fbpx

Security Token อนาคตของตลาดสินทรัพย์ไร้พรหมแดนที่ยังมาไม่ถึง

ด้วย Security Token หุ้นหรือที่ดินกลายเป็นหลักทรัพย์ที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเข้าถึงอย่างไรพรหมแดนโลกเราจะเกิดอะไรขึ้น แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เรื่องที่จะมาถึงรวดเร็วนัก

Security Token อนาคตของตลาดสินทรัพย์ไร้พรหมแดนที่ยังมาไม่ถึง

0
16 Jan 2020

  ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมาการระดมทุนแบบ ICO นั้นได้พลิกโฉมวงการระดมทุนไปและทำให้ทั่วโลกได้รู้จักกับวิธีการระดมทุนผ่านโทเคนดิจิทัลที่ไม่จำเป็นต้องผ่านตลาดหลักทรัพย์หรือทำ IPO แถมยังเป็นการระดมทุนที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วย Cryptocurrency ที่ไร้พรหมแดนและนั้นทำให้การระดมทุนของโลกไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ICO ส่วนใหญ่นั้นสร้างเหรียญออกมาเป็น Utlity Token เนื่องจากต้องการเหลีกเลี่ยงกฎหมายหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตามทั่วโลกก้ได้มีกระแสที่ชื่อว่า Security Toekn ที่เป็นแนวคิดในการนำหลักทรัพย์มาทำเป็น Token

 

ICO กับฟองสบู่ Utility Token 

ในปี 2017 – 2018 ที่ผ่านมาแม้แนวคิด ICO จะเฟื่องฟูแค่ไหนก็ตามแต่มันก็ไม่สามารถหลีกหนีชะตาเดียวกันที่เจอในฟองสบู่ดอทคอมได้ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการระดมทุนในโปรเจคต์ต่างๆที่ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ การที่เจ้าของโปรเจคต์ไม่สามารถส่งมอบผลงานได้ รวมไปถึงยอดเงินระดมทุนที่ดูจะสูงไป

สาเหตุสำคัญคือสิ่งที่นักลงทุน ICO ได้นั้นคือเหรียญ Utility Token ที่ไม่มามารถใช้งานได้จนกว่าผลิตภัณฑ์จะเสร็จสิ้น ตัวอล่างเช่นเราลงทุนใน ICO ที่สร้างร้านกาแฟและได้คูปองกาแฟมาที่จะนำมาซื้อกาแฟได้ในวันที่ร้านเปิด แต่ในทางกลับกันถ้าร้านยังไม่เปิดก็เท่ากับว่ามันจะยังไม่สามารถแลกกาแฟได้ 

Useless Ethereum Token หนึ่งใน ICO ที่สร้างขึ้นมาประชดความเฟื่องฟููของ ICO ในขณะนั้น

มูลค่าของเหรียญ ICO เหล่านี้ส่วนใหญ่จึงเกิดจากความเชื่อที่นักลงทุนคิดว่าจะมีคนต้องการใช้งานผลิตภัณฑ์นั้นมากหรือมีคนอยากซื้อกาแฟมากนั้นเอง แต่มันก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่หากผู้ระดมทุนไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนได้ ก็มีความเสี่ยงอย่างใหญ่หลวง เพราะด้วยสภาพของเหรียญ ICO ที่สามารถสร้างสภาพคล่องได้ง่ายกว่าด้วยการลิสเหรียญลง Exchange กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้โปรเจคต์สูญเสียชื่อเสียงได้ง่ายๆ

 

หากนักลงทุนจำนวนหนึ่งสูญเสียความเชื่อในโปรเจคต์นั้นพวกเขาก็สามารถเทขายได้ทันที และอายุของโปรเจคต์เหล่านี้ส่วนใหย๋จะมีอายุไม่เกิน 2-3 ปี ซึ่งสำหรับคนที่อยู่ในแวดวง StartUp จะรู้ว่าเวลาแค่นี้นั้นไม่ใช่เวลาที่สามารถสร้างโปรดัคต์ที่สามารถใช้งานได้ออกมา ในโลก StartUp เจ้าของโปรเจคต์เพียงแค่ต้องตั้งใจทำผลิตภัณฑ์และรักษาความเชื่อมั่นกับนักลงทุนไม่กี่คน แต่ในโลก ICO เจ้าของโปรเจคต์ต้องรู้จักสร้างการตลาดให้แก่คนหมูมาก ซึ่งดูเหมือนสุดท้ายส่วนใหญ่จะทำล้มเหลว และนั้นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ICO ในปัจจุบัน

