fbpx

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 7 เงินที่มั่นคงและเสรีภาพส่วนบุคคล part 1

ยาวไปอยากเลือกอ่าน แสดง บทที่ 7 เงินที่มั่นคงและเสรีภาพส่วนบุคคล รัฐบาลควรทำการบริหารอุปทานของเงินหรือไม่? บทที่ 7 เงินที่มั่นคงและเสรีภาพส่วนบุคคล    “รัฐบาลต่างเชื่อว่า … เมื่อมีตัวเลือกระหว่างภาษีที่ไม่เป็นที่นิยมกับการใช้จ่ายอันเป็นที่นิยมเป็นอย่างยิ่ง พวกเขายังมีทางออก — นั่นคือสร้างเงินเฟ้อ นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นปัญหาของการออกห่างจากระบบมาต

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 7 เงินที่มั่นคงและเสรีภาพส่วนบุคคล part 1

15 Oct 2020

บทที่ 7

เงินที่มั่นคงและเสรีภาพส่วนบุคคล

  

“รัฐบาลต่างเชื่อว่า … เมื่อมีตัวเลือกระหว่างภาษีที่ไม่เป็นที่นิยมกับการใช้จ่ายอันเป็นที่นิยมเป็นอย่างยิ่ง พวกเขายังมีทางออก — นั่นคือสร้างเงินเฟ้อ นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นปัญหาของการออกห่างจากระบบมาตรฐานทองคำอย่างชัดเจน” — ลุดวิก ฟอน มีสเซส1  

ภายใต้ระบบการเงินที่มั่นคง รัฐบาลต้องปฏิบัติหน้าที่ในรูปแบบที่คนรุ่นหลังที่โตขึ้นมาจากการปลูกฝังความคิดจากวงจรของข่าวสารในศตวรรษที่ยี่สิบไม่สามารถจินตนาการถึงได้เลย นั่นคือรัฐบาลจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบในการใช้งบประมาณ  เมื่อไม่มีธนาคารที่สามารถสร้างอุปทานของเงินเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาชำระหนี้สินของรัฐบาล งบประมาณของรัฐบาลจึงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์พื้นฐานของความรับผิดชอบทางการเงินดังเช่นผู้คนปกติทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ลัทธิชาตินิยมทางการเงินพยายามที่จะลบล้าง และการศึกษาภาครัฐพยายามที่จำทำให้กลายเป็นเรื่องซับซ้อน  สำหรับพวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้ การถูกเลี้ยงดูขึ้นมาภายใต้โฆษณาที่ชวนให้เชื่อถึงอำนาจอันล้นพ้นของรัฐบาล มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการถึงโลกที่เสรีภาพส่วนบุคคล และ ความรับผิดชอบมีอำนาจสูงส่งกว่ารัฐบาล  แต่ถึงกระนั้น นั่นคือสภาวะของโลกที่เกิดขึ้นภายใต้ช่วงเวลาที่มนุษยชาติมีพัฒนาการรุ่งเรืองและมีสิทธิเสรีภาพสูงที่สุด ในช่วงเวลาดังกล่าว บทบาทของรัฐบาลถูกจำกัดอยู่เพียงการปกป้องพรมแดนของแต่ละประเทศ ทรัพย์สิน และเสรีภาพส่วนบุคคลเท่านั้น โดยปล่อยให้ผู้คนมีสิทธิเสรีภาพในการตัดสินใจด้วยและเก็บเกี่ยวผลกำไรหรือแบกรับต้นทุนด้วยตนเอง  เราจะเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามก่อนว่าอุปทานของเงินจำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการโดยรัฐบาลตั้งแต่แรกหรือไม่ ก่อนที่จะพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อมันเป็นเช่นนั้น 

รัฐบาลควรทำการบริหารอุปทานของเงินหรือไม่?

 

คำหลอกลวงพื้นฐานของยุคสมัยใหม่คือแนวคิดที่ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องทำการบริหารจัดการอุปทานของเงิน  มันเป็นสมมุติฐานเริ่มต้นที่ไม่เคยถูกท้าทายของแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักทุกสำนักและของทุกพรรคการเมือง  ทั้งๆที่มันไม่มีหลักฐานในโลกแห่งความเป็นจริงที่จะยืนยันข้อโต้แย้งนี้ได้เลยแม้แต่น้อย และทุกครั้งที่มีการพยายามบริหารจัดการอุปทานของเงินก็ล้วนจบลงด้วยความหายนะทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น  การบริหารจัดการอุปทานของเงินคือปัญหาที่ปลอมตัวมาเป็นแนวทางแก้ไขตัวมันเอง มันคือชัยชนะทางอารมณ์ที่เปี่ยมด้วยความหวังเหนือเหตุและผลอันแข็งกร้าว มันคือที่มาของนโยบายลดแลกแจกแถมทุกข้อที่พรรคการเมืองเอามาหลอกล่อผู้ลงคะแนน มันทำงานคล้ายกับยาเสพย์ติดที่มีโทษร้ายแรงเช่นเดียวกับ Crystal meth หรือน้ำตาล กล่าวคือ: มันทำให้เกิดความรู้สึกดีเมื่อแรกเสพย์ ทำให้เหยื่อของมันรู้สึกไร้เทียมทาน แต่ไม่นานหลังจากที่ยาหมดฤทธิ์ลงการลงแดงอันรุนแรงจะทำให้เหยื่ออ้อนวอนขออีกสักครั้งเสมอ  นี่คือเวลาที่ต้องทำการตัดสินใจอันยากลำบากว่าจะยอมทนอาการลงแดงเพื่อที่จะหยุดยา หรือจะขอเสพย์อีกสักทีเพื่อชะลอชะตากรรมออกไปอีกสักวัน และรับผลกรรมของความเสียหายที่เกิดขึ้นในระยะยาว

