fbpx

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 4 เงินตราของรัฐบาล part 1

ครั้งนึงแล้วรัฐบาลก็ใช้ทองคำในการสร้างเงินตรา แต่ระบบเงินตราที่ไม่อ้างอิงกับทองคำก็เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 100 ปีที่ผ่านมาพวกเขาทำได้อย่างไร
ปล.ถ้าสนใจอย่าลืมทำแบบสอบถามกันด้วยนะครับ

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 4 เงินตราของรัฐบาล part 1

10 Dec 2019

บทที่ 4

เงินตราของรัฐบาล

ยุคสมัยที่ตลาดเสรีเป็นผู้ตัดสินใจว่าสื่อกลางการแลกเปลี่ยนใดเหมาะที่จะทำหน้าที่เป็นเงินมากที่สุดจบลง และ ยุคสมัยของเงินตรารัฐบาลก็เริ่มต้นขึ้น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้ ทองคำ ยังคงเป็นทรัพย์สินที่หนุนหลังระบบการเงินของโลกมาจนถึงปัจจุบัณ แต่นโยบายทางการเงิน การตัดสินใจ และการควบคุมของรัฐบาลนั้น กลับส่งผลต่อการกำหนดความเป็นจริงทางการเงินมากยิ่งกว่าการตัดสินใจใดๆ ในระดับปัจเจกบุคคล

เงินตรารัฐบาลมีชื่อเรียกทั่วไปว่าเงินเฟียต (fiat) ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำละตินที่หมายความว่า บัญชา ประกาศิต คำสั่ง หรือ การอนุญาต โดยก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจถึงข้อเท็จจริงที่สำคัญสองข้อ เกี่ยวกับเงินรัฐบาล ข้อแรกคือ เงินรัฐบาลที่สามารถนำไปขึ้นเป็นทองคำได้ กับเงินรัฐบาลที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นทองคำได้นั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่าเงินทั้งสองประเภทจะถูกควบคุมโดยรัฐบาล แต่ภายใต้ระบบมาตรฐานทองคำนั้น เงิน คือ ทองคำ โดยรัฐบาลจะมีหน้าที่เพียงการผลิตหน่วยที่แทนค่าทองคำ หรือ พิมพ์เงินที่มีทองคำหนุนหลัง  รัฐบาลไม่มีอำนาจควบคุมอุปทานของทองคำในระบบเศรษฐกิจแต่อย่างใด โดยผู้คนสามารถนำเอาเงินกระดาษของตนไปแลกเปลี่ยนกลับคืนเป็นทองคำได้ทุกเมื่อ และผู้คนสามารถใช้ทองคำ ไม่ว่าในรูปแบบใดๆ เช่นทองคำแท่ง หรือแม้แต่เหรียญทองคำจากต่างชาติ ในการติดต่อค้าขายระหว่างกันและกันได้อย่างเสรี ในทางกลับกัน กรณีของเงินรัฐบาลที่ไม่สามารถแลกคืนเป็นทองคำได้ หนี้สินของรัฐ และ/หรือ เงินกระดาษ จะถูกใช้เป็นเงิน และรัฐบาลก็สามารถที่จะเพิ่มจำนวนของมันได้ตามต้องการ นอกจากนั้น ถ้าผู้ใดริอาจใช้เงินรูปแบบอื่นๆนอกเหนือจากที่รัฐฯกำหนดไว้ในการแลกเปลี่ยน หรือพยายามที่จะสร้างเงินของรัฐบาลขึ้นมาด้วยตนเอง คนเหล่านั้นก็จะเสี่ยงต่อการถูกลงโทษ 

ความจริงข้อที่สองที่มักถูกมองข้ามคือ ตรงกันข้ามกับชื่อของมัน ไม่เคยมีเงินเฟียตใดที่เกิดขึ้นจากคำประกาศิตของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว หากแต่เงินเฟียตทั้งหมดล้วนเคยเป็นเงินที่สามารถแลกคืนเป็นทองคำ หรือ โลหะเงินได้ทั้งสิ้น เงินรัฐบาลนั้นมีความสามารถทางการขายได้ ก็เพียงเพราะมันสามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินที่มีความสามารถทางการขายได้เท่านั้น แม้รัฐบาลอาจสามารถออกกฏหมายบังคับให้ประชาชนต้องใช้กระดาษของรัฐบาลเพื่อการชำระเงินเท่านั้น แต่รัฐบาลก็ไม่อาจสร้างความสามารถทางการขายให้แก่กระดาษเหล่านั้นได้ เว้นแต่กระดาษเหล่านั้นสามารถที่จะนำไปแลกคืนเป็นโลหะเงิน หรือ ทองคำได้ แม้กระทั่งปัจจุบัน ธนาคารกลางของทุกรัฐบาล ล้วนยังคงเก็บสำรองทองคำเพื่อเป็นหลักประกันมูลค่าของสกุลเงินประจำชาติของตนไว้ตลอดมา