 

ICO ยังคงไปต่อ

ถึงแม้ ICO จะมีภาวะที่ซบเซาและอาจเรียกได้ว่าเกิดภาวะฟองสบู่ขนาดย่อมๆ แต่อย่างไรก็ตามเรียกได้ว่ารูปแบบการระดมทุนนี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไปไม่ต่างกับ Kickstarter ด้วยรูปแบบและประสิทธิภาพขงมันทำให้เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามันเป็นการระดมทุนก้าวล้ำไปกว่ารูปแบบในปัจจุบัน

 

Security Token เหรียญที่มีมูลค่าพื้นฐาน

แล้วแนวคิดของ Security Token ก็ได้เริ่มพูดถึงในวงกว้างขึ้นโดยทีในเมื่อ Utility Token นั้นเป็นเหรียญที่จะไม่มีมูลค่าอะไรในวันที่โปรดัคต์ยังไม่เสร็จสิ้่น แล้วถ้าเรานำหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าพื้นฐานอยู่แล้วเช่น หุ้น ที่ดิน ตราสาร และหลักทรัพย์อื่นๆมาทำเป็น Token และทำให้มันมีคุณสมบัติเหมือนกับ Cryptocurrency และเหรียญนี้ยังสามารถมีการปันผลให้แก่นักลงทุนเหมือนหลักทรัพย์อีกด้วย การเข้ามาของ Security Token โลกของสินทรัพย์และการเงินน่าจะเปลี่ยนไปมากกว่าที่คิดไว้ 

ในปัจจุบันตลาดสินทรัพย์เหล่านี้นั้นมีข้อจำกัดมากมายไม่ว่าจะการถูกจำกัดและการเข้าถึง ลองยกตัวอย่างว่าหากเราต้องการซื้อหุ้นซัก 1 ตัวที่อเมริกา กระบวนการที่เราจะเปิดพอร์ทหุ้นที่อเมริกาได้กลับไม่ใช่เรื่องง่ายดายที่จะใช้เวลาแค่วันสองวันเท่านั้น 

อีกตัวอย่างหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดคือการทำให้ที่ดินหรืออสังหากลายเป็น Token เพราะด้วยขั้นตอนในปัจจุบันแม้ตลาอดนี้จะใหญ่แค่ไหนแต่ก็ขาดสภาพคล่องถ้าเทียบกับหุ้น การทำเป็น Token จะไม่ได้ทำให้เพียงที่ดินหรืออสังหานั้นมีสภาพคล่องเท่านั้นแต่ยังสามารถแบ่งแยกอสังหาหรือที่ดินออกมาเป็นหน่วยย่อยและขายให้แก่นักลงทุน เช่น ผมอาจจะลงทุนในคอนโดหรือที่ดินหนึ่งด้วยขนาด 1/10 ของอสังหาอย่รางคอนโดหรือที่ดินนั้นๆได้

ตัวอย่างเช่นถ้าผมจะเปิดร้านกาแฟขึ้นมาร้านหนึ่งหากผมได้ระดมทุนร้านกาแฟแบบ ICO สิ่งที่ผมจะขายเป็น Token นั้นคือคูปองที่สามารถนำมาซื้อกาแฟได้ในภายภาคหน้า

แต่หากระดมทุนด้วย Security Token สิ่งที่ผมจะขายคือหุ้นหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของกรรมสิทธิ์ร้านกาแฟของผมและนั้นทำให้คนที่ถือเหรียญสามารถกำหนดนโยบายของร้านกาแฟได้อีกด้วย

หากหลักทรัพย์กลายเป็น Token นั้นเท่ากับว่ามันจะปลดล็อคคุณสมบัติหลายอย่างไม่ว่าจะ ความง่ายในการลงทุนหลักทรัพย์ การออกแบบหลักทรัพย์ให้มีการปันผลที่ซับซ้อนขึ้นเพราะโทเคนนั้นสามารถนำมาเขียนคำสั่งและโปรแกรมได้ การโอนถ่ายหลักทรัพย์จะทำได้อย่างรวดเร็ว เช่นถ้าเราลองคิดว่าหุ้นหรือที่ดินกลายเป็น Security Token เราจะได้เห็นตลาดหุ้นและตลาดที่ดินเสรีในระดับโลกที่ใครๆก็สามารถเข้าถึงได้ และมันจะเพิ่มสภาพคล่องให้กับโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ในปัจจุบันนั้นโครงการที่จะทำให้อสังหาริมทรัพย์ให้กลายเป็น Token และทำการระดมทุนนั้นก็มีมากขึ้นในหลายประเทศ