 

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนเซียน มาร์กซิสต์ และ ผู้สนับสนุนแนวความคิดทฤษฎีเงินของรัฐทั้งหลายแล้วนั้น เงินคืออะไรก็ได้ที่รัฐบอกว่าเป็นเงิน ดังนั้นมันจึงเป็นสิทธิอันชอบธรรมของรัฐที่จะทำอะไรกับมันก็ได้ตามความต้องการของรัฐ ซึ่งมันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะหมายความถึงการพิมพ์เงินเพื่อนำมาตอบสนองเป้าหมายของรัฐนั่นเอง  เป้าหมายของงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์จึงกลายเป็นการตัดสินใจว่าจะขยายปริมาณอุปทานเงินอย่างไรดี และขยายไปเพื่ออะไร  แต่ความเป็นจริงที่ทองคำถูกใช้เป็นเงินมาเป็นเวลาหลายพันปี ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการคิดค้นรัฐชาติต่างๆขึ้นมาเสียอีกนั้นเป็นหลักฐานที่เพียงพอต่อการล้มล้างทฤษฎีดังกล่าวแล้ว  การที่ธนาคารกลางต่างๆยังคงถือครองทองคำจำนวนมากไว้เป็นทุนสำรองและยังคงทำการสะสมทองคำมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นเป็นการยืนยันถึงธรรมชาติในการเป็นเงินของทองคำที่มั่นคงยืนยงได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าเหล่าผู้ที่สนับสนุนทฤษฎีเงินของรัฐจะมีข้อโต้แย้งเชิงประวัติศาสตร์เล็กๆน้อยๆกับความจริงที่เกิดขึ้นนี้มากเท่าใด ทฤษฎีของพวกเขาก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นซากต่อหน้าต่อตาของพวกเราในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอยู่ดี ด้วยการเติบโตอย่างไม่หยุดหย่อนของบิตคอยน์ ที่ประสบความสำเร็จในการครองสถานะการเป็นเงินและมีมูลค่าสูงกว่าเกือบทุกสกุลเงินที่มีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน โดยมีเหตุปัจจัยหลักมาจากความสามารถในการขายที่มั่นคงของมันแม้ไม่มีผู้มีอำนาจใดคอยควบคุมการทำหน้าที่เป็นเงินของมันเลยก็ตาม2

 

ในปัจจุบัน มีแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักสองสำนักที่ได้รับการรับรองโดยรัฐบาล คือแนวความคิดสำนักเคนเซียน และสำนักโมเนทาริสต์ แม้แนวความคิดของทั้งสองสำนักนี้จะมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมากในเชิงของระเบียบวิธีและโครงสร้างการวิเคราะห์ และแม้ทั้งสองสำนักนี้จะทำสงครามทางวิชาการกันอยู่ตลอดเวลา โดยการกล่าวหาว่าอีกกลุ่มหนึ่งนั้นไม่สนใจคนจน ไม่สนใจเด็ก ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม หรือไม่สนใจอะไรก็ตามที่เป็นคำที่นิยมกันช่วงนั้น แต่ทั้งสองสำนักทางความคิดต่างเห็นด้วยซึ่งกันและกันในความจริงสองข้อที่ไม่อาจโต้แย้งได้ นั่นก็คือ: ข้อที่หนึ่ง รัฐบาลจำเป็นต้องขยายฐานปริมาณอุปทานเงิน และข้อที่สอง ทั้งสองสำนักคู่ควรที่จะได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อทำงานศึกษาวิจัยคำถามที่สำคัญๆ ที่จะทำให้พวกเขาสามารถสรรหาวิถีทางที่สร้างสรรค์ขึ้นเรื่อยๆในการนำมาสู่ความจริงข้อที่หนึ่ง

 

การทำความเข้าใจว่าแนวความคิดทั้งสองสำนักนั้นมีหลักการและเหตุผลที่แตกต่างกันอย่างไรเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดทั้งสองสำนักจึงสามารถลงเอยที่คำตอบเดียวกันได้ทั้งคู่และเหตุใดคำตอบของทั้งคู่จึงเป็นคำตอบที่ผิดเท่าๆกัน เคนส์เป็นนักลงทุนและนักสถิติตกอับที่ไม่เคยศึกษาเศรษฐศาสตร์เลยแม้แต่น้อย แต่เขามีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งและกว้างขวางกับชนชั้นปกครองในประเทศอังกฤษที่ทำให้ข้อขีดเขียนอันน่าอับอายที่เขาได้เขียนลงไปในหนังสือที่โด่งดังที่สุดของเขา ‘The General Theory of Employment, Money, and Interest’ ถูกยกระดับขึ้นเป็นข้อเท็จจริงขั้นพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ในทันที ทฤษฎีของเขาเริ่มต้นจากสมมุติฐาน (ที่ไม่มีมูลเหตุใดๆทั้งสิ้น) ที่ว่ามาตรวัดสภาวะเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดคือระดับการใช้จ่ายมวลรวมของทั้งสังคมนั้นๆ เมื่อสังคมโดยองค์รวมมีการใช้จ่ายที่สูง การใช้จ่ายนั้นจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตสินค้าทำการผลิตสินค้ามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ผลิตต้องจ้างวานแรงงานมากขึ้นจนกระทั่งเกิดจุดสมดุลย์ที่ไม่มีผู้ว่างงาน หากการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงเกินกว่าความสามารถในการผลิตของผู้ผลิตสินค้า มันจะนำมาสู่สภาวะเงินเฟ้อและการเพิ่มสูงขึ้นของระดับราคาโดยรวม 