ประเทศส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เก็บทองคำจำนวนหนึ่งเอาไว้เป็นเงินสำรอง และประเทศที่ไม่ได้เก็บสำรองทองคำ ก็มีการเก็บเงินสำรองเป็นเงินเฟียตของประเทศอื่่น ๆ ซึ่งเงินเฟียตเหล่านั้นก็มีทองคำหนุนหลังเอาไว้นั่นเอง ไม่มีเงินเฟียตใดที่สามารถหมุนเวียนอยู่ในระบบได้โดยไม่มีอะไรหนุนหลัง สิ่งนี้ขัดแย้งกับแนวความคิดหลักที่ผิดมหันต์ของทฤษดีเงินของรัฐ (state theory of money) เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้เป็นผู้กำหนดว่าทองคำคือเงิน หากแต่มีเพียงการถือครองทองคำเท่านั้นที่จะสามารถทำให้เงินของรัฐบาลถูกยอมรับเป็นเงินได้

ตัวอย่างของเงินเฟียตที่เก่าแก่ที่สุดที่มีการบันทึกไว้คือเงินเจี่ยวจือ (jiaozi) ซึ่งเป็นสกุลเงินกระดาษที่ออกโดยราชวงศ์ซ่งของจีนในช่วงศตวรรษที่สิบ โดยแรกเริ่มเดิมที เจียวจือเป็นเพียงใบเสร็จรับฝากทองคำหรือเงินเท่านั้น แต่หลังจากนั้น รัฐบาลก็ทำการควบคุมการออกใบเจี่ยวจือ, ระงับความสามารถในการนำมาแลกคืนเป็นทองคำหรือเงินของมัน, และทำการผลิตเจี่ยวจือขึ้นเพิ่มอีกเป็นจำนวนมากจนกระทั่งระบบล่มสลายลงไป นอกจากนี้ราชวงศ์หยวนก็มีการผลิตเงินเฟียตของตนเองที่เรียกว่า เจา (chao) ในปีค.ศ. 1260 โดยทำการผลิตออกมามากกว่ามูลค่าของโลหะมีค่าที่หนุนหลังมันอยู่ไปเป็นจำนวนมาก แล้วก็จบลงด้วยความหายนะตามที่คาดเดาได้ เมื่อมูลค่าของเงินพังทลายลง ผู้คนต่างตกอยู่ในสภาวะยากไร้ ชาวไร่ชาวนาจำนวนมากจำเป็นต้องขายลูกของพวกเขาไปเป็นทาสในเรือนเบี้ยเพื่อความอยู่รอด

เห็นได้ว่า เงินตรารัฐบาลนั้น มีความคล้ายคลึงกับ สินค้าต่างๆนอกเหนือจากทองคำ และ เงินโบราณที่เราได้กล่าวถึงในบทที่ 2 นั่นคือ มันมีความเสี่ยงต่อการที่อุปทานของมนสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับจำนวนที่มีอยู่ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียความสามารถในการขายอย่างรวดเร็ว, การทำลายอำนาจในการจับจ่าย, และทำผู้ที่ถือครองมันต้องตกยากลำบาก ซึ่่งต่างจากทองคำที่ปริมาณของอุปทานไม่อาจถูกผลิตเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วเนื่องมาจากคุณสมบัติทางเคมีของมัน ดังที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ การที่รัฐบาลกำหนดให้ประชาชนต้องใช้เงินของรัฐบาลเพื่อการจ่ายภาษี อาจสามารถยืดอายุเงินของรัฐบาลนั้นได้บ้าง แต่ทางเดียวที่รัฐบาลจะสามารถยับยั้งการเสื่อมมูลค่าอย่างรวดเร็วของเงินตรารัฐบาลเอาไว้ได้ มีเพียงการป้องกันไม่ให้ปริมาณอุปทานของมันขยายตัวอย่างรวดเร็วเท่านั้น ซึ่งเราสามารถพบได้ว่าสกุลเงินของประเทศใหญ่ๆ ที่ได้รับความยอมรับและมีการใช้งานอย่างแพร่หลายนั้น ล้วนแต่เป็นสกุลเงินที่มีอัตราการเจริญเติบโตของอุปทานที่ต่ำกว่าสกุลเงินของประเทศเล็กๆที่มีความสามารถทางการขายที่ต่ำกว่าในเชิงเปรียบเทียบ

ลัทธิชาตินิยมทางการเงินและจุดสิ้นสุดของโลกเสรี

เหล่าศัตรูของเงินที่มั่นคงทั้งหลายตามที่ Mises ได้กล่าวไว้ในข้อความอ้างอิงตอนท้ายของบทที่แล้ว ได้รับชัยชนะเหนือมาตรฐานทองคำในปีค.ศ. 1914 เมื่อสงครามเล็กๆในยุโรปตอนกลาง ขยายตัวใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นสงครามระดับโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แน่นอนว่า ตอนที่สงครามได้เริ่มต้นขึ้น ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะกินเวลายาวนาน และจะมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายมากมายอย่างที่เกิดขึ้น เห็นได้จากการที่แม้แต่หนังสือพิมพ์อังกฤษในขณะนั้นยังเรียกมันว่า สงครามวันหยุดธนาคารเดือนสิงหาคม โดยคิดว่าสงครามครั้งนี้เป็นเพียงการเดินทางพักผ่อนของทหารของพวกเขาเท่านั้น ในขณะนั้นผู้คนมีความรู้สึกว่ามันจะเป็นเพียงการปะทะกันขนาดเล็กเท่านั้น และยิ่งเพราะยุโรปอยู่ในสภาวะที่สงบสุขมานานหลายทศวรรษ ชาวยุโรปรุ่นใหม่จึงไม่อาจตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมาจากการเริ่มต้นก่อสงครามในเวลานั้น  กระทั่งปัจจุบันนักประวัติศาสตร์ยังคงหาเหตุผลทางกลยุทธ์หรือภูมิศาสตร์ทางการเมืองไม่ได้ว่าทำไมความขัดแย้งระหว่างจักรวรรดิออสโตร-ฮังการีกับผู้แบ่งแยกดินแดนเซอร์เบียถึงทำให้เกิดสงครามโลกได้ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตนับล้าน และ เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวพรมแดนของโลกมากที่สุด

