fbpx

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 10 คำถามเกี่ยวกับบิตคอยน์ part 2

ยาวไปอยากเลือกอ่าน แสดง บิตคอยน์จะโตได้จริงหรือ? บิตคอยน์เป็นเงินอาชญากร? วิธีการฆ่าบิตคอยน์: คู่มือสำหรับผู้เริ่มต้น บิตคอยน์จะโตได้จริงหรือ?   ในเวลาที่กำลังเขียนข้อความนี้ หนึ่งในบทสนทนาที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับบิตคอยน์นั้นเป็นคำถามเกี่ยวกับการขยายขีดความสามารถในการรองรับปริมาณธุรกรรมของบิตคอยน์ ด้วยบล็อกที่มีขนาดเพียง 1 เมกะไบต์ขอ

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 10 คำถามเกี่ยวกับบิตคอยน์ part 2

13 Feb 2021

บิตคอยน์จะโตได้จริงหรือ?

 

ในเวลาที่กำลังเขียนข้อความนี้ หนึ่งในบทสนทนาที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับบิตคอยน์นั้นเป็นคำถามเกี่ยวกับการขยายขีดความสามารถในการรองรับปริมาณธุรกรรมของบิตคอยน์ ด้วยบล็อกที่มีขนาดเพียง 1 เมกะไบต์ของบิตคอยน์ทำให้ในปัจจุบันมันสามารถรองรับธุรกรรมได้ไม่ถึง 500,000 ธุรกรรมต่อวันเท่านั้น ซึ่งบิตคอยน์ได้เติบโตขึ้นเข้าใกล้ขีดจำกัดดังเชิงปริมาณธุรกรรมดังกล่าวแล้วและผลก็คือค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา การนำเอาเทคโนโลยีที่เรียกว่า Segwit สามารถทำให้บิตคอยน์รองรับธุรกรรมได้เพิ่มขึ้นราวๆสี่เท่าตัวต่อวัน แต่อย่างไรก็ตามความจริงที่ว่าบิตคอยน์มีขีดจำกัดในด้านปริมาณธุรกรรมผ่านบล็อกเชนที่มันสามารถรองรับได้ในแต่ละวันนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆซึ่งเป็นผลมาจากลักษณะธรรมชาติที่กระจายตัวของมัน ทุกๆธุรกรรมบนบิตคอยน์จะถูกบันทึกลงใน node แต่ละ node โดย node มีหน้าที่ในการเก็บสำเนาของบัญชีการทำธุรกรรมฉบับเต็มทั้งหมด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ต้นทุนในการบันทึกธุรกรรมลงในระบบนั้นจะต้องสูงกว่าการบันทึกบัญชีธุรกรรมในระบบที่มีศูนย์กลางควบคุมที่จำเป็นต้องเก็บบันทึกเพียงไม่กี่สำเนาเท่านั้น ระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดล้วนเป็นระบบที่มีศูนย์กลางควบคุมทั้งสิ้นด้วยเหตุผลที่ว่าการเก็บบัญชีไว้ที่ศูนย์กลางนั้นถูกกว่าการเก็บบัญชีหลายสำเนาที่กระจายไปทั่วทั้งระบบซึ่งจำเป็นที่จะต้องคอยอัพเดทมันไปพร้อมๆกันทั้งหมด ซึ่งเป็นกระบวนการที่ถึงปัจจุบันมีเพียงการใช้ระบบ proof-of-work ของบิตคอยน์เท่านั้นที่ทำได้

 

ระบบการชำระเงินแบบรวมศูนย์เช่น Visa หรือ Mastercard ใช้ระบบบัญชีกลางเพียงบัญชีเดียวในการบันทึกธุรกรรมทั้งหมด พร้อมทั้งบัญชีสำรองที่แยกออกมา ระบบของ Visa สามารถรองรับธุรกรรมได้ราวๆ 3,200 ธุรกรรมต่อวินาที หรือราวๆ 1 แสนล้านธุรกรรมต่อปี5  บล็อกขนาด 1 เมกะไบต์ของบิตคอยน์ในปัจจุบันสามารถรองรับได้สูงสุดเพียงสี่ธุรกรรมต่อวินาที 350,000 ธุรกรรมต่อวัน หรือราวๆ 120 ล้านธุรกรรมต่อปีเท่านั้น หากจะทำให้บิตคอยน์สามารถรองรับธุรกรรมได้มากถึง 1 แสนล้านธุรกรรมต่อปีเช่นเดียวกับ Visa นั้นบล็อกแต่ละบล็อกของมันจะต้องมีขนาดใหญ่ถึง 800 เมกะไบต์ต่อบล็อก ซึ่งหมายความว่าในทุกๆ 10 นาที node แต่ละ node จำเป็นที่จะต้องทำการบันทึกข้อมูลเพิ่มขึ้น 800 เมกะไบต์ ในหนึ่งปีแต่ละ node ก็จะต้องเก็บข้อมูลลงในบล็อกเชนเพิ่มขึ้นมากถึง 42 เทราไบต์ หรือ 42,000 กิกะไบต์ ตัวเลขดังกล่าวนั้นสูงเกินกว่าที่กำลังประมวลผลของคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะสามารถรองรับได้ในปัจจุบันหรือในอนาคตอันใกล้ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลโดยทั่วไปในท้องตลาด รวมไปถึงฮาร์ดไดรฟ์บันทึกข้อมูลภายนอกในปัจจุบันมีขนาดราวๆ 1 เทราไบต์โดยเฉลี่ย ซึ่งสามารถรองรับธุรกรรมที่อัตราเทียบเท่า Visa ได้เพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นเราอาจลองมาดูว่า Visa ใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ลักษณะใดในการประมวลผลธุรกรรมเหล่านี้

 

ในปี 2013 รายงานฉบับหนึ่งแสดงให้เห็นว่า Visa เป็นเจ้าของศูนย์ข้อมูลที่ถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “ดิจิทัลฟอร์ตนอกซ์” โดยประกอบไปด้วยเซิร์ฟเวอร์ 376 เครื่อง สวิตช์เชื่อมต่อสัญญาณ 277 ตัว เราเตอร์ 85 ตัว ไฟร์วอล 42 ตัว6 อย่างไรก็ตามระบบรวมศูนย์ของ Visa ก็ยังเป็นระบบที่มีสิ่งที่เรียกว่า จุดเดียวของความล้มเหลว (single point of failure) ทำให้มันจำเป็นต้องมีระบบและความจุสำรองไว้อีกจำนวนมากเพื่อป้องกันการสูญเสียจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด ในขณะที่การมี node จำนวนมากของบิตคอยน์ทำให้ไม่มี node ใดที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ ทำให้มีความจำเป็นทางด้านความปลอดภัยและขนาดความจุที่ต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม node ที่จะสามารถบันทึกข้อมูลกว่า 42 เทราไบต์ต่อปีได้นั้นจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีราคาแพง และแบนด์วิดท์ที่เพียงพอต่อการประมวลธุรกรรมต่างๆเหล่านี้ก็จะเป็นต้นทุนอันมหาศาลอันจะทำให้การรักษาระบบเครือข่ายแบบกระจายตัวเป็นเรื่องยุ่งยากเกินความสามารถและมีต้นทุนที่แพงจนไม่สามารถทำได้

 

ทั่วทั้งโลกมีศูนย์ข้อมูลในลักษณะดังกล่าวอยู่เพียงไม่กี่แห่ง กล่าวคือศูนย์ข้อมูลของ Visa Mastercard และผู้ให้บริการการชำระเงินรายอื่นๆอีกไม่กี่ราย หากบิตคอยน์พยายามที่จะรองรับจำนวนธุรกรรมสูงเท่าบริการเหล่านี้มันย่อมไม่มีทางที่จะแข่งขันกับบริการแบบรวมศูนย์โดยการสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใกล้เคียงกันขึ้นมาเป็นพันๆศูนย์ได้อย่างแน่นอน หนทางเดียวที่บิตคอยน์จะสามารถแข่งขันได้คือมันจะต้องกลายเป็นระบบลักษณะรวมศูนย์และใช้ศูนย์ข้อมูลเพียงไม่กี่ศูนย์เท่านั้น การที่บิตคอยน์จะรักษาความไร้ศูนย์กลางเอาไว้ได้ แต่ละ node ในเครือข่ายจำเป็นที่จะต้องมีต้นทุนต่ำพอที่จะให้ผู้คนทั่วไปเป็นพันๆคนสามารถเปิดใช้งานมันได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วๆไป และการรับส่งข้อมูลระหว่าง node ก็จำเป็นต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับขนาดแบนด์วิดท์ของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตทั่วๆไป

 

มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่บิตคอยน์จะสามารถรองรับจำนวนธุรกรรมบนเชนในระดับเดียวกันกับระบบแบบรวมศูนย์ สิ่งนี้จึงเป็นเหตุให้ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมกำลังเพิ่มสูงขึ้น และก็น่าจะเพิ่มสูงขึ้นต่อไปหากระบบยังเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แนวทางที่ดูมีความเป็นไปได้ที่สุดในการขยายขีดจำกัดในการรองรับจำนวนธุรกรรมของบิตคอยน์จึงน่าจำเกิดขึ้นนอกเชน ที่มีสามารถใช้เทคโนโลยีที่ง่ายกว่าในการทำธุรกรรมขนาดเล็กสำหรับการชำระเงินที่ไม่มีความสำคัญมากนัก แนวทางนี้จะทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการบั่นทอนคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดสองประการของบิตคอยน์ที่ทำให้คุ้มค่ากับการใช้กำลังประมวลผลอันมากมายมหาศาลของมันนั่นก็คือ: การเป็นเงินดิจิทัลที่มั่นคง และการเป็นเงินสดดิจิทัลนั่นเอง เนื่องจากยังไม่มีเทคโนโลยีอื่นใดที่สามารถสร้างคุณสมบัติสองประการนี้ได้ แต่มีเทคโนโลยีอื่นๆจำนวนมากที่สามารถนำมาใช้เพื่อการใช้จ่ายขนาดเล็กและการใช้จ่ายเชิงพาณิชย์ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำได้ และเทคโนโลยีเหล่านี้ยังง่ายต่อการนำมาปรับใช้อย่างปลอดภัยร่วมกับเทคโนโลยีการธนาคารในปัจจุบันได้อีกด้วย นอกจากนั้นการใช้บิตคอยน์สำหรับจับจ่ายเชิงพาณิชย์นั้นยังเป็นไปไม่ได้เสียด้วยซ้ำเนื่องจากว่าทุกๆการชำระเงินต้องใช้เวลาตั้งแต่ 1 ถึง 12 นาทีเพื่อที่จะให้ธุรกรรมได้รับการยืนยัน ร้านค้าและลูกค้าไม่สามารถรอนานขนาดนั้นได้ และแม้ว่าความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมซ้อนนั้นไม่สูงเท่าไรนักสำหรับการชำระเงินจำนวนไม่มาก แต่มันก็เป็นความเสี่ยงที่มากพอสำหรับร้านค้าที่เป็นฝ่ายรับธุรกรรมจำนวนมากในแต่ละวัน ดังในกรณีการโจมตี Betcoin Dice ที่จะกล่าวถึงต่อไปในส่วนของการโจมตีบิตคอยน์

 

สำหรับผู้คนที่ต้องการใช้บิตคอยน์เป็นหน่วยเก็บรักษามูลค่าระยะยาวในรูปแบบดิจิทัล หรือสำหรับผู้คนที่ต้องการทำธุรกรรมที่สำคัญโดยไม่ต้องการทำธุรกรรมผ่านรัฐบาลที่กดขี่ประชาชน ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมที่สูงนั้นก็เป็นค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า การเก็บออมด้วยบิตคอยน์นั้นไม่จำเป็นต้องทำธุรกรรมจำนวนมากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่สูงจึงคุ้มค่าที่จะจ่าย และสำหรับธุรกรรมที่ไม่สามารถกระทำได้ผ่านระบบธนาคารปกติ เช่นการที่ผู้คนพยายามขนเงินของพวกเขาเองออกนอกประเทศที่กำลังประสบปัญหาเงินเฟ้อร้ายแรงและการยึดครองสินทรัพย์ ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมของบิตคอยน์ก็ยิ่งกว่าคุ้มค่าเสียอีก แม้ในระดับที่ยังมีผู้ใช้งานไม่มากในปัจจุบันความต้องการในการใช้งานเงินสดดิจิทัลและเงินดิจิทัลที่มั่นคงนี้ก็ได้ผลักให้ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมสูงขึ้นจนถึงจุดที่มันไม่สามารถแข่งขันกับบริการแบบรวมศูนย์อย่าง Paypal และบัตรเครดิตสำหรับการทำธุรกรรมขนาดเล็กได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตามข้อจำกัดดังกล่าวก็หาได้ทำให้การเจริญเติบโตของบิตคอยน์ชะลอตัวลงแต่อย่างใดซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าความต้องการบิตคอยน์ของตลาดนั้นถูกผลักดันด้วยคุณสมบัติในการเป็นเงินสดดิจิทัลและหน่วยเก็บรักษามูลค่าดิจิทัลมากกว่าความต้องการในการทำธุรกรรมขนาดเล็ก

 

หากความนิยมบิตคอยน์ยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อไป ก็ยังมีแนวทางการขยายขีดความสามารถของบิตคอยน์ที่ไม่ต้องกระทำการเปลี่ยนแปลงใดๆต่อโครงสร้างของบิตคอยน์ให้เลือกใช้อยู่จำนวนหนึ่ง โดยแนวทางเหล่านี้จะใช้ประโยชน์จากวิธีในการสร้างธุรกรรมเพื่อทำให้สามารถเพิ่มปริมาณธุรกรรมได้ ธุรกรรมบิตคอยน์แต่ละธุรกรรมจะประกอบไปด้วยอินพุตและเอ้าท์พุดจำนวนหนึ่ง เทคนิคอย่างเช่นคอยน์จอยน์ (coinjoin) ทำให้สามารถรวมเอาธุรกรรมหลายๆธุรกรรมมารวมกันในธุรกรรมเดียวได้ ทำให้สามารถมีอินพุตและเอ้าท์พุตจำนวนมากโดยใช้พื้นที่เพียงเสี้ยวหนึ่งของที่จำเป็นหากทำธุรกรรมแบบปกติได้ เทคนิคนี้อาจสามารถเพิ่มปริมาณธุรกรรมที่บิตคอยน์สามารถรองรับได้ขึ้นมากกว่าล้านธุรกรรมต่อวัน และเมื่อค่าใช้จ่ายในการทพธุรกรรมสูงขึ้นเรื่อยๆ นี่อาจเป็นทางออกที่มีแนวโน้มที่จำได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

อีกหนึ่งแนวทางในการขยายขีดจำกัดของบิตคอยน์คือการใช้ USB ดิจิทัลวอลเลตสำหรับพกพา โดยมันสามารถถูกทำให้ต้านทานการดัดแปลงทางกายภาพและสามารถตรวจสอบจำนวนเงินภายในได้ทุกเมื่อ อุปกรณ์ USB เหล่านี้จะมีไพรเวทคีย์ที่มีบิตคอยน์อยู่จำนวนหนึ่ง ทำให้ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของมันสามารถถอนเงินออกได้ทุกเมื่อ พวกมันสามารถนำมาใช้ในลักษณะเหมือนกับเงินสดที่จับต้องได้ และผู้ใช้งานแต่ละคนก็สามารถที่จะตรวจสอบเงินที่อยู่ในอุปกรณ์เหล่านี้ได้ ในขณะที่ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมเพิ่มสูงขึ้น แต่ความต้องการบิตคอยน์ก็ยังเติบโตอย่างไม่หยุดหย่อนสังเกตได้จากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้งานเห็นคุณค่าของการทำธุรกรรมมากกว่าค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม แทนที่ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมที่สูงขึ้นจะทำให้การเติบโตของบิตคอยน์ชะลอลง สิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่ธุรกรรมที่มีความสำคัญไม่มากนักกำลังถูกย้ายไปทำกันนอกเชนในขณะที่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนเชนก็มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ รูปแบบการใช้งานบิตคอยน์ที่สำคัญที่สุดซึ่งก็คือการเป็นหน่วยรักษามูลค่าและช่องทางการชำระเงินที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้นั้นมีค่าคุ้มกับค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม เมื่อผู้คนซื้อบิตคอยน์เพื่อการเก็บออมในระยะยาว การจ่ายค่าโอนจำนวนเล็กน้อยเพียงครั้งเดียวก็เป็นสิ่งที่ไม่เกินความคาดหมายและมันก็มักจะเป็นส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าคอมมิชชั่นและส่วนต่างราคาที่ผู้ขายเป็นคนกำหนด สำหรับผู้คนที่กำลังมองหาหนทางที่จะหลีกหนีการควบคุมทุนทรัพย์หรือผู้ที่ต้องการส่งเงินไปยังประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจแล้วนั้นค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมด้วยบิตคอยน์ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าเนื่องจากบิตคอยน์เป็นหนทางเดียวที่เขาจะทำสิ่งเหล่านั้นได้ เมื่อความนิยมและการใช้งานบิตคอยน์แพร่หลายขึ้นและค่าโอนสูงขึ้นจนเป็นปัญหาต่อผู้คนที่จำเป็นต้องจ่ายมันแล้ว ก็จะเกิดแรงกดดันทางเศรษฐกิจผลักดันให้ผู้คนหันไปใช้แนวทางเพิ่มขีดจำกัดที่กล่าวไว้ข้างต้นมากขึ้นซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของเครือข่ายในลักษณะที่จะทำให้เกิดการแตกเชนขึ้นได้

 

นอกเหนือไปจากความเป็นไปได้เหล่านี้ ธุรกรรมบิตคอยน์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็เกิดขึ้นนอกเชนอยู่แล้ว โดยมีเพียงการสรุปยอดบัญชีลงบนเชนเท่านั้น ธุรกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของบิตคอยน์เช่นตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยน คาสิโน หรือเว็บไซต์การพนัน จะใช้บล็อกเชนของบิตคอยน์ในการรับฝากและถอนเงินของลูกค้าเท่านั้น แต่ธุรกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มของพวกเขาจะถูกบันทึกลงในคลังข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาโดยใช้บิตคอยน์เป็นหน่วยทางบัญชี มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคาดเดาจำนวนธุรกรรมที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้อย่างแม่นยำเนื่องจากมีธุรกิจกิจการในลักษณะดังกล่าวอยู่จำนวนมาก การที่ผู้คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มเฉพาะทางของพวกเขา และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะที่รวดเร็วของระบบเศรษฐกิจบิตคอยน์ แต่ก็อาจคาดได้ว่ามีธุรกรรมเกิดขึ้นในลักษณะนี้มากกว่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนบล็อกเชนของบิตคอยน์อย่างน้อย 10 เท่า และเนื่องจากบิตคอยน์ถูกใช้เป็นสินทรัพย์สำรองในธุรกรรมที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจของบิตคอยน์เป็นส่วนใหญ่แล้ว ส่งผลให้เป็นเรื่องธรรมชาติที่ปริมาณของธุรกรรมนอกเชนจะเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าปริมาณธุรกรรมบนเชนหากบิตคอยน์ยังจะเติบโตต่อไปอย่างที่เป็นมา

