fbpx

Blockchain the Disruption Technology ตอนที่ 3 การใช้ Blockchain ในการต่อต้านคอรัปชั่น

คำตอบของการแก้ปัญหาคอรัปชั่นคือ “กระจายข้อมูลให้หน่วยงานต่างๆรู้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” เมื่อมีการโกงต้องมีคนได้รับผมประโยชน์เเละเมื่อคนเยอะขึ้นส่วนแบ่งที่ต้องใช้ปิดปากก็จะน้อยลง เมื่อผลประโยชน์ไม่ลงตัวก็จะมีโอกาสที่เรื่องจะแดงนั้นเอง

Blockchain the Disruption Technology ตอนที่ 3 การใช้ Blockchain ในการต่อต้านคอรัปชั่น

28 Feb 2019

สวัสดีครับทุกคนหลังจากตอนที่แล้วผมนำเสนอประโยชน์ของเทคโนโลยี Blockchain ในแง่ของระบบบัญชีไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ผมหวังว่าท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจคร่าวๆว่า Blockchain นั้นสามารถเอามาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างในโลกความเป็นจริง โดยในวันนี้เราจะมาลองดูความเป็นไปได้ของการที่นำ Blockchain มาใช้ต่อต้านการคอรัปชั่นกันดีกว่า ซึ่งอาจจะไม่มีคนสนใจประเด็นนี้เท่าไหร่เพราะประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่อัตราคอรัปชั่นต่ำมาก การโกงกินเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติกับประเทศเรา 5 ปีมานี้บ้านเมืองสงบสุขไร้ซึ่งการคอรัปชั่น (น่าๆคนเราต้องอยู่ให้เป็น)

โดยในวันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่า Blockchain นั้นสามารถต่อต้านการ Coruption ได้อย่างไรผ่านหนึ่งกรณีที่เคยเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างการโกงกองทุนเสมาเมื่อต้นปี 2561 ซึ่งเป็นการคอรัปชั่นงบกระทรวงศึกษาธิการที่ครั้งใหญ่ของประเทศ

 

กองทุนเสมาคืออะไร

ก่อนอื่นเราต้องขอเล่าคร่าวๆว่ากองทุนเสมาเป็นกองทุนเพื่อการศึกษาโดยมีงบประมาณตั้งต้นในปี 2542 มูลค่า 600 ล้านบาท โดยกองทุนนี้จะนำเงินไปฝากประจำในธนาคารและลงทุนอื่นๆและเอาดอกเบี้ยที่ได้มาเป็นงบประมาณการศึกษาให้แก่ผู้ยากไร้ แต่ว่ามีการฉ้อโกงมูลค่าประมาณ 96 ล้านบาทซึ่งเงินจำนวนนี้แทนที่จะถูกโอนให้แก่ผู้ยากไร้กลับถูกโอนให้กับญาติพี่น้องของราชการจำนวนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนพอเกิดเรื่องขึ้นก็จะมีคนออกมาพูดว่าเป็นเพราะจริยธรรมของตัวยุคคล บุคคลที่ทำไม่มีความสำนึก ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ จริงๆแล้วความโลภและการโกงกินนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้วหากเรามองจากประวัติศาสตร์ แต่ทีนี้เรามาดูดีกว่าว่าระบบนั้นมีข้อบกพร่องอะไรและ Blockchain จะแก้ปัญหานี้อย่างไร

 

ก่อนอื่นเรามาลองวิเคราะห์ดูระบบการจัดการเงินและร้องขอเงินของกองทุนเสมาดีกว่าว่ามันมีกระบวนการอย่างไรบ้าง

 

ขั้นตอนที่ 1 สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา ประสานไปยังโรงเรียนว่ามีเด็กเข้าเกณฑ์จะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่