เมื่อมองย้อนกลับไป จะพบได้ว่า ข้อที่แตกต่างหลัก ๆ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามที่มีวงจำกัดในสมัยก่อน ๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องทางภูมิศาสตร์ทางการเมือง หรือ ยุทธศาสตร์แต่อย่างใด แต่กลับเป็นเรื่องทางการเงินเป็นหลัก เมื่อครั้งรัฐบาลยังอยู่ภายใต้ระบบมาตรฐานทองคำ รัฐบาลสามารถควบคุมและเข้าถึงทองคำที่อยู่ในคลังเป็นจำนวนมากได้โดยตรง ในขณะที่ประชาชนต้องใช้กระดาษใบเสร็จรับฝากทองคำแทน การที่รัฐบาลจะผลิตเงินกระดาษเพิ่มขึ้นนั้น  เป็นเรื่องที่ง่ายดาย และ น่าเย้ายวนเสียเหลือเกินในขณะที่ไฟสงครามกำลังลุกไหม้ มันง่ายกว่าการขึ้นภาษีประชาชนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากสงครามเริ่มต้นขึ้น ผู้ร่วมสงครามรายใหญ่ๆ ก็พากันระงับความสามารถในการไถ่ถอนทองคำในประเทศของตน ทำให้ประชาชนต้องใช้เงินกระดาษที่ออกโดยรัฐบาลที่ไม่สามารถนำไปแลกกลับเป็นทองคำได้แทน เป็นการออกจากมาตรฐานทองคำและบังคับให้ประชาชนต้องเปลี่ยนมาใช้มาตรฐานเงินตรารัฐบาลโดยปริยาย  

ด้วยเพียงการระงับความสามารถในการไถ่ถอนทองคำเท่านั้น ส่งผลให้อำนาจในการทำสงครามของรัฐบาลไม่ได้ถูกจำกัดด้วยจำนวนเงินที่มีอยู่ในคลังอีกต่อไป หากแต่ครอบคลุมขยายไปถึงความมั่งคั่งของประชาชนทุกคนในประเทศ เพราะเนื่องจากตราบใดที่รัฐบาลยังสามารถพิมพ์เงินเพิ่มขึ้น และบังคับให้เงินที่เพิ่มขึ้นมานั้นถูกยอมรับโดยประชาชน และ ชาวต่างชาติได้ รัฐบาลก็จะสามารถออกเงินเพื่อสนับสนุนการทำสงครามได้ไปเรื่อยๆ ในขณะที่ภายใต้ระบบมาตรฐานทางการเงินที่ทองคำที่ถูกใช้เป็นเงินนั้นกระจายตัวอยู่ในมือของประชาชน รัฐบาลมีเพียงเงินในคลัง รวมถึงการเก็บภาษีและการออกพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้นในการหาเงินมาเป็นทุนสงคราม สิ่งนี้เป็นเหตุให้สงครามเกิดขึ้นในวงจำกัด และเป็นหัวใจหลักของช่วงเวลาแห่งสันติภาพทั่วโลกที่ยาวนานใจช่วงก่อนศตวรรษที่ยี่สิบ

การลดมูลค่าของเงินอย่างต่อเนื่องของกลุ่มประเทศในยุโรปส่งผลให้สงครามนองเลือดพบกับทางตันต่อไปอีกสี่ปี โดยปราศจากการพัฒนาหรือข้อตกลงใดๆ

ความไร้สติของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นที่รับรู้โดยประชาชนของประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะเหล่าทหารแนวหน้าที่ต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงโดยปราศจากเหตุผลใดๆ นอกจากความทะเยอทะยานและความยโสอันไร้ขึดจำกัดของเหล่าราชวงศ์และผู้ปกครองแผ่นดิน ที่มักเกี่ยวโยงเป็นเครือญาติกัน และมักแต่งงานกันเองในสายเลือด ภาพที่ชี้ชัดถึงความงี่เง่าถึงที่สุดนี้ เกิดขึ้นในคืนก่อนคริสต์มาสปี ค.ศ. 1914 เมื่อ ทหารจากประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมันหยุดการต่อสู้ตามคำสั่งพร้อมวางอาวุธลงและข้ามแนวรบเพื่อร่วมสังสรรค์และคบหาสมาคมซึ่งกันและกัน ทหารเยอรมันหลายคนยังเคยเข้าไปทำงานในอังกฤษจนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ และ ทหารส่วนใหญ่ยังชื่นชอบกีฬาฟุตบอลจนมีการจัดเกมการแข่งขันขึ้นระหว่างทีมต่างๆโดยไม่ได้นัดหมาย1 ความจริงที่น่าทึ่งที่เห็นได้จากการพักรบในครั้งนี้คือ ทหารเหล่านี้ไม่ได้มีความบาดหมางอะไรต่อกัน, พวกเขาไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการทำสงครามครั้งนี้, และ พวกเขาไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องดำเนินสงครามนี้ต่อไป การแข็งขันกีฬาฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมโดยทั่วกัน ที่การแสดงออกถึงความรักและยึดมั่นถือมั่นในเผ่าพันธุ์หรือเชื้อชาติสามารถกระทำได้อย่างสงบสุข ยังจะเป็นทางออกที่ดีกว่าเป็นอย่างมากในการระบายความขัดแย้งชิงดีชิงเด่นระหว่างประเทศเสียด้วยซ้ำ