 

การวิเคราะห์เช่นนี้อาจขัดต่อคำโฆษนาเชื้อชวนที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับบิตคอยน์ที่มองว่าบิตคอยน์จะเป็นจุดจบของธนาคารและการธนาคารทั้งหลาย  อย่าว่าแต่พันล้านหมื่นล้าน ความคิดที่ว่าคนเป็นล้านๆคนจะสามารถใช้เครือข่ายของบิตคอยน์ได้โดยตรงสำหรับทุกธุรกรรมการชำระเงินของพวกเขาก็เป็นความคิดที่เกิดขึ้นได้ยากเนื่องจากมันย่อมหมายความว่าสมาชิกทุกคนในระบบจำเป็นจะต้องจดบันทึกทุกๆธุรกรรมของสมาชิกทุกๆคน เมื่อจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มสูงขึ้น บันทึกบัญชีเหล่านี้ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วยเช่นกันส่งผลให้ภาระทางการประมวลผลเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกันคุณลักษณะจำเพาะของบิตคอยน์ในฐานะการเป็นหน่วยรักษามูลค่ากลับมีแนวโน้มที่จะทำให้ความต้องการบิตคอยน์เพิ่มสูงขึ้น ทำให้มันเป็นการยากที่บิตคอยน์จะสามารถอยู่รอดได้ในลักษณะของระบบ peer-to-peer เพื่อที่จะให้บิตคอยน์สามารถเติบโตได้ต่อไป มันจำเป็นที่จะต้องมีระบบประมวลผลการชำระเงินที่ทำงานอยู่นอกบล็อกเชนและระบบดังกล่าวก็กำลังค่อยๆถือกำเนิดขึ้นจากการแข่งขันของตลาด 

 

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญว่าเหตุใดสถาบันการธนาคารถึงจะไม่หายไปก็คือความสะดวกสบายจากการฝากเงินไว้กับธนาคาร แม้ว่าเหล่าผู้เคร่งครัดในวิถีแห่งบิตคอยน์จำนวนมากจะให้ความสำคัญกับเสรีภาพที่เกิดจากความสามารถในการเป็นเจ้าของเงินของตนเองได้อย่างแท้จริงโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสถาบันทางการเงินใดๆในการเข้าถึงเงินนั้นก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่กลับไม่ได้ต้องการเสรีภาพเช่นนี้และอาจไม่ต้องการที่จะดูแลเงินของตนเองเนื่องจากความกลัวการจารกรรมหรือการลักพาตัว ท่ามกลางคำโฆษณาเชื้อชวนในลักษณะต่อต่านธนาคารที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้บิตคอยน์ มันเป็นเรื่องง่ายที่จะลืมนึกไปว่าธนาคารออมทรัพย์นั้นเป็นธุรกิจสุจริตที่ได้รับความต้องการจากผู้คนมาตลอดหลายร้อยปีทั่วทั้งโลก ผู้คนยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อเก็บรักษาเงินของพวกเขาให้ปลอดภัยเพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องรับความเสี่ยงจากการถือเงินจำนวนมาก ในทางกลับกัน การใช้งานบัตรธนาคารต่างๆแทนเงินสดอย่างแพร่หลายก็ได้ทำให้ผู้คนสามารถพกเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใดก็ตาม ซึ่งส่งผลใหสังคมยุคใหม่มีความปลอดภัยสูงกว่าหากเทียบกับสังคมที่ไม่มีธนาคาร เนื่องจากโจรในปัจจุบันก็จะตระหนักได้ว่าพวกเขาแทบจะไม่มีแนวโน้มที่จะได้พบเหยื่อที่ถือเงินสดจำนวนมากเลยแม้แต่น้อย และการจารกรรมบัตรธนาคารก็แทบไม่มีประโยชน์อะไรเนื่องจากเหยื่อสามารถที่จะอายัติมันได้ทุกเมื่อ

 

แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ที่ระบบของบิตคอยน์จะสามารถรองรับธุรกรรมเป็นพันล้านธุรกรรมต่อวันจนทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีแนวทางการแก้ไขแบบระดับชั้นที่สองก็ตาม ผู้ถือบิตคอยน์ที่มีบิตคอยน์มากอย่างมีนัยสำคัญจำนวนมากหรือเกือบทั้งหมดก็น่าที่จะหันมาใช้บริการในการเก็บรักษาบิตคอยน์ให้ปลอดภัยวิธีใดวิธีหนึ่งในที่สุด นี่เป็นอุตสาหกรรมที่ใหม่โดยสิ้นเชิงที่มีแนวโน้มจะพัฒนาไปเป็นการให้บริการเชิงเทคนิคสำหรับการเก็บรักษาบิตคอยน์ที่ระดับความปลอดภัยและความคล่องตัวในระดับต่างๆ ไม่ว่าอุตสาหกรรมนี้จะมีรูปร่างเป็นอย่างไรก็ตาม บริการที่มันให้กับผู้ใช้งานและเส้นทางการพัฒนาของมันจะเป็นตัวกำหนดรูปร่างของระบบธนาคารบิตคอยน์ในอนาคต ผมจะไม่ขอเดาว่าบริการเหล่านี้จะมีรูปร่างเช่นไร หรือว่ามันจะมีความสามารถทางเทคโนโลยีอย่างไรบ้างนอกจากที่จะพูดว่ามันน่าที่จะใช้กลไกการพิสูจน์ยืนยันเชิง cryptography ร่วมกับการสร้างชื่อเสียงความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จ หนึ่งในเทคโนโลยีที่อาจทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เป็นที่รู้จักกันในนามไลท์นิ่งเน็ตเวิร์ค (Lightning Network) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาที่สัญญาว่าจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมจำนวนมากได้อย่างมีนัยสำคัญโดยให้ node ต่างๆสามารถสร้างช่องทางการชำระเงินระหว่างกันได้นอกเชน โดยใช้ระบบบัญชีของบิตคอยน์สำหรับการตรวจสอบยอดเงินแทนการส่งเงิน

 

ในปี 2016 และ 2017 ในขณะที่บิตคอยน์เข้าใกล้จำนวนธุรกรรมสูงสุดที่สามารถรองรับได้ในแต่ละวัน ระบบก็ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องดังที่เห็นได้ชัดจากข้อมูลที่แสดงในบทที่ 8 บิตคอยน์กำลังขยายตัวผ่านการเพิ่มขึ้นของมูลค่าในการทำธุรกรรมบนเชน ไม่ใช่ด้วยปริมาณของธุรกรรม มีธุรกรรมจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆที่เกิดขึ้นนอกเชน และทำการชำระบัญชีกันบนตลาดแลกเปลี่ยน หรือเว็บไซต์ที่รองรับบิตคอยน์ ทำให้บิตคอยน์กลายเป็นเสมือนโครงข่ายสำหรับการชำระหนี้สินทางบัญชีมากกว่าโครงข่ายสำหรับการชำระเงินโดยตรง นี่ไม่ใช่การเดินทางออกห่างจากหน้าที่ของบิตคอยน์ในฐานะเงินสดอย่างที่หลายคนเชื่อ แม้ว่าความหมายของคำว่าเงินสดได้กลายมาเป็นเงินที่ใช้สำหรับการใช้จ่ายขนาดเล็กในปัจจุบัน แต่ความหมายดั้งเดิมของมันหมายถึงเงินที่มีลักษณะเป็นเครื่องมือในการขนย้ายมูลค่า เงินที่ทำให้สามารถทำการส่งมอบมูลค่าได้โดยไม่จำเป็นต้องทำการชำระหนี้ทางบัญชี หรือเป็นภาระของบุคคลที่สามแต่อย่างใด ในศตวรรษที่สิบเก้า คำว่าเงินสดหมายถึงทองคำสำรองของธนาคารกลาง และการชำระเงินสดก็หมายถึงการขนส่งทองคำระหว่างธนาคาร หากการวิเคราะห์นี้ไม่ผิดพลาด และบิตคอยน์ยังมีมูลค่าและธุรกรรมที่เกิดขึ้นนอกเชนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่จำนวนธุรกรรมบนเชนไม่เพิ่มขึ้นมานัก บิตคอยน์ก็จะเป็นเงินสดในความหมายเดียวกันกับทองคำ และมีสถานะใกล้เคียงกับเงินสดทองคำสำรอง มากกว่าเงินสดตามความหมายสมัยใหม่ที่หมายถึงเงินกระดาษที่ใช้สำหรับการทำธุรกรรมขนาดเล็ก

 

โดยสรุปแล้ว บิตคอยน์ยังมีหนทางอีกมากมายที่จะสามารถเพิ่มจำนวนธุรกรรมได้โดยไม่ต้องแก้ไขโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมหลักของบิตคอยน์เลยแม้แต่น้อย และไม่จำเป็นที่จะต้องทำให้ node ในปัจจุบันทั้งหมดทำการอัพเกรดซอฟต์แวร์พร้อมๆกันอีกด้วย ทางออกในการเพิ่มขีดความสามารถจะมาจากการพัฒนาวิธีการส่งข้อมูลธุรกรรมบิตคอยน์จาก node หนึ่งไปสู่สมาชิกคนอื่นๆในระบบ โดยมันจะมาในรูปของการผูกเอาธุรกรรมมารวมกัน การทำธุรกรรมนอกเชน และการสร้างช่องทางชำระเงิน ส่วนการขยายขีดความสามารถในการทำธุรกรรมบนเชนนั้นแทบไม่มีโอกาสที่จะเพียงพอต่อการตอบสนองความต้องการใช้งานในอนาคตได้เมื่อเวลาผ่านไป แนวทางการแก้ปัญหาในระดับชั้นที่สองจึงน่าที่จะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น นำมาสู่การเกิดสถาบันการเงินรูปแบบใหม่ที่มีความคล้ายคลึงกับธนาคารในปัจจุบันโดยใช้ศาสตร์การเข้ารหัสและทำงานอยู่บนอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก

บิตคอยน์เป็นเงินอาชญากร?