ขั้นตอนที่ 2 โรงเรียนสำรวจนักเรียนของตัวเอง มีใครเข้าเกณฑ์บ้าง

ขั้นตอนที่ 3 ครอบครัวของเด็กๆ รวบรวมเอกสารการขอทุนกลับมาให้โรงเรียน

ขั้นตอนที่ 4 โรงเรียนส่งเอกสารขอเบิกเงินขึ้นไปที่สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา

ขั้นตอนที่ 5 สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกองทุน คณะกรรมการพิจารณาตามเอกสารที่เด็กๆ ส่งมา

ขั้นตอนที่ 6 ส่งเรื่องให้กองคลัง ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือไปยังเด็กที่เสนอขอรับทุน

ขั้นตอนที่ 7 กองคลังทำตามเอกสารโอนเงินออกไป แต่ไม่รู้ว่าปลายทางของบัญชีนั้น คือบัญชีที่ข้าราชการจากสำนักส่งเสริมกิจการการศึกษาเปิดไว้โดยใช้ชื่อญาติ แต่ข้าราชการในสำนักอาจจะไปแจ้งโรงเรียนว่า ไม่ได้รับทุน

 

ความเป็นไปได้ในการยักยอกเงิน

เรามาดูดีกว่าว่าหากมีการที่จะคอรัปชั่นนั้นจะมีจุดไหนบ้างที่สามารถเป็นไปได้ (เน้นย้ำนะครับว่าเอาแค่ว่าเป็นไปได้ไม่ได้แปลว่าจะมีกรณีเกิดขึ้นเสมอไป)

  1. ครอบครัวของนักเรียนสามารถปลอมแปลงเรื่องรายได้ของเขาเพื่อขออนุมัติงบ
  2. โรงเรียน สามารถปลอมเอกสารของนักเรียนที่ตัวเองมีและส่งไปจำนวนมากกว่าปกติได้เพื่อรับเงินที่มากกว่าปกติ
  3. สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา  สามารถปลอมเอกสารของสถานศึกษาได้เช่นกันในกรณีนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีการยื่นของบในโรงเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในการขอ
  4. กองคลัง ของกระทรวงศึกษาธิการ ปลอมเอกสารยอดเงินที่สั่งจ่าย แล้วยักยอกเงินบางส่วน

 

จุดอ่อนของระบบกับการที่ข้อมูลรวมศูนย์และทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้

แน่นอนมาถึงจุดนี้ท่านผู้อ่านก็อาจจะมีคำถามและข้อสังสัยว่า “มันโกงกันง่ายขนาดนั้นเลยหรอ” “อ่าวแล้วไม่มีผู้ตรวจสอบเรื่องนี้หรอ” “ไม่มีวิธีป้องกันหรือไง” คำตอบจริงๆคือมันไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะเกิดเสมอไปเพียงแต่มันมีช่องโหว่อยู่แล้วเราจะมาวิเคราะห์กันดีกว่าว่าช่องโหว่นั้นมีอะไรได้บ้าง