สงครามยังดำเนินต่ออีกสี่ปีโดยปราศจากความคืบหน้าใด ๆ กระทั่งสหรัฐอเมริกาเข้ามาแทรกแซงสงครามในปี ค.ศ. 1917 และสร้างความได้เปรียบทางสงครามให้กับฝ่ายหนึ่ง ด้วยการสนับสนุนทุนทรัพย์จำนวนมากมายมหาศาลจนฝ่ายศัตรูไม่สามารถตามได้ทัน ในขณะที่รัฐบาลต่างๆ ล้วนแล้วแต่เติมเชื้อสงครามด้วยการผลิตเงิน ประเทศเยอรมนีและจักรวรรดิออสเตรีย ‐ ฮังการีก็เริ่มที่จะเห็นว่าสกุลเงินของพวกเขาเกิดการเสื่อมมูลค่าอย่างรวดเร็วในปีค.ศ. 1918 ส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถหลึกเลี่ยงความพ่ายแพ้ได้อีกต่อไป การเปรียบเทียบมูลค่าของเงินสกุลต่างๆ ของประเทศผู้กระทำสงคราม กับสกุลเงินฟรังก์สวิสซึ่งตอนนั้นยังคงอยู่ภายใต้ระบบมาตรฐานทองคำ ทำให้สามารถวัดค่าความเสื่อมถอยของมูลค่าของเงินสกุลต่างๆได้อย่างชัดเจน ดังที่แสดงในรูปที่ 5.2

 

รูปที่ 5 อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศหลักๆ เมื่อเทียบกับสกุลเงินฟรังก์สวิสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (อัตราแลกเปลี่ยนประจำเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1914 = 1)

 

หลังจากสงครามสงบลง สกุลเงินของมหาอำนาจในแถบยุโรปต่างสูญเสียมูลค่าที่แท้จริงลงไป ในปีค.ศ. 1918 ประเทศทางฝั่งผู้พ่ายแพ้อย่างเยอรมนี และ ออสเตรีย สูญเสียมูลค่าของสกุลเงินของพวกเขาลงเหลือเพียง 51% และ 31% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับมูลค่าของเงินของทั้งสองประเทศในปีค.ศ. 1913 มูลค่าเงินของอิตาลี ร่วงหล่นลงเหลือ 77% ของมูลค่าดั้งเดิมของมันในขณะที่สกุลเงินของฝรั่งเศสลดลงไปเพียงเล็กน้อย เหลือ 91%, อังกฤษ 93%, และสหรัฐอเมริกา 96% จากมูลค่าเดิม3 (ดู ตารางที่24)

ตารางที่ 2 ค่าเสื่อมราคาของสกุลเงินประจำชาติเทียบกับสกุลเงินฟรังก์สวิสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

ประเทศ อัตราการเสื่อมค่าของค่าเงินในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
USA 3.44%
UK 6.63%
FRA 9.04%
ITA 22.3%
GER 48.9%
AUS 68.9%

 

ประเทศต่างๆ เสีย หรือ ได้ดินแดนเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย และไม่มีผู้ชนะผู้ใดที่จะได้ดินแดนเพิ่มขึ้นคุ้มกับการสูญเสียเลย การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากสงครามนั้นน้อยนิดไม่คุ้มค่ากับการเสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด แม้จักรวรรดิออสเตรีย ‐ ฮังการีจะถูกแยกออกเป็นประเทศเล็กๆ แต่ดินแดนเล็กๆเหล่านี้ ก็หาได้ถูกปกครองโดยผู้ชนะสงครามไม่ หากแต่ยังถูกปกครองโดยรัฐบาลของแต่ละประเทศเอง ความเปลี่ยนแปลงหลักๆ ที่เป็นผลจากสงครามคือการกำจัดเหล่าราชวงศ์ชนชั้นปกครองของหลายประเทศในยุโรปออกไป และแทนที่ด้วยระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ ประโยชน์ใดๆที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนี้ เทียบไม่ได้เลยกับการทำลายล้างและความเสียหายจากสงครามที่ตกกับประชาชนของประเทศเหล่านี้