  • BlockEstate
  • SwissRealCoin
  • Slice RE
  • Treehouse
  • RealtyReturns
  • NYCREC
  • Resolute.Fund

(ไว้มีโอกาสจะมาเจาะเรื่องพวกนี้นะครับ)

 

The Dao จุดเริ่มต้นของ Security Token กับการเพ่งเล็งของ SEC

เดิมทีแล้วนิยามของคำว่า Security Token เกิดจากปัญหาด้านกฎหมายหลักทรัพย์หลักทรัพย์ทางการเงินในปัจจุบัน เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ที่ดิน ทอง กองทุน ทำให้การสร้าง Token ที่มีษณะคล้ายหลักทรัพย์นั้นผิดกฎหมายหลักทรัพย์ (ทำให้ในปี 2017 ผู้คนถึงเลือกจะระดมทุนด้วย Utility Token)

Security Token ในยุคแรกคือๆ The DAO ซึ่งย่อมาจาก Decentralized Autonomous Organization โดย The DAO เป็นโครงการที่จะสร้างระบบกองทุนที่ไม่ต้องมีผู้บริหารกองทุนโดยให้ผู้ที่ถือโทเคนนั้นบริหารกันเองผ่านระบบ Smart Contract และระบบ Blockchain ที่ทำให้ทุกคนสามารถตรวจสอบทางบัญชีได้ รวมถึงมีระบบปันผลกำไรเหมือนกองทุนจริงๆ

และนั้นเป็นจุดที่ทำให้ผู้บังคับใช้กฎหมายต่างๆเริ่มสนใจในการจัดประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัลเพราะ The DAO นั้นมีลักษณะคล้ายหลักทรัพย์ซึ่งอาจจะเข้าสู่เกณฑ์ของกฎหมายหลักทรัพย์ ทำให้การซื้อขายและระดมทุน The DAO อาจเป็นการซื้อขายหลักทรัพย์นอกฎหมาย ซึ่งภายหลัง กลต. ก็ตัดสินใจไม่เอาผิด และประกาศให้การซื้อขาย The DAO อยู่ใต้กฎหมายหลักทรัพย์ และนั้นเป็นจุดที่ทำให้ผู้บังคับกฎหมายเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้งการระดมทุน ICO ในปี 2017 เกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยทำให้ในทางกฎหมายเริ่มเกิดการแบ่งแยกประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลออกเป็น Utility Token และ Security Token 

Security Token โอกาสที่ยิ่งใหญ่ของ Cryptocurrency

หนึ่งในสิ่งที่หลายๆคนได้ทำนายไว้คือ Security Token นั้นเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับตลาด Cryptocurrency เพราะแม้ปัจจุบันตลาด Cryptocurrency หรือแม้แต่ราคาของ Bitcoin นั้นจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ แต่ถ้าเรามองดูมูลค่าตลาดรวมของตลาด Cryptocurrency เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆเช่น ทองคำ หุ้น พันธบัตร หนี้ เราจะเห็นว่าตลาด Cryptocurency นั้นเป็นเพียงจุดเล็กๆของตลาดเหล่านี้หรือคือมันมีมูลค่าน้อยกว่าที่ใครหลายคนคิดไว้ 

เพราะฉะนั้นโอกาสทีสินทรัพย์ทั้งหลายนั้นจะอยู่ในรูปแบบ Token อนาคตนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเพราะมันจะทำให้หลักทรัพย์เหล่านั้นมีประสิทธิภาพและหากส่วนแบ่งของตลาดเหล่านี้นั้นถูกโยกย้ายมากที่ตลาด Cryptocurrency เพียงแค่ 1% มันก็มากพอแล้วที่จะทำให้ตลาด Cryptocurrency เติบโตขึ้นหลายเท่า

Note: หากเราเทียบมูลค่า Bitcoin ทั้งตลาดเราจะเห็นว่ามันมีมูลค่าน้อยกว่าหุ้น Apple และมีมูลค่าใกล้เคียงกับสินทรัพย์ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon

 

Dx.exchange โครงการนำร่องตลาดหุ้นดิจิทัล

ด้วยเหตุผลด้านการกำกับและดูแล Security Token นั้นยังไม่ใช่อะไรที่จะเกิดขึ้นภายในเวลาอันใกล้นี้ แต่อย่างไรก็ตามก็ได้มีโครงการนำร่องออกมาบ้างซึ่งก็ได้มีในช่วงต้นปี 2019 ได้มีกระดานเทรดหุ้นดิจิทัลเกิดขึ้นที่ชื่อว่า Dx.Exchange 