  1. การใช้กระดาษและเอกสารในกระบวนการ ในปัจจุบันขั้นตอนในการเบิกจ่ายเงินทั้งหมดจะใช้เอกสารในการเบิกจ่ายและตามด้วยลายเซ็นต์ครับ ซึ่งในจุดนี้การใช้กระดาษที่มีลายเซ็นต์นั้นมีข้อดีตรงที่มีผู้คนเชื่อถือและมีผลทางกฎหมายทำให้สามารถได้รับความคุ้มครองได้ แต่ข้อเสียของเอกสารคือมันมีความล่าช้าในการตรวจสอบครับอย่างในกรณีกองทุนนี้กว่าจะเจอเรื่องก็ใช้เวลาถึง 20 ปีด้วยกันเลยทีเดียว
  2. ข้อมูลนั้นไม่ได้มีการเชื่อมโยงกันและการเข้าถึงก็จำกัด อันนี้เป็นปัญหามากครับเพราะตามปัญหาตั้งต้นที่ได้กล่าวไปไม่ว่าจะตัวนักเรียน โรงเรียน สำนักงาน สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา กองคลัง ของกระทรวงศึกษาธิการ นั้นมีฐานข้อมูลที่เป็นอิสระต่อกันในปัจจุบัน อย่างเช่นสมมติว่า สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา ได้รับงบจากกระทรวงการคลังมา 60 ล้านบาท ข้อมูลก็ถูกบันทึกที่กระทรวงการคลังว่ามีเงินจ่ายออกไป 60 ล้านบาท แต่สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษากลับบันทึกว่าได้ 50 ล้านโดยยักยอกเงิน 10 ล้านเข้ากระเป๋าตัวเอง โดยที่ฐานข้อมูลนั้นแยกกันกระทรวงการคลังก็จะไม่รู้ว่ามีการยักยอก ซึ่งการใช้ Blockchain จะช่วยแก้ตรงนี้ได้เพราะข้อมูลจะถูกกระจายไป
  3. ผู้ตรวจสอบมีจำนวนไม่มาโดยปกติในระบบแบบนี้ผู้ที่จะมาตรวจสอบก็ได้แก่ ผู้ตรววจการของกระทรวง ผู้ตรวจสอบบัญชีภายนอก กรมบัญชีกลาง ผู้ตรวจการแผ่นดิน แน่นอนว่าการตรวจสอบนั้นใช้เวลาและหากผู้ตรวจสอบนั้นรวมตัวกันโกงก็เป็นไปได้

 

การกระจายข้อมูลเพื่อป้องกันการคอรัปชั่น

แล้วเราควรจะทำอย่างไรที่จะป้องกันการโกงหละ คำตอบคือเราต้อง “กระจายข้อมูลให้หน่วยงานต่างๆรู้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” คุณลองนึกภาพตามผมนะสมมติคุณกำลังทำงานกลุ่มที่ได้รับงบจากครูมา 100 บาท ถ้าคุณซื้อของ 90 บาท แล้วคิดจะยักยอก 10 บาทจะเป็นยังไง คำตอบคือคุณก็ต้องจ่ายเงินปิดปากคนอื่นๆในกลุ่มคุณด้วยครับ ถ้ามี 2 คนก็คนละ 5 บาท ถ้ามี 5 คนก็คนละ 2 บาทถ้ามี 10 คนก็คนละ 1 บาท และถ้ามีคนจำนวนมากความเป็นไปได้ที่จะมีคนที่ไม่ชอบในการฉ้อโกงหรือแม้กระทั่งรู้สึกว่าเงินที่ได้รับนั้นไม่คุ้มค่ากับการที่จะสมรู้ร่วมคิดด้วย ตัดสินใจที่จะไม่ร่วมการโกงครั้งนี้

 

เมื่อมีการโกงต้องมีคนได้รับผมประโยชน์เเละเมื่อคนเยอะขึ้นส่วนแบ่งที่ต้องใช้ปิดปากก็จะน้อยลง เมื่อผลประโยชน์ไม่ลงตัวก็จะมีโอกาสที่เรื่องจะแดงนั้นเอง

คำถามคือแล้วเราจะเอา Blockchain มาช่วยเหลือตรงนี้ยังไง คำตอบคือด้วย Blockchain เราสามารถสร้างฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันในแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นเองหรือพูดง่ายๆสิ่งที่ Blockchain ทำคือการให้ทุกคนถือข้อมูลชุดเดียวกันซึ่งไม่มีใครสามารถแก้ข้อมูลที่ใส่ไปแล้วโดยหากมีใครซักคนแก้ข้อมูลโดยไม่แก้ตามก็จะมีข้อมูลที่ไม่ตรงกันทำให้หน่วยงานอื่นๆรู้ เรามาลองดูตัวอย่างกัน

Blockchain สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร

 

ก่อนอื่นเรามาดูระบบของกองทุนเสมาโดยเราจะมาลองดูว่ามันมีกี่หน่วยงานที่ควรจะเกี่ยวข้องบ้าง (เป็นการยกตัวอย่าง)