เมื่อกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทำการระงับความสามารถในการแลกทองคำคืนจากธนาคารกลาง และการเคลื่อนทองคำข้ามชาติถูกระงับหรือตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดจำนวนมาก รัฐบาลจึงสามารถรักษาหน้ากากแห่งภาพลวงตาว่ามูลค่าของเงินของพวกเขาเมื่อเทียบกับทองคำนั้นยังคงที่อยู่ที่ระดับก่อนสงครามได้ แม้กระทั่งขณะที่ราคาข้าวของแพงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสงครามจบลง ระบบการเงินระหว่างประเทศภายมใต้มาตรฐานทองคำไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป เมื่อทุกประเทศต่างเลิกใช้ทองคำ และต้องเผชิญกับการตัดสินใจอันยากลำบากว่าพวกเขาควรจะกลับไปใช้มาตรฐานทองคำอีกหรือไม่ และถ้าจะกลับไป จะมีพวกเขาจะเทียบมูลค่าเงินของพวกเขากับทองคำอย่างไร

การเปรียบเทียบมูลค่าของปริมาณเงินที่แต่ละประเทศมีอยู่ ต่อจำนวนทองคำที่สำรองไว้ในคลังอย่างตรงไปตรงมา จะเป็นการยอมรับว่าสกุลเงินของพวกเขาเสื่อมค่าลงในช่วงสงคราม การกลับไปใช้อัตราแลกเปลี่ยนเดิม ก็จะส่งผลให้ประชาชนต้องการที่จะถือทองคำมากกว่ากระดาษที่ไม่มีค่า และจะทำให้ทองคำหลั่งไหลออกจากประเทศไปยังประเทศที่มีการให้มูลค่าทองคำที่เป็นธรรมกว่า

สภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ส่งผลให้เงินถูกดึงออกจากกลไกของตลาด และกลายเป็นการตัดสินใจทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกครอบงำด้วยปัจจัยทางการเมือง แทนที่ผู้คนจะมีอิสระในการเลือกสินค้าที่มีความสามารถในหารขายสูงสุดมาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน มูลค่า, อุปทาน, และ อัตราดอกเบี้ยของเงินในปัจจุบันกลับถูกวางแผนควบคุมโดยรัฐบาลทั้งสิ้น เกิดเป็นระบบทางการเงินที่ Hayek เรียกว่าลัทธิชาตินิยมทางการเงิน (Monetary Nationalism) ในหนังสือชื่อเดียวกันนี้เอง:

ลัทธิชาตินิยมทางการเงินในที่นี้ผมหมายถึงระบอบความเชื่อที่ว่า สัดส่วนของเงินของแต่ละประเทศต่อปริมาณอุปทานเงินของทั้งโลกนั้น ไม่ควรปล่อยให้ถูกกำหนดโดยหลักการ และกลไกเดียวกันกับที่ใช้ในการกำหนดสัดส่วนปริมาณของเงินในแต่ละพื้นที่ และ ท้องถิ่นต่างๆ ในทางกลับกัน ระบบทางการเงินที่มีความสากลอย่างแท้จริงนั้น คือระบบที่เงินมีลักษณะเหมือนกันทั่วทั้งโลก ไม่ว่าจะหามาได้จากประเทศใดก็ตาม และเป็นระบบที่กระแสของเงินที่ไหลข้ามพรมแดนนั้น ถูกกำหนดโดยผลจากการกระทำของปัจเจกบุคคล5

อย่างไรก็ตาม ทองคำไม่สามารถกลับมาเป็นเงินทีมีเอกภาพของโลกดังเดิมได้อีกต่อไป ด้วยสถานะผูกขาดของธนาคารกลางและการจำกัดสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของทองคำ บังคับให้ผู้คนจำต้องใช้เงินตราของรัฐบาลต่างๆ การถือกำเนิดขึ้นของบิทคอยน์ ในฐานะของเงินของโลกอินเตอร์เน็ต ที่อยู่เหนือข้อจำกัดของพรมแดน และอยู่นอกขอบเขตความควบคุมของรัฐบาล ได้มอบความเป็นไปได้ที่น่าสนใจของการเกิดขึ้นระบบทางการเงินสากลใหม่ ที่เราจะวิเคราะห์กันอีกทีในบทที่ 9

ยุคระหว่างสงคราม

ภายใต้ระบบมาตรฐานทองคำ กระแสเงินสามารถไหลเวียนไปมาระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าต่างๆได้อย่างอิสระ และการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างแต่ละประเทศก็เป็นเพียงการแปลงน้ำหนักของทองคำที่ต่างกัน แต่ภายใต้ระบบชาตินิยมทางการเงินนั้น ทั้งปริมาณอุปทานของเงินในแต่ละประเทศ และ อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลต่างๆ ล้วนถูกกำหนดโดยการประชุม และ ข้อตกลงระหว่างชาติทั้งสิ้น ประเทศเยอรมนีต้องพบกับปัญหาภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงภายหลังจากสนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles ) ได้กำหนดให้เยอรมนีจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก และเยอรมนีพยายามที่จะชำระหนี้ดังกล่าวผ่านการสร้างเงินเฟ้อด้วยการผลิตเงินเพิ่มขึ้น ส่วนประเทศอังกฤษก็ประสพปัญหาใหญ่ เมื่อพวกเขาพยายามรักษามาตรฐานทองคำเอาไว้ด้วยการกดราคาทองคำ ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์แข็งเกินจริง ทำให้เกิดการรั่วไหลของทองคำจากฝั่งอังกฤษไปยังฝรั่งเศส และ สหรัฐฯ