 

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่แพร่หลายที่สุดเกี่ยวกับบิตคอยน์ตั้งแต่วันที่มันถือกำเนิดขึ้นก็คือความคิดที่ว่ามันจะเป็นเงินที่ดีมากสำหรับอาชญากรและผู้ก่อการร้าย มีการเผยแพร่บทความจำนวนมากในสื่อต่างๆที่กล่าวว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายและอาชญากรต่างใช้บิตคอยน์กันอย่างแพร่หลายโดยไม่มีหลักฐานใดๆ บทความเหล่านี้จำนวนมากได้ถูกถอนออกในภายหลัง7 แต่ก็ไม่ทันก่อนที่พวกมันจะได้ฝังรากความคิดดังกล่าวลงไปในใจของผู้คนจำนวนมาก รวมไปถึงอาชญากรที่หลงผิดด้วยเช่นกัน

 

ในความเป็นจริงนั้นบัญชีร่วมของบิตคอยน์เป็นบัญชีที่ทุกคนในโลกสามารถเข้าถึงได้และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขย้อนหลังได้ มันจะบันทึกเอาทุกธุรกรรมไว้ตราบใดที่บิตคอยน์ยังทำงานอยู่ได้ มันจึงไม่ถูกต้องที่จะบอกว่าบิตคอยน์นั้นเป็นเงินนิรนามที่ไร้ตัวตน เพราะว่ามันเป็นระบบกึ่งนิรนามนั่นเอง การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนในชีวิตจริงเข้ากับบิตคอยน์แอดเดรสนั้นเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ แม้จะไม่เสมอไป แต่มันก็ทำให้สามารถติดตามตรวจสอบธุรกรรมทั้งหมดที่กระทำโดยแอดเดรสต้องสงสัยได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อกล่าวถึงความนิรนาม มันเป็นการดีที่จะคำนึงถึงความนิรนามในบิตคอยน์คล้ายคลึงกับความนิรนามในอินเตอร์เน็ต กล่าวคือ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณซ่อนตัวดีขนาดไหน และคนอื่นมีความสามารถในการติดตามสอดส่องมากเท่าใด ถึงกระนั้นก็ตามบล็อกเชนของบิตคอยน์ก็ทำให้การซ่อนตัวในอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น การจำกำจัดอุปกรณ์ อีเมลแอดเดรส หรือ IP แอดเดรสทิ้งไปนั้นเป้นเรื่องง่าย แต่การลบเส้นทางการเคลื่อนที่ของเงินที่เข้ามายังบิตคอยน์แอดเดรสหนึ่งนั้นเป็นเรื่องยากกว่ามาก โดยธรรมชาติของมันแล้ว บล็อกเชนของบิตคอยน์จึงไม่ใช่โครงสร้างที่เหมาะกับการสร้างความเป็นส่วนตัวนัก

 

ทั้งหมดนี้หมายความว่าหากอาชญากรคนใดจะประกอบอาชญากรรมที่มีผู้เสียหายแล้วล่ะก็การใช้บิตคอยน์อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก สถานะความนิรนามเพียงกึ่งหนึ่งของมันทำให้แอดเดรสสามารถถูกเชื่อมโยงไปยังตัวตนในโลกกายภาพได้ แม้เวลาจะผ่านไปแล้วหลายปีก็ตาม ตำรวจ หรือเหยื่อและนักสืบที่พวกเขาจ้างล้วนอาจสามารถหาจุดเชื่อมต่อไปยังตัวตนที่แท้จริงของอาชญากรได้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม เส้นทางการเดินทางของเงินในบิตคอยน์นี้เองที่เป็นเหตุให้ผู้ค้ายาออนไลน์จำนวนมากสามารถถูกระบุและจับกุมตัวเพราะพวกเขาหลงเชื่อกระแสที่ว่าบิตคอยน์นั้นเป็นเงินนิรนามที่ไร้ร่องรอย

 

บิตคอยน์เป็นเทคโนโลยีสำหรับเงิน และเงินก็เป็นสิ่งที่อาชญากรสามารถใช้ได้ทุกเมื่อ เงินไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตามสามารถถูกนำไปใช้งานโดยอาชญากรหรือใช้ในการประกอบอาชญากรรมได้อยู่เสมอ แต่บัญชีที่คงทนถาวรของบิตคอยน์นั้นทำให้มันไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับการประกอบอาชญากรรมทีผู้เสียหายมีแนวโน้มที่จะทำการสืบสวนสอบสวน บิตคอยน์อาจมีประโยชน์ในการประกอบ ”อาชญากรรมที่ไม่มีผู้เสียหาย” เพราะการที่ไม่มีผู้เสียหายก็หมายความว่าไม่มีใครที่จะพยายามสืบค้นหาตัวตนของ “อาชญากร” ในความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราสามารถก้าวข้ามโฆษณาชวนเชื่อของรัฐฯในศตวรรษที่ยี่สิบมาได้เราจะพบว่าอาชญากรรมที่ไม่มีผู้เสียหายนั้นไม่มีอยู่จริง หากการกระทำใดๆไม่มีผู้เสียหายการกระทำนั้นก็ไม่ใช่อาชญากรรมไม่ว่าเหล่าผู้ลงคะแนนเสียงที่สำคัญตัวเองผิดๆหรือพวกข้าราชการต้องการที่จะเชื่อในอำนาจที่จะใช้กฎหมายควบคุมศีลธรรมของผู้อื่น สำหรับการกระทำที่ผิดกฎหมายแต่ไม่ผิดศีลธรรมเหล่านี้บิตคอยน์อาจมีประโยชน์เนื่องจากมันไม่มีผู้เสียหายที่จะออกมาตามล่าหาตัวผู้กระทำผิด กิจกรรมที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยที่เกิดขึ้นจะปรากฎขึ้นบนบล็อกเชนเฉกเช่นการทำธุรกรรมทั่วๆไปที่อาจมีเหตุผลต่างๆมากมาย เราจึงพอจะคาดเดาได้ว่าอาชญากรรมที่ไร้ผู้เสียหายเช่นการพนันออนไลน์ หรือการหลีกเลี่ยงการควบคุมบัญชีทางการเงินจากภาครัฐจะสามารถใช้บิตคอยน์ได้ ในขณะที่การฆาตกรรมหรือการก่อการร้ายนั้นไม่น่าที่จะใช้มัน การค้ายาเสพย์ติดดูเหมือนว่าจะมีให้เห็นอยู่บ้างในบล็อกเชนของบิตคอยน์ แต่นั่นก็น่าจะเป็นผลมาจากความลงแดงของผู้ติดยามากกว่าการตัดสินใจด้วยเหตุและผลดังที่เห็นได้จากจำนวนรายชื่อผู้ซื้อยาเสพย์ติดที่ผู้คุมกฎหมายสามารถระบุตัวได้ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก แม้สถิติในเรื่องดังกล่าวนั้นหาได้ยากเป็นอย่างยิ่งแต่ผมจะไม่แปลกใจที่จะพบว่าการซื้อยาเสพย์ติดด้วยบิตคอยน์นั้น อันตรายกว่าการใช้เงินกระดาษของรัฐบาลเสียอีก

 

หรือพูดอีกอย่างก็คือ บิตคอยน์นั้นมีแนวโน้มที่จะยกระดับสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลโดยที่ไมจำเป็นที่จะต้องทำให้มันสะดวกต่อการประกอบอาชญากรรมมายิ่งขึ้น มันไม่ใช่เครื่องมือที่ต้องกลัว แต่มันเป็นสิ่งที่ควรได้รับการน้อมรับให้เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับอนาคตที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรือง

 