  1. โรงเรียน
  2. สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา
  3. กระทรวงศึกษาธิการ
  4. กรมบัญชีกลาง (ผู้ตรวจสอบ)

เรามามาดูขั้นตอนแต่ละขั้นตอนดีกว่า ว่าถ้าเป็น Blockchain จะสามารถแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

  • ขั้นตอนแรกคือการให้โรงเรียนเก็บข้อมูลนักเรียนที่เข้าข่ายทั้งหมดเก็บเป็นข้อมูลหลักจากนั้นในจังหวะที่ข้อมูลถูกบรรจุลง Blockchain สิ่งที่เกิดขึ้นคือด้วยระบบ Blockchain ข้อมูลจะถูกกระจายไปยังทุกหน่วยงานนั้นเอง แน่นอนอาจจะมีคนที่คำถามว่า อ่าวแล้วถ้าข้อมูลถูกส่งแบบผิดๆถ้ามีรายชื่อนักเรียนที่ไม่ควรได้รับเงินส่งไปด้วยตั้งแต่ต้นหละจะทำยังไง คำตอบคือใช่ครับ นี่เป็นช่องโหว่ของ Blockchain ที่ข้อมูลนั้นผิดตั้งแต่ต้นก็ทำอะไรไม่ได้ แต่!! อย่าลืมว่าตอนนี้ข้อมูลหมดเป็นดิจิทัลแล้วการตรวจสอบจะรวดเร็วขึ้นและการกระจายข้อมูลไปหลายที่แปลว่าคุณไม่สามารถทำลายหลักฐานทีหลังได้นั้นเองเว้นเสียแต่ว่าคุณจะไปไล่ล๊อบบี้ให้ทุกคนทำลายหลักฐานเหมือนกัน
  • ขั้นตอนต่อไปคือสำนักงานส่งเสริมกิจการศึกษาจะต้องอนุมัติงบให้แก่ โรงเรียนต่างๆ แน่นอนการที่กระทรวงศึกษาธิการจะอนุมัติงบให้โรงเรียนต่างเป็นไปได้ไหมที่จะโกงโดยการแก้เลข หรือแทรกโรงเรียนเพิ่มเติม คำตอยคือไม่ได้ครับเพราะว่าตัวเลขที่ขอมามันจะถูกบรรจุไปตั้งแต่ตอนต้นที่โรงเรียนส่งข้อมูลไปแล้ว การแทรกโรงเรียนเพิ่มเติมก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน ยกเว้นสองกรณีคือ โรงเรียนนั้นถูกใส่มาตั้งแต่แรกหรือข้อมูลผิดแต่แรก หรือทุกหน่วยงานยินยอมที่จะมีการยอมให้แทรกข้อมูลเพิ่มหรือแก้ไขเลข สิ่งที่สำนักงานสามารถทำได้คือเลือกอนุมัติโรงเรียนนั้นเองว่าโรงเรียนไหนได้ไม่ได้ และกรณีที่ทำได้อีกอย่างคือการตกลงกับโรงเรียนโดยตรงว่าถ้าอนุมัติจะขอให้มีการจ่ายส่วนต่าางใต้โต๊ะซึ่งวิธีนี้ก็ทำได้เช่นกัน แต่!! ก็มีวิธีป้องกันเช่นกันซึ่งเดียวเราจะเล่าให้ฟังอีกที