สนธิสัญญาเจนัว (Treaty of Genoa) ในปี ค.ศ. 1922 เป็นสนธิสัญญาที่สำคัญฉบับแรกในศตวรรษที่ยี่สิบของลัทธิชาตินิยมทางการเงิน ภายใต้ข้อตกลงของสนธิสัญญาดังกล่าว เงินดอลลาร์สหรัฐ และเงินปอนด์อังกฤษ ถูกพิจารณาให้เป็นสกุลเงินสำรองของประเทศอื่น ๆ และ มีสถานะเฉกเช่นทองคำ ด้วยการเดินหมากเช่นนี้ ประเทศอังกฤษหวังว่าจะสามารถบรรเทาปัญหาค่าเงินปอนด์ที่แข็งเกินจริง ด้วยการผลักดันให้ประเทศอื่นๆ ซื้อเงินปอนด์จำนวนมากเพื่อนำไปเก็บเป็นเงินสำรอง เหล่าประเทศมหาอำนาจของโลกต่างเคลื่อนตัวออกห่างจากความมั่นคงของระบบมาตรฐานทองคำ เข้าสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจผ่านนโยบายเงินเฟ้อ ความเสียสติของแนวทางดังกล่าวคือการที่รัฐบาลเหล่านี้ต้องการผลิตเงินเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันยังต้องการรักษาราคาของสกุลเงินของพวกเขาเมื่อเทียบกับทองคำเอาไว้ที่ระดับยุคก่อนสงคราม แนวคิดดังกล่าวอาศัยวิธีพวกมากลากไป นั่นคือ ถ้าทุกๆประเทศต่างลดค่าเงินของตัวเองลง ก็จะไม่มีที่ให้เงินทุนวิ่งหนีไปซ่อนได้ แต่แผนการนี้ก็ไม่มีทางสำเร็จ มันล้มเหลว และ ทองคำก็ยังคงไหลออกจากอังกฤษ ไปสู่ฝรั่งเศส และ สหรัฐฯ ตามเดิม

แม้เรื่องราวชองการระบายทองคำออกจากประเทศอังกฤษนี้จะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงนัก แต่มันกลับมีผลกระทบอันใหญ่หลวง หนังสือเรื่อง Lords of Finance โดย Liaquat Ahamed ได้อธิบายถึงเรื่องราว และ ตัวละครที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ได้อย่างชัดเจน แต่ผู้เขียนกลับโยนความผิดทั้งหมดให้กับระบบมาตรฐานทองคำ เนื่องจากเขาพยายามทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านหลักการแบบเคนเซียน แม้เขาจะทำการศึกษามากเพียงใด อะฮะเมดก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่มาตรฐานทองคำ แต่แท้จริงแล้วเกิดจากการที่เหล่ารัฐบาลหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ต้องการที่จะพาประเทศกลับเข้าสู่มาตรฐานทองคำโดยคงระดับอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ระดับก่อนสงคราม หากรัฐบาลยอมสารภาพต่อประชาชนของตนเองว่าสกุลเงินของประเทศนั้นได้สูญเสียมูลค่าไปมากเท่าใดในการทำสงคราม และนำเอาสกุลเงินกลับมาผูกกับทองคำที่อัตราแลกเปลี่ยนใหม่ ก็จะส่งผลให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ แต่จากนั้นไม่นานเศรษฐกิจก็จะสามารถฟื้นตัวขึ้นใหม่บนมาตรฐานทางการเงินที่มั่นคง

หนังสือเรื่อง America’s Great Depression โดย Murray Rothbard ได้ถ่ายทอดเรื่องราวดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ และชัดเจนกว่า โดยได้อธิบายว่า ในขณะที่ทองคำกำลังไหลออกจากประเทศอังกฤษไปยังประเทศที่ให้มูลค่ามันสูงกว่านั้น Sir Montagu Norman ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติในขณะนั้น ได้พยายามอย่างมากในการโน้มน้าวให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติในประเทศฝรั่งเศส, เยอรมัน, และอเมริกาเพิ่มกำลังการผลิตเงินเพื่อลดมูลค่าของเงินกระดาษในแต่ละประเทศลง โดยหวังว่าทันจะช่วยยับยั้งการรั่วไหลของทองคำออกจากอังกฤษได้ ในขณะที่เขาไม่ได้รับความร่วมมือจากนายธนาคารฝรั่งเศส และ เยอรมนี แต่ Benjamin Strong ผู้ดำรงตำแหน่งประธานของ New York Federal Reserve ในขณะนั้น กลับให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  โดยกำหนดนโยบายทางการเงินที่นำมาสู่สภาวะเงินเฟ้อ ตลอดช่วงทศวรรษ 1920s