หนึ่งในอาชญากรรมที่ใช้บิตคอยน์และเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือการจับเอาระบบคอมพิวเตอร์เป็นตัวประกันผ่านสิ่งที่เรียกว่าแรนซัมแวร์ (ransomware) ซึ่งหมายถึงการเจาะเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของเหยื่อเพื่อทำการเข้ารหัสไฟล์ต่างๆ โดยจะถอดรหัสให้ก็ต่อเมื่อเหยื่อได้ทำการจ่ายเงินให้กับผู้โจมตีแล้วเท่านั้น โดยมักจะเป็นบิตคอยน์ แม้อาชญากรรมในรูปแบบดังกล่าวจะมีมาก่อนที่จะมีบิตคอยน์ แต่มันก็สามารถกระทำได้อย่างสะดวกมากขึ้นหลังจากที่บิตคอยน์ได้ถูกคิดค้นขึ้น นี่เป็นตัวอย่างของการใช้บิตคอยน์ในอาชญากรรมที่ชัดเจนที่สุด แต่ในแง่มุมหนึ่งเราอาจมองได้ว่าอาชญากรรมแรนซัมแวร์เหล่านี้เกิดขึ้นจากการฉวยโอกาสระบบคอมพิวเตอร์ที่มีระบบความปลอดภัยที่หละหลวม บริษัทใดก็ตามที่สามารถปล่อยให้ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมดของเขาต้องหยุดชะงักเพราะมีแฮกเกอร์นิรนามจับมาเรียกค่าไถ่เพียงไม่กี่พันเหรียญนั้นกำลังมีปัญหาที่ใหญ่กว่าแฮกเกอร์เหล่านี้อยู่อีกหลายเท่า แรงจูงใจของแฮกเกอร์อาจเป็นเงินเพียงไม่กี่พันดอลลาร์สหรัฐ แต่แรงจูงใจของคู่แข่ง คู่ค้า คู่ขายที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลภายในของบริษัทนี้สามารถที่จะมีมูลค่าสูงกว่าอีกหลายเท่าตัว จึงมองได้ว่าสิ่งที่แรนซัมแวร์บิตคอยน์เหล่านี้กระทำคือการตรวจสอบค้นหาและชี้ช่องโหว่ทางความปลอดภัยในระบบคอมพิวเตอร์ของคุณ กระบวนการดังกล่าวนี้กำลังชักนำให้บริษัทต่างๆหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลมากยิ่งขึ้น และทำให้อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์โดยรวมเติบโตขึ้นนั่นเอง กล่าวคือบิตคอยน์เปิดช่องทางในการสร้างรายได้ในตลาดความปลดภัยทางระบบคอมพิวเตอร์ ที่แม้ว่าแฮกเกอร์อาจได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวนั้นธุรกิจที่มีผลผลิตต่างๆก็จะมีระบบคอมพิวเตอร์ที่ปลอดภัยที่สุดกันถ้วนหน้า

วิธีการฆ่าบิตคอยน์: คู่มือสำหรับผู้เริ่มต้น

 

ผู้ใช้งานบิตคอยน์จำนวนมากได้เกิดความเชื่อในลักษณะที่แทบจะเป็นศาสนาว่าบิตคอยน์มีความสามารถในการเอาตัวรอดจากภัยอันตรายทั้งปวง กำลังการประมวลผลจำนวนมหาศาลที่อยู่เบื้องหลังของมันและจำนวนของ node ที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลกที่คอยทำหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมอยู่ตลอดเวลาหมายความว่าบิตคอยน์นั้นมีความต้านทานการเปลี่ยนแปลงที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนี้ไปตลอดกาล ขณะที่ผู้คนที่ไม่คุ้นเคยกับบิตคอยน์ส่วนมากกลับเชื่อว่าบิตคอยน์ไม่มีทางอยู่รอดได้ เพราะว่าอย่างไรในที่สุดมันก็จะถูกแฮคเหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นดิจิทัลนั่นเอง เมื่อเราเกิดความเข้าใจในกระบวนการทำงานของบิตคอยน์แล้วเราก็จะพบว่าการที่จะ “แฮค” บิตคอยน์นั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆเลย แต่บิตคอยน์ก็ยังมีความเสี่ยงอื่นๆอยู่อีก เนื่องจากปัญหาความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์นั้นเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกเพราะว่าเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าผู้โจมตีจะสรรหาวิธีใหม่ๆในการโจมตีอย่างไรบ้าง การอธิบายถึงรายละเอียดและประเมินความเสี่ยงที่เป็นไปได้ทั้งหมดของบิตคอยน์นั้นอยู่นอกเหนือขอบเขตของหนังสือเล่มนี้8 ในส่วนต่อไปนี้เราจะกล่าวถึงเพียงความเสี่ยงบางส่วนที่เป็นที่รู้จักกันดีและเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของบิตคอยน์ในการเป็นเงินที่มั่นคงซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของหนังสือเล่มนี้ 

การแฮ็คบิตคอยน์

 

ความสามารถในการต้านทานการโจมตีของบิตคอยน์นั้นมีพื้นฐานมาจากสามคุณสมบัติของมันด้วยกันได้แก่: ความเรียบง่ายของมัน กำลังในการประมวลผลอันมหาศาลที่ไม่ได้ทำอะไรนอกจากการปกป้องคุ้มครองโครงสร้างที่เรียบง่ายนี้ และความจำเป็นที่จะต้องให้nodeที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลกมีความเห็นพ้องต้องกันอย่างเอกฉันท์จึงจะสามารถทำการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามได้สำเร็จ ลองนึกภาพว่ามีการประจำกองกำลังทหารและยุทโธปกรสหรัฐฯทั้งกองทัพเอาไว้รอบๆสนามเด็กเล่นในโรงเรียนแห่งหนึ่งเพื่อป้องกันการรุกรานแล้วคุณจะเริ่มเข้าใจว่าบิตคอยน์นั้นมีระดับการป้องกันที่มากเกินจำเป็นเพียงใด

 

โดยแก่นแท้แล้ว บิตคอยน์ก็เป็นเพียงระบบบัญชีที่บันทึกความเป็นเจ้าของของเหรียญสมมุติเท่านั้น โดยมีเหรียญเหล่านี้อยู่เพียง 21 ล้านเหรียญและแอดเดรสไม่กี่ล้านแอดเดรสที่เป็นเจ้าของมันและในแต่ละวันก็จะมีธุรกรรมที่โยกย้ายเหรียญเหล่านี้ไปมาไม่มากไปว่า 500,000 ธุรกรรม กำลังของคอมพิวเตอร์ที่จำเป็นต่อการทำให้ระบบดังกล่าวทำงานได้นั้นมีขนาดเพียงน้อยนิด แม้กระทั่งแล็บท็อปราคา $100 ก็สามารถที่จะทำได้ในขณะที่ท่องอินเตอร์เน็ตไปพร้อมๆกันด้วยซ้ำ แต่เหตุผลที่ทำให้บิตคอยน์ไม่ได้ทำงานอยู่บนแล็บท็อปเครื่องเดียวนั้นเป็นเพราะว่าการทำงานในรูปแบบดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อใจผู้เป็นเจ้าของแล็บท็อปนั้นในขณะที่ยังทำให้มันกลายเป็นเป้าหมายที่หวานหมูสำหรับการแฮคอีกด้วย

 

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งหมดสร้างความปลอดภัยโดยอาศัยการทำให้คอมพิวเตอร์บางเครื่องในระบบมีความต้านทานการโจมตีที่แข็งแกร่งมากแล้วใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเป็นตัวเก็บข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากที่สุด ในทางกลับกัน บิตคอยน์ใช้แนวทางในการสร้างความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง: มันไม่แม้แต่จะพยายามทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งในระบบของมันมีความปลอดภัยที่สูงขึ้นเลยแม้แต่น้อย และยังทำงานภายใต้สมมติฐานที่ว่าคอมพิวเตอร์ที่เป็นnodeทุกเครื่องเป็นผู้ที่หวังโจมตีระบบตลอดเวลา แทนที่จะสร้างความเชื่อใจขึ้นในสมาชิกคนใดคนหนึ่งในระบบ บิตคอยน์ทำการตรวจสอบทุกการกระทำของทุกคน และมันก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นแนวทางที่ได้ผลเพราะว่ามันทำให้ความปลอดภัยของระบบบิตคอยน์นั้นขึ้นอยู่กับกำลังในการประมวลผลโดยตรงเพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้มันไม่สะทกสะท้านต่อปัญหาจากการเข้าถึงข้อมูลหรือการยืนยันตัวตนใดๆ หากระบบมองว่าทุกคนไม่มีความซื่อสัตย์ ทุกคนก็จะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายต้นทุนราคาแพงเพื่อที่จะทำการบันทุกธุรกรรมของพวกเขาลงไปในบัญชีที่กระจายอยู่ร่วมกัน และทุกคนก็จะต้องต้นทุนนี้ไปอย่างเสียเปล่าหากมีการตรวจพบว่าธุรกรรมของเขามีการฉ้อโกงใดๆ แรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์นี้ทำให้การตระบัดสัตย์มีราคาแพงมากและแทบไม่มีทางสำเร็จได้เลย

 

การที่จะแฮคบิตคอยน์ในความหมายที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบัญชีการทำธุรกรรมเพื่อโยกย้ายเงินอย่างฉ้อฉลไปยังบัญชีใดบัญชีหนึ่ง หรือเพื่อที่จะทำให้บัญชีไม่สามารถใช้งานได้ จำเป็นที่จะต้องให้nodeสร้างบล็อกที่ใช้การไม่ได้ขึ้นมาลงไปในบล็อกเชน และให้ทั้งระบบโครงข่ายยอมรับบล็อกดังกล่าวเพื่อที่จะสร้างบล็อกต่อๆไปจากบล็อกนั้น เนื่องจากต้นทุนในการตรวจสอบการฉ้อโกงของnodeนั้นมีราคาถูกมาก ในขณะที่ต้นทุนในการบรรจุบล็อกลงในบล็อกเชนนั้นมีราคาสูงและยังสูงขึ้นเรื่อยๆ และเนื่องจากnodeส่วนใหญ่ในเครือข่ายมีความต้องการให้บิตคอยน์อยู่รอดต่อไปได้ การต่อสู้นี้จึงยากที่ผู้โจมตีจะเป็นฝ่ายชนะและมันจะยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆเมื่อต้นทุนในการสร้างบล็อกสูงขึ้นต่อไปเรื่อยๆ