 

ในทางกลับกัน หากสังคมใช้จ่ายน้อยเกินไป ผู้ผลิตสินค้าก็จะลดอัตราการผลิตลง ไล่พนักงานออกและทำให้อัตราว่างงานสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย สำหรับเคนส์แล้ว สภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นผลมาจากการลดลงอย่างกะทันหันของระดับการใช้จ่ายมวลรวม เคนส์นั้นไม่ค่อยสันทัดในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดของเหตุและผล และการอธิบายเชิงตรรกเท่าใดนัก เขาจึงแทบไม่เคยพยายามที่จะอธิบายว่าเหตุใดอยู่ดีๆระดับการใช้จ่ายจึงจะสามารถตกลงได้อย่างกระทันหัน โดยหันไปพึ่งวาทกรรมอันเงอะงะและไร้ความหมายที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อให้เขาได้ไม่ต้องอธิบายเหตุผลดังกล่าว โดยเขาหันไปกล่าวโทษว่ามันเป็นการชักธงของสิ่งที่เขาเรียกว่า “วิญญาณสัตว์” ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีใครรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าวิญญาณของสัตว์เหล่านี้คืออะไรแล้วอยู่ดีๆพวกมันจะชักธงไปเพื่ออะไร  แต่แน่นอนว่านั่นก็เป็นสิ่งที่กำเนิดอุตสาหกรรมครัวเรือนของนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากภาครัฐที่สร้างอาชีพด้วยการพยายามอธิบายหรือหาข้อมูลในโลกจริงที่มีความสัมพันธ์กับเรื่องเหล่านั้น  งานวิจัยเช่นนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อผู้ประกอบอาชีพทางวิชาการ แต่กลับไม่มีคุณค่าอะไรเลยสำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจวัฏจักรของธุรกิจ หรือพูดอย่างทื่อๆก็คือ จิตวิทยากระแสนิยมไม่สามารถมาทดแทนทฤษฎีแห่งทุนได้นั่นเอง3

 

เมื่อเป็นอิสระจากพันธนาการของการต้องพยายามหาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย เคนส์จึงสามารถนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาของเขาได้อย่างมีความสุข  เมื่อใดก็ตามที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน ต้นเหตุคือการลดลงของอัตราการใช้จ่ายมวลรวมและคำตอบคือการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายโดยรัฐบาล ซึ่งจะนำมาซึ่งผลผลิตที่สูงขึ้นและอัตราการว่างงานที่ลดลง แนวทางในการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายมวลรวมนั้นมีอยู่สามแนวทางด้วยกัน ได้แก่: การเพิ่มปริมาณอุปทานของเงิน การเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐ หรือการลดภาษี  การลดภาษีนั้นเป็นสิ่งที่ชาวเคนเซียนโดยทั่วไปไม่ยอมรับ มันถูกมองว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิผลน้อยที่สุดเนื่องจากผู้คนจะไม่ได้นำเอาภาษีที่ไม่ต้องจ่ายมาใช้จ่ายอยู่ดี เงินเหล่านั้นบางส่วนจะถูกนำไปเก็บออม และเคนส์รังเกียจการเก็บออมเป็นยิ่งนักการเก็บออมจะทำให้การใช้จ่ายลดลง

 

และการลดการใช้จ่ายเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่สามารถจินตนาการได้ต่อเศรษฐกิจที่กำลังหาทางฟื้นฟู มันจึงเป็นบทบาทหน้าที่ของรัฐบาลที่จะยัดเยียดค่านิยมของความพึงใจทางเวลาที่สูงขึ้นให้กับสังคมด้วยการใช้จ่ายและพิมพ์เงินเพิ่มขึ้น และเมื่อการขึ้นภาษีระหว่างภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก การเพิ่มอัตราการใช้จ่ายภาครัฐจึงหมายถึงการเพิ่มอุปทานของเงินขึ้นโดยปริยาย สิ่งนี้เองจึงกลายเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์ของชาวเคนเซียน กล่าวคือ: เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจมีการว่างงาน การเพิ่มอุปทานของเงินจะแก้ปัญหาได้ โดยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องอัตราเงินเฟ้อแต่อย่างใด เนื่องจากเคนส์ได้ “แสดง” (ทึกทักเอาเอง) ว่าเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่ออัตราการใช้จ่ายสูงเกินไปเท่านั้น และเมื่ออัตราการว่างงานยังสูงอยู่ก็หมายความว่าอัตราการใช้จ่ายยังต่ำอยู่นั่นเอง มันอาจมีผลกระทบในระยะยาวอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะมัวพะวงว่าจะเกิดอะไรขึ้นในระยะยาวเนื่องจาก “ในระยะยาว พวกเราก็ตายกันหมดแล้ว”4 ดังที่เคนส์ได้กล่าวไว้เพื่อเป็นการปกป้องแนวคิดเสรีนิยมด้วยความพึงใจทางเวลาสูงอันไร้ความรับผิดชอบของเขา

 