แม้วิธีนี้อาจสร้างความสำเร็จในการลดการรั่วไหลของทองคำออกจากประเทศอังกฤษได้ช่วงหนึ่งแต่ผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือ มันส่งผลให้เกิดวิกฤติฟองสบู่ขนาดใหญ่ขึ้นในตลาดการเคหะ และ ตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ นโยบายเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐสิ้นสุดลงในปลายปี ค.ศ. 1928 ซึ่ง ณ จุดนั้น เศรฐกิจของสหรัฐฯ ก็เข้าสู่สภาวะสุกงอมพร้อมที่จะพังทลายลง จากการจำต้องระงับนโยบายเงินเฟ้ออย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เสียแล้ว สิ่งที่ตามมาคือเหตการณ์พังทลายของตลาดหลักทรัพย์ในปีค.ศ. 1929 และการตอบสนองของรัฐบาลสหรัฐฯต่อเหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยาวนานที่สุดในเคยจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

เรื่องราวที่เล่าขานกันมาโดยทั่วไปเกี่ยวกับเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Depression) มักกล่าวว่า ประธานาธิบดีฮูเวอร์เลือกที่จะทำตัวนิ่งเฉย ขณะที่เศรษฐกิจกำลังประสบปัญหา เนื่องจากเขาหลงผิดเชื่อมั่นในความสามารถในการฟื้นตัวของตลาดเสรี และมาตรฐานทองคำมากเกินไป และเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เริ่มที่จะฟื้นฟูได้ก็เพียงเมื่อเขาถูกแทนที่โดย แฟรงค์ลิน ดี โรสเวลต์ ผู้ใช้มาตรการแทรกแซงเศรษฐกิจ และระงับการใช้มาตรฐานทองคำเท่านั้น ซึ่งเรื่องราวนี้ถ้าจะให้กล่าวโดยสุภาพแล้ว เป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง ประธานาธิบดีฮูเวอร์ไม่เพียงเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลผ่านการโครงการสาธารณะต่างๆ เพื่อพยายามจะต่อสู้กับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยเท่านั้น แต่เขายังพยายามบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขยายวงเงินสินเชื่อ และ มุ่งเป้าหมายของนโยบายอย่างเสียสติไปที่การอุ้มอัตราค่าแรงเอาไว้ในขณะที่อัตราค่าแรงกำลังลดลง นอกจากนั้นยังมีการออกกฎหมายควบคุมราคาเพื่อพยุงราคาของสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรกรรมเอาไว้ให้สูงเกินความเป็นจริง ที่ระดับราคาที่ใกล้เคียงกับราคาที่ถูกมองว่าเป็นราคาที่ถูกต้อง และ เหมาะสมในช่วงก่อนสงคราม สหรัฐอเมริกา และ ประเทศต่างๆ ต่างเริ่มใช้นโยบายคุ้มครองทางการค้า ที่ยิ่งส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก

ในช่วงการเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐอเมริกาปีค.ศ. 1932 ฮูเวอร์หาเสียงผ่านนโยบายการแทรกแซงเศรษฐกิจ ส่วน แฟรงคลิน เดลาโน โรสเวลต์กลับเน้นเสนอนโยบายความรับผิดชอบทางเงินและการคลัง แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ กลับถูกบรรจงลบออกจากหนังสือประวัติศาสตร์ จนเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงนัก ประชาชนอเมริกันในเวลานั้นยังต่อต้านนโยบายของฮูเวอร์เสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อโรสเวลต์ เขากลับพบว่ามันเป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะโอนอ่อนตามกระแสแรงผลักดันของกลุ่มผลประโยชน์ที่เคยชักนำนโยบายของฮูเวอร์ในช่วงเวลาก่อนหน้า และผลที่ตามมาคือนโยบายสัญญาใหม่ (The New Deal) ที่เป็นการหยิบเอานโยบายแทรกแซงเศรษฐกิจของฮูเวอร์มาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นอีก สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือสัญญาใหม่คือมันไม่ใช่สิ่งใหม่เลยแม้แต่น้อย หากแต่เพียงเป็นการนำเอานโยบายแทรกแซงที่ฮูเวอร์ได้ริเริ่มไว้มาขยายผลเท่านั้น

ความเข้าใจทางเศรษฐศาสตร์เบิ้องต้น แสดงให้เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าการควบคุมราคานั้น มีแต่จะส่งผลร้าย และทำให้เศรษฐกิจเสียสมดุลย์เสมอ ซึ่งปัญหาที่เศรษฐกิจอเมริกันต้องเผชิญในช่วงทศวรรษ 1930 นั้น ก็มีความเกี่ยวโยงกันอย่างเหนียวแน่นกับการควบคุมราคา และ ค่าแรง การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำที่สูงเกินไปส่งผลให้อัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้นถึง 25% ในบางช่วง ส่วนการควบคุมราคา ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสินค้าบางอย่าง ในขณะที่สินค้าบางอย่างกลับล้นตลาด สินค้าเกษตรกรรมบางประเภทต้องถูกเผาทำลายเพียงเพื่อรักษาระดับราคาของมันเอาไว้ให้สูงเท่าเดิม สิ่งเหล่านี้นำมาสู่สถานการณ์วิปลาส ที่ในขณะที่ผู้คนกำลังหิวโหยและไม่มีงานทำ เหล่าผู้ผลิตสินค้ากลับไม่สามารถว่าจ้างคนเหล่านั้นเนื่องจากพวกเขาไม่สามารถจะสู้ค่าแรงที่สูงเกินไปได้  และ ผู้ผลิตสินค้าที่ยังรักษาผลผลิตได้ กลับต้องนำสินค้าที่ผลิตได้มาเผาทิ้งเพียงเพื่อจะรักษาระดับราคาไม่ให้ลดต่ำลง ทั้งหมดนี้ ทำลงไปเพียงเพื่อที่จะรักษาความเพ้อฝันว่าเงินดอลลาร์ยังคงรักษามูลค่าของมันเมื่อเทียบกับทองคำเอาไว้ได้ ผ่านการรักษาระดับราคาต่างเอาไว้ให้เท่ากับช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูก่อนปีค.ศ.1929 เท่านั้น