 

หัวใจของการออกแบบบิตคอยน์อยู่ที่ความอสมมาตรเชิงพื้นฐานระหว่างต้นทุนในการสร้างบล็อกของธุรกรรมขึ้นมาใหม่กับต้นทุนในการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของธุรกรรมเหล่านั้นนี่เอง สิ่งนี้หมายความว่าแม้การสร้างบัญชีปลอมแปลงขึ้นมาใหม่จะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในเชิงเทคนิค แต่แรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ทำให้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ จึงเป็นผลให้บัญชีธุรกรรมที่เกิดขึ้นเป็นบันชีบันทึกธุรกรรมที่สมบูรณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาทั้งหมดโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

การโจมตี 51%

 

การโจมตีแบบ 51% attack เป็นการโจมตีโดยอาศัยกำลังในการแฮชจำนวนมหาศาลในการสร้างธุรกรรมที่ฉ้อฉล ด้วยการนำเอาเหรียญมาใช้จ่ายซ้ำซ้อนซึ่งจะส่งผลให้หนึ่งในธุรกรรมที่ใช้เหรียญเดียวกันจะต้องกลายเป็นโมฆะส่งผลให้สามารถกระทำการฉ้อโกงผู้รับเงินนั้นได้ โดยหลักแล้วหากนักขุดที่มีสัดส่วนกำลังขุดจำนวนมากสามารถสร้าง proof-of-work ได้อย่างรวดเร็ว เขาก็จะสามารถทำการชำระเงินจำนวนหนึ่งบนบล็อกเชนสาธารณะที่เห็นโดยทั่วกันจนได้รับการยืนยันเรียบร้อยในขณะที่เขาแอบทำการขุดบล็อกเชนอีกฟอร์คหนึ่งที่มีการจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวไปยังอีกแอดเดรสหนึ่งที่เป็นของผู้โจมตี ผู้รับเงินในธุรกรรมแรกนั้นจะได้รับการยืนยันธุรกรรมดังกล่าว แต่ผู้โจมตีก็จะพยายามใช้กำลังในการประมวลผลของเขาในการทำให้เชนที่เขาแอบขุดอยู่มีความยาวมากกว่าเชนสาธารณะ หากเขาสามารถทำให้เชนที่แยกออกมานั้นยาวกว่าเชนแรกได้เขาก็จะสามารถทำการโจมตีได้สำเร็จ และผู้รับเงินในธุรกรรมแรกนั้นก็จะพบว่าเงินที่ได้รับมานั้นอันตรธานหายไปจากกระเป๋าของเขา

 

ยิงผู้โจมตีสามารถรวบรวมกำลังขุดได้มากเท่าใด เขาก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้เชนที่ฉ้อฉลมีความยาวมากกว่าเชนสาธารณะได้เท่านั้น และก็จะสามารถทำการดึงเงินของเขาที่ชำระไปแล้วกลับคืนกลายเป็นกำไรได้สำเร็จ แม้การโจมตีลักษณะนี้อาจฟังดูง่ายในเชิงหลักการ แต่ในเชิงปฏิบัติแล้วมันยากกว่านั้นมาก ยิ่งผู้รับรอการยืนยันธุรกรรมมากครั้งเท่าไหร่ ผู้โจมตีก็มีโอกาสโจมตีสำเร็จน้อยลงเท่านั้น หากผู้รับยินดีที่จะรอการยืนยันสักหกรอบ ความเป็นไปได้ในการโจมตีธุรกรรมดังกล่าวได้สำเร็จก็แทบจะเป็นศูนย์

 

ในเชิงทฤษฎี การทำ 51% attack นั้นเป็นเรื่องตรงไปตรงมาทางเทคนิค แต่ในแง่ปฏิบัตินั้น ตัวแปรทางด้านความจูงใจทางเศรษฐกิจกลับเป็นอุปสรรคที่สำคัญ นักขุดคนใดที่สามารถทำ 51% attack ได้สำเร็จย่อมลดแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้ผู้คนสนใจที่จะใช้บิตคอยน์ลงอย่างรุนแรง และส่งผลให้ความต้องการเหรียญบิตคอยน์ลดลงไปด้วย เมื่ออุตสาหกรรมการขุดบิตคอยน์เริ่มเติมโตขึ้นเป็นอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีการลงทุนเป็นเงินจำนวนมหาศาลในการผลิตบิตคอยน์ขึ้นมาก็ทำให้นักขุดทั้งหลายอยู่ในสถาณะที่จะได้รับผลประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของระบบบิตคอยน์ในระยะยาวเกิดขึ้น เนื่องจากมูลค่าของผลตอบแทนของพวกเขาขึ้นอยู่กับมันโดยตรง จึงทำให้จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการโจมตีผ่านการทำธุรกรรมซ้ำซ้อนบนธุรกรรมที่มีการยืนยันอย่างน้อยหนึ่งครั้งได้สำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

เหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกับการทำ 51% attack ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดที่เคยเกิดขึ้นบนบิตคอยน์เกิดขึ้นในปีค.ศ.2013 เมื่อเว็บไซต์การพนันที่ใช้บิตคอยน์ที่มีชื่อว่า Betcoin Dice ได้ถูกยักยอกบิตคอยน์ประมาณ 1,000 บิตคอยน์ (คิดเป็นมูลค่าราว $100,000 ในขณะนั้น) ผ่านการโจมตีด้วยการทำธุรกรรมซ้ำซ้อนโดยใช้กำลังขุดที่มากเพียงพอ อย่างไรก็ตามการโจมตีในครั้งนั้นประสบความสำเร็จได้เพียงเพราะ Betcoin Dice ยอมรับธุรกรรมที่ไม่ได้ยังไม่ได้รับการยืนยัน ทำให้ต้นทุนในการโจมตีต่ำกว่าในเชิงเปรียบเทียบ หากพวกเขารับเฉพาะธุรกรรมที่ได้รับการยืนยันอย่างน้อยหนึ่งครั้งการโจมตีก็จะทำได้ยากขึ้นอีกหลายเท่า นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่าเหตุใดบล็อกเชนของบิตคอยน์จึงไม่เหมาะสำหรับการชำระเงินสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เพราะว่ามันต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ถึง 12 นาทีโดยเฉลี่ยในการรอให้มียบล็อกใหม่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ธุรกรรมได้รับการยืนยัน หากผู้ให้บริการระบบรับชำระเงินต้องการที่จะรับความเสี่ยงของการรับธุรกรรมที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เขาก็จะเหยื่ออันโอชะสำหรับการโจมตีโดยการรวมหัวกันทำธุรกรรมซ้ำซ้อนด้วยทรัพยากรในการขุดจำนวนมาก

 

โดยสรุปแล้ว การโจมตีด้วย 51% attack นั้นมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จในเชิงทฤษฎีหากฝ่ายที่เป็นผู้รับเงินนั้นไม่รอให้ธุรกรรมได้รับการยืนยันสักสองสามบล็อกก่อนที่จะรับเงิน แต่อย่างไรก็ตามในเชิงปฏิบัติตัวแปรเกี่ยวกับแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์จะส่งผลต่อต้านผู้ที่นำเอากำลังในการแฮชของพวกเขามาใช้ในลักษณะเช่นนี้ และผลที่ตามมาก็คือตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยมีการทำ 51% attack ได้สำเร็จกับสมาชิกที่รอให้ธุรกรรมมีการยืนยันอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

 

การทำ 51% attack นั้นไม่น่าที่จะประสบความสำเร็จได้หากต้องการกระทำเพื่อหวังผลกำไร แต่การโจมตีในลักษณะดังกล่าวก็สามารถเกิดจากการกระทำที่ไม่หวังผลกำไรได้ แต่ด้วยความต้องการที่จะทำลายบิตคอยน์ รัฐบาลหรือธุรกิจเอกชนอาจตัดสินใจรวบรวมกำลังในการขุดบิตคอยน์ให้มากพอที่พวกเขาจะคุมกำลังส่วนใหญ่ในระบบและใช้กำลังในการแฮชของพวกเขาเพื่อทำสร้างธุรกรรมซ้ำซ้อนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากถูกหลอกให้เสียเงินและทำลายความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของระบบ แต่ธรรมชาติทางเศรษฐศาสตร์ของการขุดก็ทำให้กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง ตลาดของกำลังในการประมวลผลเป็นตลาดที่มีอัตราการแข่งขันสูงทั่วโลก และการขุดบิตคอยน์ก็เป็นหนึ่งในรูปแบบการใช้กำลังในการประมวลผลที่ใหญ่ที่สุด ให้ผลกำไรสูงที่สุดและเจริญเติบโตเร็วที่สุดในโลก ผู้จู่โจมอาจเห็นต้นทุนที่เขาจำเป็นต้องใช้ในการควบคุมกำลังในการแฮช 51% ของทั้งระบบและตัดสินใจว่าเขายินดีที่จะอุทิศทุนทรัพย์จำนวนมหาศาลนี้ไปกับการจัดซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่จำเป็น แต่หากมีการเคลื่อนไหวทรัพยากรและเงินทุนจำนวนมหาศาลนี้เพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์ในการขุดบิตคอยน์ มันก็จะส่งผลให้ราคาของอุปกรณ์ดังกล่าวนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังทำการขุดอยู่ในปัจจุบัน ทำให้พวกเขาสามารถลงทุนเพิ่มกำลังในการขุดเพิ่มเติม นอกจากนั้นมันยังจะนำมาสู่การลงทุนในการผลิตกำลังขุดโดยผู้ผลิตเครื่องขุดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนของกำลังในการประมวลผลลดต่ำลงและทำให้อัตราการแฮชของบิตคอยน์เติบโตอย่างรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ในฐานะคนนอกที่เพิ่งเข้ามาในตลาดผู้โจมตีจะตกอยู้ในสภาวะที่เสียเปรียบอยู่เสมอเนื่องจากการพยายามกว้านซื้อเครื่องขุดของเขากลับทำให้กำลังประมวลผลในการขุดที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเขาเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่เร็วกว่า ทำให้ยิ่งมีการใช้ทรัพยากรไปกับการสร้างกำลังในการแระมวลผลเพื่อโจมตีบิตคอยน์มากเท่าใด ก็ยิ่งทีให้อัตราการเติบโตของกำลังประมวลผลในระบบของบิตคอยน์เพิ่มขึ้นเท่านั้นและยิ่งทำให้ยากต่อการโจมตีมากยิ่งขึ้น จึงสรุปได้อีกครั้งว่า แม้การโจมตีจะเป็นไปได้ในทางเทคนิค แต่กลไกทางเศรษฐศาสตร์ของระบบจะทำให้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำการโจมตีในลักษณะดังกล่าวได้สำเร็จ