  • ต่อไปคือการที่กระทรวงศึกษาธิการจะจ่ายเงินตรงจุดนี้อย่าลืมว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่มีทางที่จะจ่ายเงินเพิ่มหรือน้อยลงจากที่อนุมัติไปได้เพราะเลขที่ขอมาทุกคนรู้ถ้าดึงงบออกจากบัญชีไม่ตรงกับยอดทุกคนก็จะรู้อย่างง่ายดาย แต่ตรงนี้ก็มีจุดอ่อนที่คนอาจจะถามว่าถ้าถ้าโรงเรียนจะจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ได้อนุมัติงบจะทำอย่างไรหละ คำตอบเพิ่มเติมคือเราสามารถตัดตัวกลางได้ครับ แทนที่จะให้กระทรวงศึกษาธิการโอนเงินให้โรงเรียน ก็ให้โอนตรงให้แก่เด็กนักเรียนเลย โดยถ้าตอนแรกนั้นโรงเรียนใส่ข้อมูลบัญชีของนักเรียนมาด้วยก็สามารถทำการโอนตรงให้นักเรียนได้เลย
  • ถ้าโรงเรียนใส่ข้อมูลผิดแต่ต้นเช่นถ้าแก้บัญชีของนักเรียนที่จะรับเงินหละทำอย่างไร โดยตรงนี้มีวิธีแก้อยู่ที่การเปิดให้นักเรียนนั้นสามารถเข้าไปดูฐานข้อมูลได้ครับว่าเลขบัญชีนั้นตรงกันที่ได้ใส่ไปในตอนแรกหรือไม่ ถ้าเลขไม่ตรงนักเรียนก็สามารถร้องเรียนได้ทันที
  • ผู้ที่มาตรวจสอบต่างๆนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีหรือกรมบัญชีนั้นจะเป็นผู้ตรวจสอบอิสระในระบบนี้ ในระบบเดิมการฉ้อโกงอาจะเกิดขึ้นได้ถ้าผู้ตรวจสอบมีส่วนรู้เห็น แต่สำหรับในระบบนี้สิ่งที่เราสามารถทำได้คือเพิ่มจำนวนผู้ตรวจสอบให้มากขึ้นนั้นเอง การกระจายข้อมูลในรูปแบบของ Blockchain นั้นจะทำให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมเป็นผู้ตรวจสอบโดยปริยาย อย่างเช่นจากในตัวอย่างนี้ก็จะมี โรงเรียน สำนักงานส่งเสริมกิจการการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และผู้ตรวจสอบบัญชี ทุกคนนั้นกลายเป็นผู้ตรวจสอบทั้งหมด ถ้าเรารู้สึกว่าคนเหล่านี้มีโอกาสที่จะร่วมมือกันฉ้อโกง เราก็สามารถเพิ่มผู้ตรวจสอบเข้าไปอีกได้เช่น นักเรียน ธนาคาร ผู้ตรวจสอบบัญชีอิสระอื่นๆ กระทรวงการคลัง หรืออื่นๆใดๆก็ตาม