แน่นอนว่า มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ของเหล่าเคนเซียนนั้นต่างจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง หากทฤษฎีของเคนส์มีความเป็นจริงอยู่บ้างมันก็จะหมายความว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสังคมที่มีอัตราเงินเฟ้อ และ อัตราว่างงานที่สูงพร้อมๆกันได้เลย แต่ในความเป็นจริงสิ่งนี้กลับเกิดขึ้นแล้วหลายต่อหลายครั้ง ยกตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดในช่วงปีค.ศ.1970 ในสหรัฐฯ ที่แม้ว่าจะมีการยืนยันอย่างมั่นใจโดยเหล่านักเศรษฐศาสตร์เคนเซียน และแม้สถาบันการปกครองสหรัฐฯทั้งหมด ตั้งแต่ประธานาธิบดีนิกสัน ไปจนถึง “นัดเศรษฐศาสตร์ตลาดเสรี” อย่างมิลตัน ฟรีดแมน ต่างพร้อมใจกันแซ่ซ้องว่า “พวกเราทุกคนเป็นชาวเคนเซียน” และถือเอาเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะกำจัดการว่างงานด้วยการสร้างเงินเฟ้อแล้วก็ตาม อัตราการว่างงานกลับเพิ่มสูงขึ้นไปพร้อมๆ กับอัตราเงินเฟ้อที่ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการทำลายทฤษฎีที่ว่าสองค่านี้ไม่สามารถไปด้วยกันได้  ในสังคมใดๆที่ยังมีสติดีอยู่ ทฤษฎีของเคนส์ควรที่จะถูกถอดออกจากตำราเศรษฐศาสตร์และเก็บไว้พูดถึงในการแสดงตลกทางวิชาการเพียงเท่านั้น แต่ในสังคมที่รัฐบาลควบคุมวงการวิชาการถึงระดับหนึ่ง ตำราก็ยังคงพร่ำสอนถึงบทสวดของเคนส์ที่เอื้อให้รัฐสามารถพิทพ์เงินเพิ่มขึ้นได้อีก  การมีความสามารถในการพิมพ์เงินนั้น เป็นการเพิ่มอำนาจรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม และไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตามย่อมมองหาหนทางที่จะเพิ่มอำนาจให้ตนเองอยู่เสมอ

 

อีกสำนักทางความคิดทางเศรษฐกิจที่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลในยุคนี้สมัยนี้ก็คือแนวความคิดสำนักการเงินนิยมที่มีบิดาทางความคิดคือนาย มิลตัน ฟรีดแมน นักการเงินนิยมนั้นเปรียบได้เสมือนภรรยาที่สะบักสะบอมของเหล่าเคนเซียน กล่าวคือ: พวกเขามีตัวตนอยู่เพียงเพื่อเป็นข้อโต้แย้งที่อ่อนแอ และจืดจางของแนวคิดตลาดเสรีในแบบเปลือกๆ เพื่อสร้างภาพลวงตาของบรรยากาศการถกเถียงด้วยปัญญาเพียงเท่านั้น และเพียงเพื่อให้ถูกโต้แย้งและล้มล้างอย่างสิ้นเชิงอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้เหล่าผู้คนที่มีปัญญาไฝ่รู้คิดจริงจังใดๆกับแนวความคิดตลาดเสรี สัดส่วนของนักเศรษฐศาสตร์สำนักการเงินนิยมนั้นมีเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนของเหล่าเคนเซียน แต่พวกเขากลับได้รับพื้นที่ในการแสดงออกทางความคิดที่มากเกินเหตุจนดูเสมือนว่าทั้งสองสำนักมีความเท่าเทียมกัน เหล่าการเงินนิยมนั้นเห็นด้วยกับสมมุติฐานพื้นฐานส่วนใหญ่ของทฤษฎีแนวคิดแบบเคนเซียน แต่หาทางจับผิดเล็กน้อยๆกับข้อสรุปบางข้อ ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์อันสลับซับซ้อนที่ในบางกรณีอาจนำมาสู่การที่พวกเขาเสนอให้รัฐบาลลดบทบาทในการควบคุมเศรษฐศาสตร์ระดับมหภาคลงเล็กน้อย ซึ่งก็จะทำให้พวกเขาถูกตราหน้าว่าเป็นพวกทุนนิยมชั่วร้ายไร้หัวใจที่ไม่สนใจคนจนนั่นเอง

 