 

ผู้โจมตีโดยเฉพาะรัฐบาลสามารถพยายามที่จะโจมตีบิตคอยน์ผ่านการยึดเอาอุปกรณ์การขุดที่มีอยู่เดิมแล้วนำมันมาใช้อย่างไม่สร้างผลกำไรเพื่อลดความแข็งแกร่งของระบบลงได้ แต่เนื่องจากการขุดบิตคอยน์นั้นกระจายตัวอยู่เป็นวงกว้างทั่วทั้งโลกจึงทำให้การกระทำดังกล่าวมีความยากลำบากและจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลอื่นๆทั่วโลก ทางที่ดีกว่าที่จะสามารถควบคุมกำลังขุดเหล่านี้ได้อาจไม่ใช่ด้วยการบุกเข้ายึดอุปกรณ์ขุดด้วยกำลัง แต่อาจสามารถกระทำผ่านช่องทางประตูหลังที่แอบฝังเอาไว้ในอุปกรณ์ต่างๆ

ประตูหลังในฮาร์ดแวร์

 

อีกความเป็นไปได้หนึ่งในการขัดขวางหรือทำลายเครือข่ายบิตคอยน์อาจกระทำได้ผ่านการดัดแปลงหรือแอบใส่ช่องทางที่ทำให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่รันซอฟต์แวร์ของบิตคอยน์สามารถถูกเข้าถึงได้โดยบุคคลที่สาม ตัวอย่างเช่นในกรณีที่โหนดที่ทำการขุดอาจได้รับการติดตั้งมัลแวร์ที่ไม่สามารถตรวจจับได้เพื่อที่จะเปิดทางให้บุคคลภายนอกแอบเข้ามาควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ได้ ทำให้อุปกรณ์นี้สามารถที่จะถูกสั่งให้ปิดตัวหรือควบคุมผ่านระยะไกลใด้เมื่อมีการพยายามทำ 51% attack

 

อีกตัวอย่างหนึ่งคือการใช้เทคโนโลยีสอดแนมที่ติดตั้งมาบนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานที่ทำให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงไพรเวทคีย์และบิตคอยน์ของผู้ใช้งานได้ การโจมตีลักษณะดังกล่าวหากกระทำในวงกว้างอาจสามารถทำลายความเชื่อมั่นและความต้องการในบิตคอยน์ลงได้อย่างรุนแรง

 

การโจมตีทั้งสองรูปแบบนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในทางเทคนิค แต่สิ่งที่ต่างจากรูปแบบการโจมตีทั้งสองรูปแบบก่อนหน้านี้คือ การโจมตีในลักษณะนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องประสบความสำเร็จโดยสมบูรณ์ก็เพียงพอที่จะสร้างความสับสนอลหม่านที่เป็นผลลบต่อชื่อเสียงและความต้องการของบิตคอยน์ การโจมตีอุปกรณ์การขุดมีความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จมากกว่าเนื่องจากมีผู้ผลิตอุปกรณ์การขุดอยู่เพียงไม่กี่รายในปัจจุบัน และนี่เป็นหนึ่งในจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของบิตคอยน์ อย่างไรก็ตาม เมื่อการขุดบิตคอยน์เจริญเติบโตขึ้น มันก็จะดึงดูดผู้ผลิตฮาร์ดแวร์หน้าใหม่ๆเข้ามา ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการที่ผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งถูกแทรกแซงได้สำเร็จ

 

ในกรณีของคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานแต่ละคนนั้น ความเสี่ยงกลับส่งผลในเชิงระบบได้ในวงแคบกว่าเนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ผลิตคอมพิวเตอร์จำนวนนับไม่ถ้วนที่ผลิตอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าถึงโครงข่ายบิตคอยน์ได้ หากผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งถูกแทรกแซง ผู้บริโภคก็สามารถเลือกใช้สินค้าจากผู้ผลิตรายอื่นๆได้ไม่ยาก นอกจากนั้น ผู้ใช้งานยังสามารถสร้างไพรเวทคีย์ของพวกเขาเองได้บนคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต ผู้ใช้งานที่ขี้ระแวงเป็นพิเศษยังสามารถสร้างแอดเดรสและไพรเวทคีย์บนคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตและทำลายคอมพิวเตอร์นั้นทิ้งเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการก็ย่อมได้ เหรียญที่ถูกเก็บไว้ในไพรเวทคีย์เหล่านี้ก็จะปลอดภัยจากการโจมตีทุกรูปแบบในระบบ

 

เกราะป้องกันการโจมตีในลักษณะนี้ที่สำคัญที่สุดคือแนวโน้มในความเป็นผู้นิยมอนาธิปไตยและความเป็นไซเฟอร์พังค์ของผู้ใช้งานเอง ที่ทำให้พวกเขาเชื่อในการตรวจสอบยืนยันมากกว่าความเชื่อใจ ผู้ใช้งานบิตคอยน์โดยทั่วไปนั้นเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคมากกว่าประชาชนทั่วไปอยู่มาก และพวกเขาก็มีความพิถีพิถันในการตรวจสอบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่พวกเขาใช้ การตรวจสอบความถูกต้องของวัฒนธรรมโอเพ่นซอร์สเองก็เป็นเกราะป้องกันการโจมตีในลักษณะดังกล่าวที่แข็งแกร่ง เมื่อพิจารณาถึงธรรมชาติของระบบที่มีการกระจายตัวสูงแล้ว การโจมตีในลักษณะดังกล่าวอาจมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญในระดับบุคคล หรือแม้แต่ในระดับโครงข่าย แต่มันก็ยากที่จะทำให้ระบบต้องหยุดชะงักลงหรือทำให้ความต้องการบิตคอยน์หายไปหมดสิ้น ในความเป็นจริงแล้ว แรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ของบิตคอยน์คือสิ่งที่ทำให้มันมีมูลค่า ไม่ใช่เพราะอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใดๆ อุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งไม่ได้มีความสำคัญเป็นพิเศษใดๆต่อการทำงานของบิตคอยน์และมันสามารถถูกทดแทนได้ด้วยอุปกรณ์ชิ้นอื่นเสมอ อย่างไรก็ตาม ความอยู่รอดของบิตคอยน์และความแข็งแกร่งของมันจะยังสามารถพัฒนาขึ้นได้อีกหากมันสามารถที่จะมีผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ที่หลากหลายที่จะทำให้ไม่มีผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งมีความสำคัญในเชิงระบบเป็นพิเศษ

การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและอินเตอร์เน็ต

 

หนึ่งในประเด็นที่เข้าใจผิดกันมากที่สุดเกี่ยวกับบิตคอยน์คือความคิดที่ว่ามันสามารถที่ถูกยับยั้งได้หากระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการสื่อสารของมันถูกปิดตัวลง หรือหากสามารถปิดอินเตอร์เน็ตได้ ปัญหาของกรณีเหล่านี้คือการที่พวกเขาเข้าใจผิดว่าบิตคอยน์เป็นระบบโครงข่ายในความหมายทั่วๆไปที่ตั้งอยู่บนฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานจำเพาะที่มีจุดที่สามารถโจมตีและแทรกแซงได้ แต่ทว่าบิตคอยน์นั้นเป็นมาตรฐานซอฟต์แวร์ กล่าวคือ มันเป็นโครงสร้างการทำงานภายในที่สามารถกระทำได้บนคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้จากคอมพิวเตอร์หลายพันล้านเครื่องทั่วโลก บิตคอยน์ไม่มีจุดอ่อนแห่งความล้มเหลวจุดเดียว ไม่มีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใดในโลกที่มันขาดไม่ได้ คอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ตามที่รันซอฟต์แวร์บิตคอยน์สามารถที่จะเชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่ายและทำกิจกรรมต่างๆได้ทั้งหมด ในมุมมองนี้ บิตคอยน์จึงมีลักษณะคล้ายกับอินเตอร์เน็ต เนื่องจากมันเป็นเพียงมาตรฐานที่ทำให้คอมพิวเตอร์ต่างๆสามารถเชื่อมต่อกันได้ ไม่ใช่ระบบที่ทำการเชื่อมต่อพวกมัน ปริมาณของข้อมูลที่จำเป็นต่อการส่งข้อมูลเกี่ยวกับบิตคอยน์นั้นมีขนาดไม่ใหญ่นัก และมันมีปริมาณไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของปริมาณข้อมูลที่วิ่งอยู่บนอินเตอร์เน็ตเสียด้วยซ้ำ บิตคอยน์ไม่จำเป็นต้องมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ยิ่งใหญ่เท่าระบบอินเตอร์เน็ต เพราะบล็อกเชนของมันทำการส่งรับส่งข้อมูลประมาณ 1 เมกะไบต์ทุกๆสิบนาทีเพียงเท่านั้น