Blockchain ไม่ใช่ระบบที่ไม่มีจุดอ่อนหากทุกคนรวมหัวกันตั้งใจแก้ข้อมูลสิ่งที่มันทำได้คือเพิ่มการรับรู้ข้อมูลให้ผู้คนมากที่สุดนั้นเองครับนี่เป็นแค่กรณีของ Blockchain หากเราสามารถเพิ่มเติมระบบ Smart contract ไปช่วยในการโอนเงินได้ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นตัวอย่างเช่น

จากข้อมูลตั้งต้นนั้นรัฐจะกันงบส่วนนึงที่ใช่ในการเบิกจ่ายซึ่งตรงนี้เงินจะถูกล๊อคไว้โดยตั้งเงื่อนไขว่าถ้ามีการอนุมัติเมื่อไหร่เงินจะถูกโอนไปที่ปลายทางทันทีหากไม่มีการอนุมัติในกี่วันเงินถึงจะสามารถถูกเรียกคืนได้ เป็นการเพิ่มขีดจำกัดของเทคโนโลยีเข้าไปอีกขั้น

และนี่เป็นตัวอย่างที่จะเกิดขึ้นได้นะครับจริงๆแล้วในระบบนั้นยังมีจุดเชื่อมโยงอีกมากมายที่สามารถทำได้ ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆนะ คุณคิดว่ามันเป็นไปได้ไหมถ้าผมเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ทำหน้าที่ประเมิณมูลค่าสินทรัพย์เพื่อทำการจัดเก็บภาษี แต่ตอนนี้ระบบจัดเก็บข้อมูลมีแต่หน่วยงานของผมเท่านั้น เมื่อผมประเมินสินทรัพย์ชิ้นหนึ่งเช่นว่ามันมีมูลค่า 30 ล้าน ที่เจ้าของต้องเสียภาษี 10% ผมก็เลยเดินไปคุยกับเจ้าของว่าเดียวผมประเมิณให้เหลือ 5 ล้านแล้วคุณโอนเงินส่วนต่างให้ผม ท่านผู้อ่านคิดว่ากรณีแบบนี้เป็นไปได้ไหม ถ้าการจัดเก็บข้อมูลอยู่ในที่ๆเดียว?

 

ก่อนจะจากลากันไป

ก่อนที่เราจะจบบทความนี้ผมอยากจะเล่าเกี่ยวกับจิตวิทยาแล้วก็แนวคิดเรื่อง Corutption แล้วก็ Blockchain ไว้นิดหน่อยนะครับ ตั้งแต่อดีตมาไม่ว่าจะแนวคิดเรื่องศาสนาหรือความเชื่อใดๆก็ตาม จะมีแนวคิดสนับสนุนให้ทุกคนเป็นคนดีและยกย่องจริยธรรมครับ ซึ่งผมไม่ได้จะกล่าวว่ามันไม่ถูกต้องนะครับ แต่ว่ามันมีข้อจำกัดอยู่ตรงที่มันใช้ได้กับสังคมที่ทุกคนเป็นคนดีเท่านั้น แต่ในความจริงคือโลกเรามนุษย์มีความแตกต่างไม่ได้เหมือนกันทุกคนมีคนเลวมีคนดี ตรงนี้เองกฎระเบียบข้อบังคับจึงเข้ามาเป็นบรรทัดฐานให้กันคนทุกคน

แต่เมื่อมีการละเมิดกฎหมายขึ้นมาผู้คนมักจะกล่าวอ้างว่า “ก็เพราะคนที่กระทำไม่มีจิตสำนึก ไม่ใช่คนดี” ซึ่งมันก็อาจจะถูกต้องนะครับ คนๆนั้นอาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่แนวคิดของ Blockchain ไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นระบบที่ยกย่องคนดีหรือทำให้ทุกคนเป็นคนดีครับ มันถูกสร้างมาจากพื้นฐานแนวคิดที่ว่า “มีโอกาสที่จะมีคนโกงอยู่เสมอแล้วจะทำอย่างไรให้คนๆนั้นไม่สามารถโกงได้” เห็นไหมครับมันมาจากแนวคิดที่ต่างกัน แนวคิดหนึ่งคือการพยายามทำให้ทุกคนเป็นคนดี เมื่อทุกคนเป็นคนดีก็จะไม่มีใครโกง แต่ Blockchain เกิดมาจากแนวคิดที่ว่ามันต้องมีคนที่คิดจะโกงอยู่เสมอและทำอย่างไรมันจะไม่เกิดขึ้น

สำหรับบทความนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้ผู้เขียนเพียงต้องการยกตัวอย่างให้ผู้อ่านเข้าใจว่าถ้ามันถูกนำมาใช้ต่อต้านคอรัปชั่นมันสามารถทำได้อย่างไรบ้างจริงๆแล้วมันมีรายละเอียดเชิงลึกอีกมาก

ปล. เหตุการณ์ทุกอย่างที่เอ่ยในบทความนี้เป็นเหตุการณ์สมมติถึงสิ่งที่เป็นไปได้หากจะมีการฉ้อโกงในระบบ ไม่ได้แปลว่าเป็นการกล่าวหาใครใดๆ

ปปล. ถ้าติดคุกโปรดช่วยโดนเนทค่าประกันตัว

 

 

0 0 vote
Article Rating
Article Blockchain the disruption technology
Writer
การสมัครรับข้อมูล
แจ้งเตือนสำหรับ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Maybe You Like

Recent Post

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x