เหล่านักเศรษฐศาสตร์การเงินนิยมโดยทั่วไปเห็นต่างกับความพยายามของเหล่าเคนเซียนในการใช้จ่ายเงินเพื่อกำจัดการว่างงาน โดยพวกเขาแย้งว่า ในระยะยาวผลดีที่เกิดกับอัตราการว่างงานจะหายไปเหลือไว้เพียงเงินเฟ้อเท่านั้น ในทางกลับกันเหล่านักการเงินนิยมเห็นชอบกับการลดภาษีเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเสียมากกว่า โดยพวกเขาอ้างว่าตลาดเสรีจะทำการจัดสรรปันส่วนทรัพยากรได้ดีกว่ารัฐบาล  ในขณะที่การถกเถียงกันระหว่างการลดอัตราภาษีกับการเพิ่มอัตราการใช้จ่ายยังคงดำเนินต่อไป ในความเป็นจริงนโยบายทั้งสองล้วนนำมาสู่การขาดดุลงบประมาณรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหนทางเดียวที่รัฐจะสามารถหาเงินมากลบการขาดดุลนี้ได้ก็คือการแปลงหนี้ให้เป็นเงิน ซึ่งก็หมายถึงการพิมพ์เงินเพิ่มนั้นเอง อย่างไรก็ตาม แนวคิดหลักของเหล่านักการเงินนิยมนั้นตั้งอยู่บนฐานของความคิดที่ว่ารัฐมีหน้าที่จำเป็นต้องป้องกันไม่ให้เกิดการหดตัวของอุปทานเงิน และ/หรือ ระดับราคาสินค้า เนื่องจากพวกเขามองว่านั่นคือต้นเหตุของปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งหมด  การลดลงของระดับราคาสินค้า หรือที่พวกการเงินนิยมและเคนเซียนชอบเรียกว่าภาวะเงินฝืดนั้น จะส่งผลให้ผู้คนทำการกักตุนเงิน ลดการใช้จ่าย ทำให้เกิดการว่างงานมากขึ้น และทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย  สิ่งที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์การเงินนิยมเป็นห่วงที่สุดคือการที่ภาวะเงินฝืดมักจะมาพร้อมกับการล่มสลายทางงบดุลของกลุ่มธุรกิจธนาคาร และเพราะว่าพวกเขาเองก็นิยมที่จะเลี่ยงการทำความเข้าใจถึงหลักของเหตุและผลเช่นกัน พวกเขาจึงเชื่อว่าธนาคารกลางต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะมั่นใจได้ว่ามันจะไม่มีวันเกิดภาวะเงินฝืดขึ้นได้  สำหรับตัวอย่างในชีวิตจริงที่แสดงให้เห็นได้ชัดว่านักเศรษฐศาสตร์การเงินนิยมเกรงกลัวเงินฝืดมากเพียงใด เราสามารถมองย้อนไปทีสุนทรพจน์ของนาย เบน เบอร์นานเก้ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีชื่อว่า ภาวะเงินฝืด: การทำให้มั่นใจว่า “มัน” จะไม่เกิดขึ้นตรงนี้5 (Deflation: Making Sure “It” Doesn’t Happen Here)

 

ผลรวมที่เกิดจากทั้งสองสำนักทางความคิดนี้คือความเป็นฉันทามติทางความคิดที่ถูกสอนในวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคระดับปริญญาตรีทั่วทั้งโลก นั่นคือ: ธนาคารกลางควรมีหน้าที่ในการขยายอุปทานของเงินในอัตราที่ควบคุมได้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนใช้จ่ายมากขึ้นและรักษาระดับการว่างงานให้ต่ำเพียงพอ หากธนาคารกลางทำให้อุปทานเงินหดตัวลง หรือไม่สามารถขยายมันได้เร็วพอ วัฏจักรของเงินฝืดก็จะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้คนไม่ต้องการใช้จ่ายเงินของพวกเขา และจะส่งผลร้ายแก่อัตราการว่างงานและทำให้เศรษฐกิจถดถอย6 และนี่คือธรรมชาติของประเด็นในการถกเถียงที่นักเศรษฐศาสตร์และตำราเศรษฐศาสตร์กระแสหลักส่วนใหญ่ล้วนด่วนสรุปไปว่าการเพิ่มอุปทานเงินเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้และถกเถียงกันแต่เพียงว่าธนาคาคารควรจะบริหารและควบคุมอัตราการขยายตัวของมันอย่างไร โดยไม่คิดแม้แต่จะตั้งคำถามว่าอุปทานของเงินนั้นควรถูกขยายขึ้นหรือไม่ตั้งแต่แรก  ลัทธิของเคนส์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนั้น เป็นลัทธิของการบริโภคและการใช้จ่ายเพื่อสนองความต้องการตรงหน้า 

 

นโยบายทางการเงินของธนาคารกลลางที่มีการเพิ่มปริมาณของอุปทานเงินอย่างไม่หยุดหย่อน ส่งผลให้การลงทุนดูไม่น่าดึงดูด ผลักดันให้ผู้คนเก็บออมและลงทุนน้อยลงขณะที่บริโภคสินค้าต่างๆมากขึ้น ผลกระทบที่แท้จริงของนโยบายดังกล่าวส่งผลให้เห็นเป็นวัฒนธรรมของการบริโภคเกินตัวในวงกว้าง วัฒนธรรมที่ผู้คนใช้ชีวิตเพียงเพื่อที่จะซื้อสิ่งที่เขาไม่ได้ต้องการในจำนวนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในเมื่ออีกทางเลือกนอกเหนือจากการใช้เงินคือการต้องทนเห็นเงินเก็บด้อยค่าลงไปกับตาแล้ว สู้ใช้เงินซื้อความสุขในวันนี้ก่อนที่เงินจะด้อยค่าน่าจะดีกว่า  การตัดสินใจทางการเงินของผู้คนยังแสดงออกมาให้เห็นได้ในอุปนิสัยส่วนอื่นๆของพวกเขา ส่งผลให้เกิดความพึงใจในเวลาที่สูงในทุกๆ แง่มุมของชีวิต: เงินที่ด้อยค่าลงตลอดเวลาส่งผลให้เกิดการเก็บออมที่น้อยลง การกู้ยืมที่มากขึ้น การหวังผลระยะสั้นมากขึ้น ทั้งในด้านการผลิตทางเศรษฐกิจไปจนถึงด้านศิลปะวัฒนธรรม และที่อาจร้ายแรงที่สุด คือการทำให้สารอาหารในดินหมดลงไป นำมาสู่ระดับปริมาณสารอาหารในอาหารที่ลดน้อยลงตลอดเวลา

 