 

ในโลกนี้มีเทคโนโลยีสำหรับการรับส่งข้อมูลทั้งแบบผ่านสายสัญญาณและแบบไร้สายอยู่นับไม่ถ้วน และขอแค่เพียงมีหนึ่งในเทคโนโลยีเหล่านี้ที่สามารถทำงานได้ผู้ใช้งานก็จะสามารถเข้าถึงระบบโครงข่ายได้ การที่จะสร้างสภาวะของโลกที่ทำไห้ไม่มีผู้ใช้งานบิตคอยน์คนใดสามารถติดต่อกับผู้ใช้งานคนอื่นๆได้เลยนั้น ความรุนแรงของความเสียหายที่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นกับระบบโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อ ข้อมูล ข่าวสารของโลกนั้นจะต้องยิ่งใหญ่มหาศาลเป็นอย่างยิ่ง ชิวิตของผู้คนในสังคมสมัยใหม่นั้นพึ่งพาความสามารถในการสื่อสารอยู่อย่างมาก และบริการที่สำคัญและประเด็นคอขาดบาดตายหลายต่างๆจำเป็นต้องอาศัยระบบโครงสร้างพื้นฐานการติดต่อสื่อสารที่สามารถใช้งานได้ การพยายามที่จะปิดระบบโครงสร้างพื้นฐานของอินเตอร์เน็ตทั้งหมดพร้อมๆกันน่าที่จะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับสังคมที่พยายามจะทำเช่นนั้นโดยที่ไม่สามารถที่จะยับยั้งบิตคอยน์ได้แต่อย่างใด เนื่องจากอุปกรณ์ที่กระจายตัวกันอยู่นั้นสามารถที่จะกลับมาหาทางเชื่อมต่อกันใหม่ภายใต้มาตรฐานการสื่อสารผ่านช่องทางที่เข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยใด้ไม่ยาก มันมีคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่อที่กระจายอยู่ทั่วโลกอยู่มากเกินไป ที่ถูกใช้งานโดยผู้คนที่มากเกินกว่าที่กองกำลังใดๆจะสามารถทำให้พวกมันหยุดทำงานลงอย่างพร้อมเพรียงกันได้ กรณีเดียวที่เหตุการณ์เช่นนี้จะสามารถเป็นจริงได้จะต้องเป็นเหตุวิปโยคครั้งใหญ่หลวงที่รุนแรงจนไม่เหลือใครที่จะสนใจว่าบิตคอยน์ยังใช้งานได้อยู่หรือเปล่าหลังจากนั้น จากความเสี่ยงทั้งหลายที่ผู้คนพูดถึงเกี่ยวกับบิตคอยน์ ผมคิดว่าความเสี่ยงนี้มีความหมาย และ ความเป็นไปได้น้อยที่สุด

ต้นทุนการเปิด node ที่สูงขึ้นทำให้จำนวน node ลดลง

 

แทนที่จะจินตนาการถึงฉากภาพยนตร์ไซไฟล้ำยุคที่มีการทำลายล้างระบบโครงสร้างพื้นฐานการติดต่อสื่อสารทางไกลของมนุษยชาติในความพยายามที่จะยับยั้งซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งอย่างเปล่าประโยชน์ ยังมีความเสี่ยงที่น่ากังวลมากกว่าอันเกิดมาจากพื้นฐานโครงสร้างการออกแบบของบิตคอยน์เอง คุณสมบัติในการเป็นเงินแข็งแกร่งที่มีปริมาณอุปทานซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ได้ของบิตคอยน์ และในฐานะของเงินสดดิจิทัลที่ไม่สามารถยับยั้งหรือแทรกแซงโดยบุคคลที่สามได้นั้น ต่างตั้งอยู่บนความยากในการเปลี่ยนฉันทามติของระบบ โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับอุปทานเงิน

 

ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้า สิ่งที่ทำให้บิตคอยน์สามารถรักษาสถานะอันคงที่นี้ไว้ได้อย่างมั่นคงคือการที่มันเป็นการกระทำที่มีความเสี่ยงสูงและมักจะส่งผลให้เกิดความเสียหายมากกว่าสำหรับสมาชิกคนใดที่เลือกที่จะออกจากกฎฉันทมติในปัจจุบันหากสมาชิกคนอื่นๆไม่ได้ย้ายตามไปยังกฎฉันทามติใหม่ด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้การตัดสินใจดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงและไม่น่าจะเกิดขึ้นได้นั้นก็มาจากปริมาณของโหนดที่มีจำนวนมากพอที่จะทำให้การพยายามประสานงานระหว่างพวกมันเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากต้นทุนในการรันโหนดของบิตคอยน์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมันก็จะทำให้การรันโหนดเป็นเรื่องยากขึ้นสำหรับผู้ใช้งาน  และส่งผลลัพท์คือการที่จำนวนโหนดในเครือข่ายจะลดน้อยลง ระบบเครือข่ายที่มีโหนดเพียงไม่กี่หยิบมือจะสูญเสียสถานะในการเป็นระบบโครงข่ายกระจายศูนย์ไปโดยปริยายเนื่องจากการที่โหนดเพียงไม่กี่โหนดนั้นจะสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของเครือข่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือแม้แต่เพื่อบ่อนทำลายระบบนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ไม่ยาก

การทำลายอัลกอริทึม SHA-256

อัลกอริทึ่มการแฮชข้อมูล SHA-256 เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการทำงานของบิตคอยน์ อธิบายโดยย่อการแฮชก็คือกระบวนการที่นำเอาชุดข้อมูลใดๆก็ได้มาใช้เป็นอินพุตและแปลงมันให้กลายเป็นข้อมูลที่มีขนาดจำกัด (ที่เรียกกันว่า แฮช) โดยใช้สมการทางคณิตศาสตร์ที่ไม่สามารถคำนวนย้อนหลังได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มันเป็นเรื่องง่ายดายที่จะการใช้ฟังก์ชั่นดังกล่าวนี้ในการสร้างแฮชให้กับข้อมูลใดๆ แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทราบได้ว่าข้อมูลต้นทางคืออะไรจากแฮชของมัน ด้วยพัฒนาการทางกำลังในการประมวลผลมันอาจเป็นไปได้ที่คอมพิวเตอร์จะสามารถคำนวนฟังก์ชั่นในการแฮชย้อนหลังได้ ซึ่งนั่นจะทำให้บิตคอยน์แอดเดรสทั้งหมดตกอยู่ในความเสี่ยงจากการจารกรรม

 

การคาดการณ์ว่าเมื่อใดเหตุการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่หากมันเกิดขึ้นมันก็จะกลายเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงต่อบิตคอยน์อย่างยิ่งในเชิงเทคนิค การแก้ปัญหาทางเทคนิคเพื่อรับมือเหตุการณ์ดังกล่าวคือการเปลี่ยนไปใช้การเข้ารหัสที่แข็งแกร่งขึ้น แต่สิ่งที่ยากคือการพยายามประสานงานให้โหนดส่วนใหญ่ของระบบทำการทิ้งกฏฉันทามติเดิมและย้ายมายังฮาร์ดฟอร์คที่เกิดขึ้นใหม่ที่มีฟังก์ชั่นในการแฮชตัวใหม่พร้อมๆกัน ปัญหาเกี่ยวกับความยากลำบากในการทำการฟอร์คที่กล่าวมาทั้งหมดจะยังคงอยู่ แต่ในกรณีนี้เนื่องจากว่าความเสี่ยงนั้นเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง และผู้ถือบิตคอยน์คนใดก็ตามที่เลือกที่จะอยู่บนระบบโครงข่ายเดิมต่อไปก็จะตกเป็นเหยื่อของการแฮค มันจึงมีความเป็นไปได้สูงที่เสียงส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดจะพร้อมใจกันเข้าร่วมกับการฮาร์ดฟอร์คในครั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจข้อเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ก็คือการฟอร์คครั้งนี้จะเป็นระเบียบเรียบร้อยและเราจะได้เห็นผู้ใช้งานทั้งหมดย้ายมาอยู่บนเชนใหม่ได้ หรือมันจะนำมาสู่การแยกเชนออกเป็นหลายๆเชนที่ใช้วิธีในการเข้ารหัสที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าแม้ SHA-256 อาจถูกทำลายได้ แต่แรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ก็น่าจะผลักดันใก้ผู้ใช้งานย้ายไปสู่อัลกอริทึ่มที่แข็งแกร่งขึ้นและทำการย้ายไปยังอัลกอริทึ่มใหม่นี้เพียงอัลกอริทึ่มเดียวอย่างพร้อมเพรียง

5 2 votes
Article Rating
Article bitcoin-standard แปล
Writer
การสมัครรับข้อมูล
แจ้งเตือนสำหรับ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Maybe You Like

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x