เชื่อไหมครับ ว่าผมเริ่มลงทุน ico และเทรดคริปโตฯ ด้วยทุนเริ่มต้น 1btc ไม่มากและไม่น้อยไปกว่านี้มากนัก นับช่วงที่เริ่มลงทุน ico และเทรดแบบจริงๆจังๆก็ประมาณปลายๆปี 2016 จนถึง ณ ขณะนี้ ก็ไม่เคยซื้อbtcเพิ่มอีกเลยครับ มีแต่ถอนออกอย่างเดียว ที่ทำได้แบบนี้ก็ด้วยการใช้หลัก money management ล้วนๆเลยครับ ผมว่ามันโคตรจะมหัศจรรย์แห่งการบริหารความเสี่ยงเลยก็ว่าได้

สำหรับหลัก money management ของผมเองจะแบ่งเป็น 50/50 คือ สมมติทุนผม 1btc ไม่ใช่สมมติสิมันคือเรื่องจริง 50% ของเงินทุนคือ 0.5btc ผมจะนำไปลงทุนico ที่เหลืออีก 0.5btc หรืออีก50%ของเงินทุนที่เหลือ รอจังหวะเก็บเหรียญaltcoinsพื้นฐานดีเข้าพอร์ต

ในส่วนของ ico 0.5btc ผมก็ไม่ได้ลง ico ตัวเดียว 0.5btc ทั้งหมดเลย ความเสี่ยงสูงสุดหรือmaxที่จะลงicoตัวที่ชอบและมั่นใจมากๆก็จะลงแค่ 50% ของ0.5btc คือ 0.25btc นี่คือความเสี่ยงที่ผมรับได้ ไม่ว่าจะมั่นใจแค่ไหน ผมถือปรัชญาการเทรดและลงทุนที่ว่า วินัยต้องมาก่อนเสมอครับ จะไม่เอาความโลภอยู่เหนือวินัยโดยเด็ดขาด ‘มันอาจจะไม่ทำให้ผมรวยเร็ว ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ทำให้ผมจนเร็วด้วยเช่นกัน’ ผมอยากอยู่เทรดและลงทุนกับตลาดคริปโตฯไปนานๆเท่าที่จะนานได้มากกว่าครับ

ถ้าเจอicoตัวที่ผมไม่ค่อยมั่นใจมากนักแต่คิดว่าน่าจะทำกำไรได้อยู่ ผมก็จะลงแค่ 25% ของ0.5btc เท่ากับว่า ถ้าไม่มั่นใจมากๆผมจะลงico แค่25%ของเงินทุน 0.5btc ก็จะลงicoทั้งหมดได้ 4 ตัวด้วยกัน สมมติ 4 ตัวที่ลงicoไป ขาดทุน 1 ตัวที่ -50% อันนี้คิดในสถานะการณ์ชนิดร้ายแรงที่สุดนะครับ แต่ในขณะเดียวกัน ico ที่ผมลงอีก 3 ตัว ตัวหนึ่งมีกำไร 2เท่า อีกตัวมีกำไร 3เท่า และอีกตัวมีกำไร 5เท่า แค่นี้พอร์ตโดยรวมของผมก็เติบโตมากขึ้นแล้วครับ หรืออย่างเลวร้ายที่สุด ผมขาดทุน -50% 2 ตัว อีก 2 ตัวที่เหลือกำไรอย่างน้อย 3 ถึง 5 เท่า พอร์ตผมก็ยังคงเติบโตได้อีกเช่นกัน จะเติบโตและเป็นไปอย่างนี้ได้ ก็ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกicoของเราด้วยนะครับ ประเด็นนี้ถ้าจะเขียนก็ยาวเลยครับ ผมขอยกไปเขียนการคัดเลือกicoเพื่อการลงทุนในบทความต่อๆไปจะดีกว่าครับ