สิ่งที่แตกต่างจากสำนักทางความคิดทั้งสองนี้ก็คือเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิคดั้งเดิม ที่เกิดขึ้นจากผลการศึกษาของบัณฑิตทั่วทั้งโลกเป็นเวลาหลายร้อยปี หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปในนามเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน ที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้แก่นักเศรษฐศาสตร์แห่งยุคเฟื่องฟูรุ่นสุดท้ายในประเทศออสเตรียในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนั้นอาศัยความรู้จากนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิคชาวสก็อต ฝรั่งเศส สเปน อาหรับ และกรีกโบราณ ในการอธิบายถึงความรู้ความเข้าใจในเศรษฐกิจของพวกเขา ต่างจากเหล่าเคนเซียนและการเงินนิยมที่หมกมุ่นอยู่กับการวิเคราะห์ทางตัวเลขอันเข้มงวด และ คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆในเชิงเหตุและผล และใช้ตรรกในการหาข้อสรุปจากข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้

 

ทฤษฎีว่าด้วยเงินของสำนักออสเตรียนนั้นกล่าวไว้ว่าเงินคือสิ่งที่กำเนิดขึ้นในตลาดในฐานะของสินค้าที่ซื้อง่ายขายคล่องและมีความสามารถทางการขายสูงที่สุด เป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่งที่ผู้ถือครองสามารถขายได้โดยง่ายในราคาที่พอใจ7 สินทรัพย์ที่รักษามูลค่าของตัวมันไว้ได้ย่อมเป็นที่ต้องการมากกว่าสินทรัพย์ที่เสื่อมมูลค่า และผู้เก็บออมที่ต้องเลือกตัวกลางในการแลกเปลี่ยนก็มักจะเลือกสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าของตัวมันได้เมื่อเวลาผ่านไปมาเป็นเงิน ในที่สุดแล้วเนื่องด้วยผลของเครือข่ายจะทำให้มีสินทรัพย์เพียงหนึ่ง หรือ ไม่กี่อย่างเท่านั้นที่จะกลายมาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้ สำหรับมีสเซสแล้ว ข้อแม้ที่จำเป็นสำหรับการที่จะมีเงินที่มั่นคงได้คือการปราศจากการควบคุมของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลจะมีความต้องการที่จะลดค่าเงินของพวกเขาลงทุกเมื่อที่มันเริ่มมีค่าเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้คนเริ่มใช้มันเป็นแหล่งเก็บออม

 

การจำกัดปริมาณสูงสุดของบิตคอยน์ ดังที่จะกล่าวถึงในบทที่ 8 แสดงให้เห็นได้ชัดว่า นากาโมโตะ ไม่ได้โอนอ่อนตามข้อคิดเห็นของตำราเศรษฐศาสมหภาคมาตรฐานทั่วไปหากแต่เขาได้รับอิทธิพลจากแนวคิดแบบออสเตรียนเสียมากกว่า โดยแนวคิดแบบออสเตรียนเสนอว่าปริมาณของเงินโดยตัวมันเองนั้น ไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆ และ เงินปริมาณมากหรือน้อยเท่าใดก็ตามก็เพียงพอต่อการทำให้ระบบเศรษฐกิจขนาดเล็กใหญ่เท่าใดก็ได้ทำงานได้เสมอ เนื่องจากหน่วยย่อยของเงินนั้นสามารถแบ่งย่อยลงไปได้อย่างไม่สิ้นสุด และเนื่องจากมีเพียงอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของเงินเท่านั้นที่เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่ปริมาณเชิงตัวเลขของมัน ตามที่มีสเซสได้กล่าวไว้ว่า: 8

 

บริการที่เงินสามารถให้ได้นั้นถูกกำหนดโดยระดับของอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของมัน  ไม่มีใครต้องการที่จะเก็บเงินสดเป็นจำนวนหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือเป็นน้ำหนักใดน้ำหนักหนึ่งของเงินนั้นหรอก สิ่งที่เขาต้องการคือการเก็บอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยจำนวนหนึ่ง  เนื่องจากกลไกการทำงานของตลาดมักจะทำการกำหนดค่าอำนาจการจับจ่ายใช้สอยไว้ในจุดที่อุปทานและอุปสงค์ของเงินมาบรรจบกันในท้ายที่สุดเสมอ จึงทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดภาวะที่มีเงินในระบบมากหรือน้อยเกินไป  คนทุกคนย่อมสามารถได้รับผลประโยชน์คุณูปการที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนทางอ้อมและการใช้เงินทางตรงอย่างเต็มที่อยู่เสมอ ไม่ว่าจำนวนเงินทั้งหมดจะมากหรือน้อย การเปลี่ยนแปลงปริมาณอุปทานของเงินนั้นไม่สามารถส่งผลให้เงินทำหน้าที่ได้ดีขึ้นหรือด้อยลงแต่อย่างใด ปริมาณของเงินทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจนั้นเพียงพอต่อการทำในสิ่งที่เงินสามารถทำได้ให้กับทุกคนในเศรษฐกิจนั้นอยู่เสมอ

 

เมอเรย์ รอธบาร์ด เห็นด้วยกับมิสเซส โดยกล่าวว่า: 9

โลกอันมีอุปทานของเงินที่มั่นคงคือโลกที่คล้ายคลึงกับโลกในช่วงศตวรรษที่สิบแปดและสิบเก้า ที่เป็นที่จดจำด้วยการเบิกบานของการปฏิวัตรอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของเม็ดเงินลงทุน อุปทานของสินค้า และ ราคาที่ถูกลงของสินค้าเหล่านั้นพร้อมๆกับต้นทุนการผลิตที่ลดลง