โดย Dx.Exchange นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับกระดานเทรดเงินดิจิทัลที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วโลก แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือมันสามารถเทรดหุ้นได้เรียบร้อยแล้ว โดยปัจจุบันหุ้นที่มีรองรับการเทรดอยู่ ได้แก่ Facebook Amazon Intel Baidu Apple Nvidia Netflix Microsoft Tesla และ Google ซึ่งจับคู่ Pair กับเหรียญ USDT และในส่วนด้านของกระดานเทรด Cryptocurrency นั้นก็ได้แก่ BTC ETH XRP BCH LTC DASH ENG OMG นั้นหมายความว่าใครๆก็สามารถเป็นเจ้าของหุ้นในรูปแบบดิจิทัลได้โดยแค่คุณมี Cryptocurrency และผู้ที่ถือเองก็มีสิทธ์ที่จะได้รับปรผลอีกด้วย

ตัวหุ้นดิจิทัลนั้นได้ถูกดำเนินการโดย Market Place Securities MPS Ltd, และได้รับการรองรับโดย CySEC ผ่าน license หมายเลข FVR000051 และ FRK000039 ของประเทศเอสโตเนียเพื่อให้กระดานเทรดแห่งนี้สามารถเทรดหุ้นดิจิทัลได้ โดยตัว Token นั้นจะเป็น ERC-20 ที่ถูกรองรับแบบ 1-1 กับหุ้นที่มีอยู่จริงๆ โดยตัว Dx.exchange นี้เกิดจากการรวมตัวของตลาดหุ้นชั้นนำอย่าง NASDAQ, NYSE, Hong Kong Exchange,Tokyo Stock Exchange อย่างไรก็ตามปริมาณการซื้อขายใน Exchange นี้ก็ไม่ได้มากอะไรนัก แต่ก็เป็นสัญญาณที่น่าสนใจของการปรับตัวของตลาดหุ้น

 

Security Token และ STO อนาคตอันสดใสที่ยังดูห่างไกล

ปัญหาของความล้มเหลวของ ICO หลักๆก็ไม่ใช่อะไรนอกจากการเลือกระดมทุนด้วย Digital Asset ที่ผิดประเภท โดยเฉพาะในเคสที่การสร้าง Utility Token เพื่อมาระดมทุนนั้นไม่เหมาะสม เพราะว่าน้อยนักที่เราจะมีระบบหรือแพลตฟอร์มที่จำเป็นต้องใช้เหรียญแนว Utility Token จริงๆ

ส่วนมากนั้นคนที่ต้องการระดมทุน มักจะเป็นธุรกิจทั่วไปมากกว่า ดังนั้นรูปแบบการระดมทุนโดยขาย Security Token หรือที่เรียกกันว่า Security Token Offering (STO) ที่ให้สิทธิในการรับส่วนแบ่งรายได้จะชัดเจนและเหมาะสมกับธุรกิจมากกว่า 

แม้แนวคิดของ STO นั้นจะดูน่าสนใจ เนื่องจากมันทำให้ผู้ประกอบการสามารถระดมทุนขายหลักทรัพย์ทั้งที่มีอยู่แล้วบนโลก หรือหลักทรัพย์ที่สร้างขึ้นมาใหม่จากการให้สิทธิในรายได้ของธุรกิจตนเอง กับนักลงทุนทั่วโลกได้อย่างไร้พรหมแดนได้เราลองคิดดูว่าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร

แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลและการตรวจสอบจากภาครัฐได้ ทำให้แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ผู้กำกับทั่วโลกนั้นต้องปรับตัวขนานใหญ่ และยังไม่รวมถึงเรื่องตัวกลางอื่นๆอย่าง ผู้ออกกฎหมายหรือผู้รับฝากหลักทรัพย์ 

ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ STO นั้นต่างจาก ICO ที่ขาย Utility Token เนื่องจาก STO จำเป็นต้องพึ่งตัวกลางจำนวนมาก เมื่อมีตัวกลางเข้ามาเกี่ยวข้องแนวคิดนี้ก็จะต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะมีกฎเกณที่พร้อมจะรองรับและกว่าจะเริ่มมีการผลักดันสู่ตลาดหลักมันอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าที่คิดและมันทำให้เกิดแนวคิดของสิ่งที่เรียกว่า “สินทรัพย์ดิจิทัลอีกด้วย”

 

Article
Writer
  การสมัครรับข้อมูล  
แจ้งเตือนสำหรับ

Maybe You Like