มาว่ากันในส่วนของ 50% ที่เหลือ คือ การรอจังหวะเก็บเหรียญaltcoinsพื้นฐานดีกันบ้างครับ ในส่วนของเงินทุนตรงนี้ก็จะคล้ายๆกับในส่วนของการลงทุน ico ครับ ความเสี่ยงที่ผมรับได้หรือmaxที่จะเก็บaltcoinsตัวใดตัวหนึ่ง ที่ชอบและคิดว่าพื้นฐานดีน่าถือยาวๆก็อยู่ที่ 50% ของเงินทุน 0.5btc แต่ก็จะแยกย่อยในส่วนของเทคนิคการเก็บเหรียญaltcoinsอีกที

กล่าวคือ ผมจะไม่เก็บเหรียญใดเหรียญหนึ่งในไม้เดียว จะมีการแบ่งเป็นไม้ๆ 3 ถึง 5 ไม้เป็นอย่างน้อย นี่ก็เป็นการบริหารความเสี่ยงในอีกรูปแบบหนึ่งที่นักเทรดหลายๆคนนิยมใช้กันอยู่ เป็นวิธีที่เรียบง่ายมาก ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย อยู่ที่เราจะมีวินัยมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าส่วนใหญ่ยังใช้อารมณ์ในการเข้าเทรดกันมากกว่า

‘จงจำไว้ว่า ตลาดมักจะทำให้เราเกิดอารมณ์กลัวและโลภอยู่เสมอ’

ฉะนั้น ถ้าเราใช้สติเทรดกัน ก็อย่าเอาอารมณ์ไปมีส่วนร่วมกับตลาดมากนัก แต่ให้ใช้วินัยในการเข้าเทรดแทน ผมเชื่อว่าน่าจะทำให้นักเทรดมือใหม่ทำผลงานได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอนครับ สำหรับแนวทางการเทรดในแบบฉบับของผมเอง ก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่เยอะพอสมควร ทั้งหลักการดูพื้นฐานของเหรียญนั้นๆ หลักการดูกราฟเพื่อหาจังหวะเข้าซื้อและขาย ผมก็จะขอยกไปเขียนบทความต่อๆไปอีกเช่นกันครับ

ทว่าในเงินทุนส่วนนี้ผมจะไม่เก็บเหรียญaltcoinsทั้งหมดนะครับ ผมจะมีจิตวิทยาให้กับตัวเองอย่างหนึ่งคือ จะเหลือถือbtcไว้อย่างน้อยๆ 25% ของเงินทุน 0.5btc ตรงส่วนนี้ไม่มีอะไรพิเศษมากนัก เพียงแค่ถือไว้ให้อุ่นใจเท่านั้นว่า ถ้าเหรียญที่เราถือมันดอยขึ้นมา ดอยนานๆ เราก็ยังมีเงินเหลืออยู่นะ อย่างน้อยก็เอาไปซื้อมาม่ามากิน เพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดได้ก็ยังดี มีเงินเหลือติดพอร์ตหรือติดกระเป๋าไว้บ้าง ก็ยังดีกว่า ไม่มีอะไรติดกระเป๋าเลยนะครับ อันนี้เคล็ดส่วนตัวเพื่อความสบายใจ

พอพอร์ตโตขึ้นมาเรื่อยๆผมก็จะ cash out หรือถอนเป็นเงินจริงๆออกมาบางส่วน ในขณะที่จำนวนbtcของผมไม่ได้ลดลงเลย กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีกต่างหาก ยิ่งราคาบิทคอยน์มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเท่าไหร่ มูลค่าพอร์ตผมก็เพิ่มขึ้นตามตัวเท่านั้น

ผมทำแบบนี้ในวิธีการแบบผม ที่แสนจะเรียบง่าย ไม่ยาก ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่คุณมีวินัยอย่างเคร่งครัดเท่านั้นเอง ถ้าคุณมีวินัยพอร์ตคุณโตขึ้นได้อย่างแน่นอน

Less is More…

 

เขียนโดย jakraphan saetiao

  

Leave a Reply

Advertisment ad adsense adlogger