 

ตามมุมมองแบบออสเตรียนนั้น หากอุปทานของเงินคงที่แล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจจะทำให้ราคาของสินค้าและบริการลดลง ส่งผลให้ผู้คนสามารถใช้เงินของพวกเขาซื้อสินค้าในจำนวนที่มากขึ้นได้ในอนาคต โลกดังกล่าวย่อมส่งผลขัดขวางการใช้จ่ายเพื่อสนองความต้องการตรงหน้าของผู้คนดังที่เหล่าเคนเซียนหวาดกลัว แต่โลกดังกล่าวจะผลักดันให้ผู้คนเก็บออมและทำการลงทุนเพื่ออนาคตที่พวกเขาสามารถบริโภคได้มากขึ้น สำหรับสำนักทางความคิดที่ยึดติดกับความพึงใจทางเวลาที่สูงแล้ว จึงไม่แปลกที่เคนส์ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าผลกระทบต่ออัตราการบริโภคที่เกิดจากการเก็บออมของผู้คนในปัจจุบัณนั้นเป็นผลที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดจากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลจากการเก็บออมที่เพิ่มขึ้นในอดีต สังคมที่ทำการชะลอการบริโภคออกไปอยู่เสมอย่อมกลายเป็นสังคมที่บริโภคมากกว่าในระยะยาว เมื่อเทียบกับสังคมที่มีอัตราการเก็บออมน้อย เพราะว่าสังคมที่มีความพึงใจทางเวลาต่ำจะทำการลงทุนมากกว่า ส่งผลให้เกิดผลตอบแทนเป็นรายได้แก่ผู้คนในสังคมมากกว่า  ถึงแม้ว่าสัดส่วนของรายได้ที่กลายไปเป็นเงินออมของพวกเขาจะสูงกว่าก็ตาม สังคมที่มีความพึงใจทางเวลาต่ำย่อมกลายเป็นสังคมที่มีระดับการบริโภคสูงกว่าในระยะยาว และมีทุนทรัพย์ที่สูงกว่าอีกด้วย

 

ถ้าสังคมเปรียบเสมือนเด็กน้อยในการทดลองมาร์ชเมลโลวครั้งนั้น สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เคนเซียนทำคือการพยายามเปลี่ยนแปลงการทดลองเพื่อให้เด็กถูกลงโทษเมื่อตัดสินใจที่จะรอโดยให้มาร์ชเมลโลวเพียงครึ่งชิ้น แทนที่จะเป็นสองชิ้นนั่นเอง ทำให้ความสามารถในการควบคุมตนเอง และความพึงใจทางเวลาที่ต่ำกลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่ให้ประโยชน์ใดๆ การปล่อยใจไปกับความสุขตรงหน้าดูเหมือนจะเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจเสียมากกว่า และมันจะสะท้อนออกมายังภาพรวมของสังคมและวัฒนธรรม ในทางกลับกัน ด้วยการพร่ำสอนถึงความสำคัญของเงินที่มั่นคง แนวความคิดสำนักออสเตรียนรับรู้ถึงความเป็นจริงของการแลกเปลี่ยนได้เสียที่ธรรมชาติมีให้กับมนุษย์ นั่นคือหากเด็กน้อยตัดสินใจรอ เธอจะได้รับผลตอบแทนมากขึ้น ทำให้เขามีความสุขมากยิ่งขึ้นในอนาคต เป็นผลักดันให้เธอเลือกที่จะชะลอความสุขออกไปเพื่อที่จะได้รับมันมากขึ้นในภายหลัง

 

เมื่อมูลค่าของเงินเพิ่มสูงขึ้น ผู้คนก็มักจะบริโภคอย่างระมัดระวังมากขึ้น และเก็บออมรายได้ของพวกเขาไว้สำหรับอนาคตมากขึ้น สังคมแห่งการบริโภคฟุ่มเฟือย สังคมแห่งการบำบัดด้วยการชอปปิ้ง สังคมแห่งความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนขยะพลาสติกราคาถูกอันเก่า ด้วยขยะพลาสติกราคาถูกชิ้นใหม่ที่ใฉไลกว่าอยู่ตลอดเวลา ย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสังคมที่เงินมีมูลค่าสูงขึ้นไปพร้อมกับกาลเวลา โลกดังกล่าวย่อมทำให้ผู้คนมีความพึงใจทางเวลาที่ต่ำลง เนื่องจากการตัดสินใจทางการเงินของพวกเขาจะมีผลในการเบนพฤติกรรมของพวกเขาในอนาคตด้วยการฝึกฝนให้พวกเขาเห็นค่าในอนาคตมากยิ่งขึ้น เราจึงเห็นได้ชัดว่าเหตุใดสังคมในรูปแบบดังกล่าวจะไม่เพียงแต่ส่งผลให้ผู้คนเก็บออมและลงทุนในปริมาณที่มากขึ้น แต่ยังส่งผลให้มีทรรศนคติทางศีลธรรม จรรยาบรรณ ศิลปะ และ วัฒนธรรมที่คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวมากขึ้นอีกด้วย

 

เงินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจูงใจให้เกิดการเก็บออม เนื่องจากเงินออมนั้นจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นไปพร้อมกับกาลเวลา ดังนั้น มันจึงเป็นแรงจูงใจที่จะทำให้เกิดการชะลอการบริโภคและนำมาสู่ความพึงใจทางเวลาที่ลดลง ในทางกลับกัน เงินที่เสื่อมค่าลงตามเวลา จะทิ้งให้ประชาชนต้องควานหาผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างไม่หยุดหย่อน ผลตอบแทนที่มาพร้อมกับความเสี่ยงซึ่งจะนำไปสู่การลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงสูงจำนวนมากขึ้น และทำให้นักลงทุนมีความสามารถในการทนความเสี่ยงที่สูงขึ้น อันนำมาสู่การสูญเสียที่สูงขึ้นด้วย สังคมที่เงินมีมูลค่าที่มั่นคงจะค่อยๆสร้างวัฒนธรรมที่มีความพึงใจทางเวลาที่ต่ำ ด้วยการเรียนรู้ที่จะเก็บออมและคิดเผื่ออนาคต ในขณะที่สังคมที่มีอัตราเงินเฟ้อที่สูงและเศรษฐกิจที่เสื่อมมูลค่าลงอยู่เรื่อยๆ จะเกิดวัฒนธรรมที่มีความพึงใจทางเวลาอันสูงลิบเมื่อผู้คนไม่เห็นความสำคัญของการเก็บออมและหมกมุ่นกับการสนองความสุขเฉพาะหน้า

 

ยิ่งไปกว่านั้น ระบบเศรษฐกิจที่เงินมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาจะมีเพียงการลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนเหนือกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของมูลค่าเงินเท่านั้น หมายความว่า มีเพียงโครงการที่คาดว่าจะสามารถเพิ่มทุนทรัพย์ให้แก่สังคมได้เท่านั้นที่จะได้รับเงินสนับสนุน ในทางตรงกันข้าม ระบบเศรษฐกิจที่เงินด้อยมูลค่าลงตามกาลเวลาจะส่งผลจูงใจให้ผู้คนลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในหน่วยของสกุลเงินที่ด้อยค่านั้น แต่กลับมีผลตอบแทนที่แท้จริงติดลบ โครงการที่เอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้แต่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่แท้จริงได้นั้นจะทำให้ทุนทรัพย์ของสังคมร่อยหรอลงไปเรื่อยๆโดยปริยาย  แต่มันกลับเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลสำหรับนักลงทุน เพราะมันช่วยให้ทรัพย์ของพวกเขาเสื่อมค่าลงช้ากว่าสกุลเงินที่กำลังด้อยค่าลง การลงทุนในลักษณะนี้คือสิ่งที่ ลุดวิก ฟอน มีสเซส เรียกว่าการลงทุนผิดผลาด ซึ่งหมายถึงโครงการหรือการลงทุนที่ไม่สร้างผลกำไร แต่ดูเหมือนสามารถทำกำไรได้ในช่วงที่เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างผิดธรรมชาติ ซึ่งความขาดทุนของโครงการและการลงทุนเหล่านี้จะปรากฏขึ้นทันทีที่อัตราเงินเฟ้อลดต่ำลง และ อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดช่วงซบเซา ในวงจรวัฏจักรธุรกิจเฟื่องฟู-ซบเซา ดั่งที่มิสเซสได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า “ในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู การลงทุนที่ผิดพลาดจะผลาญเอาทรัพยากรการผลิตที่หายากไปจนสิ้น และทำให้ทรัพยากรที่เก็บไว้ร่อยหรอไปด้วยการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย; ซึ่งพรอันประเสริฐนี้จะต้องชดใช้ด้วยความยากจน”10

 

คำอธิบายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเหตุใดนักเศรษฐศาสตร์สำนักออนเตรียนจึงนิยมชมชอบการใช้ทองคำเป็นเงิน ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ในกระแสหลักกลับสนับสนุนการสร้างเงินของรัฐที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะผลิตเพิ่มได้ตามความประสงค์ของรัฐบาล  สำหรับชาวเคนเซียนแล้ว ความเป็นจริงที่ธนาคารกลางของทั้งโลกทำงานอยู่บนระบบเงินของรัฐบาลนั้นคือบทพิสูจน์ของความเหนือชั้นของความคิดของพวกเขา แต่ทางกลับกัน สำหรับเหล่าออสเตรียนแล้ว การที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการโน้มน้าวด้วยการใช้อำนาจประกาศห้ามใช้ทองคำเป็นเงิน และบังคับให้ใช้เงินของรัฐในการชำระสินค้านั้น คือสิ่งที่แสดงถึงความอ่อนด้อยของเงินของรัฐบาลที่ไม่สามารถประสบความสำเร็จในตลาดเสรีได้นั่นเอง และมันยังเป็นต้นเหตุของวงจรการเฟื่องฟู และซบเซาของวัฏจักรธุรกิจอีกด้วย ในขณะที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนเซียนไม่มีคำอธิบายใดๆถึงสาเหตุของภาวะเศรษฐกิจถดถอยนอกจากการอัญเชิญ ‘วิญญาณสัตว์’ ขึ้นมาเป็นต้นเหตุ มีเพียงนักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนที่สามารถพัฒนาทฤษฎีที่มีความสอดคล้องกันทั้งหมดที่สามารถอธิบายถึงสาเหตุของวัฏจักรธุรกิจได้ นั่นคือ : ทฤษฎีวัฏจักรธุรกิจสำนักออสเตรียน 11

ผู้แปล: พิริยะ สัมพันธารักษ์ MD CDC ChalokeDotCom และ พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว CEO Blockchain Review

0 0 vote
Article Rating
Article bitcoin-standard แปล
Writer
การสมัครรับข้อมูล
แจ้งเตือนสำหรับ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Maybe You Like

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x