วิกฤติเงินเฟ้อในปี ค.ศ. 1920 ส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่ต่อตลาดการเคหะและตลาดหลักทรัพย์จนทำให้ค่าแรงและราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นเกินจริง เมื่อฟองสบู่ได้แตกลง ตลาดก็พยายามที่จะปรับราคาต่างๆ ด้วยการลดมูลค่าของดอลลาร์เมื่อเทียบกับทองคำ และ การลดราคาสินค้าและค่าแรงที่แท้จริงลง แต่ความดื้อด้านของเหล่านักวางแผนส่วนกลางที่เพ้อฝัน ในการพยายามไม่ให้มูลค่าและราคาทั้งสามลดลง ทำให้เศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก: ทั้งดอลลาร์, ค่าแรง, และราคาต่างๆ สูงเกินจริง ส่งผลให้ผู้คนพยายามที่จะทิ้งดอลลาร์ไปหาทองคำ รวมทั้งยังส่งผลให้เกิดการว่างงาน และ ความล้มเหลวทางการผลิตครั้งใหญ่หลวง

เรื่องต่างๆเหล่านี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับเงินที่มั่นคง เนื่องจากต้นตอของปัญหาล้วนมาจากการอัดฉีดอุปทานของเงินทั้งสิ้น และ แม้จะเกิดวิกฤตเงินเฟ้อขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็จะลดความรุนแรงลงกว่านี้มาก หากพวกเขาปรับลดมูลค่าของดอลลาร์ต่อทองคำให้เป็นไปตามราคาตลาด และปล่อยให้ค่าแรง และ ราคาสินค้าปรับตัวได้อย่างเสรี แต่แทนที่พวกเขาจะได้รับบทเรียนจากปัญหานี้แต่นักเศรษฐศาสตร์ภาครัฐบาลยุคนั้นกลับมองว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากนโยบายลัทธิเงินเฟ้อ แต่กลับเป็นมาตรฐานทองคำต่างหากที่ไปจำกัดความสามารถในการสร้างเงินเฟ้อของรัฐบาล เพื่อที่จะกำจัดขวากหนามสีทองต่อลัทธิเงินเฟ้อนี้ออกไป ประธานาธิบดีโรสเวลต์จึงออกคำสั่งห้ามมิให้ประชาชนเป็นเจ้าของทองคำได้ และบังคับให้ประชาชนชาวอเมริกันขายทองคำของตนให้กับกระทรวงการคลังที่ราคา $20.67 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ เมื่อประชาชนถูกริดรอนเงินที่มั่นคงโดยหมดสิ้น และต้องจำใจใช้เงินดอลลาร์แล้ว โรสเวลต์จึงปรับราคาดอลลาร์ในตลาดสากล จาก $20.67 เป็น $35 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ คิดเป็นการลดค่าดอลลาร์ลงถึง 41% เมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง (ทองคำ) นี่คือสภาวะความเป็นจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ภายใต้ลัทธิเงินเฟ้อที่เริ่มต้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1914 ด้วยการก่อตั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) และการระดมทุนเพื่อเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองของสหรัฐอเมริกา 

สิ่งที่เปลี่ยนมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ไปสู่ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้การควบคุมทางของรัฐบาล และ การวางแผนจากส่วนกลาง คือการทิ้งขว้างเงินที่มั่นคง และแทนที่มันด้วยเงินตราที่ออกโดยรัฐบาล และ เมื่อรัฐบาลควบคุมเงิน พวกเขาก็จะควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ, การเมือง, วัฒนธรรม, และ การศึกษาแทบทั้งหมด แม้ว่าเคนส์จะไม่เคยศึกษา หรือ ทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์อย่างจริงจังมาก่อน แต่เขาก็สามารถจับกระแสของยุคสมัยที่รัฐบาลมีอำนาจล้นฟ้าเอาไว้ได้ ผ่านการพูดในสิ่งที่รัฐบาลต้องการจะฟัง เขาโยนเอาความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของมนุษยชาติที่สั่งสมมาเป็นเวลาหลายศตวรรษทิ้งไปทั้งหมด และแทนที่มันด้วยความเชื่อแบบใหม่ที่มีบทสรุปที่ง่ายดาย และ เหมาะสมกับความต้องการของนักการเมือง และรัฐบาลเผด็จการที่มีความนิยมทางเวลาที่สูง

สภาวะเศรษฐกิจถูกกำหนดด้วยเพียงคันโยกที่ควบคุมอัตราการใช้จ่ายมวลรวมเท่านั้น และ การเพิ่มขึ้นของอัตราว่างงานหรือการชะลอตัวทางการผลิตใดๆ ไม่ได้มีเหตุผลมาจากโครงสร้างการผลิต หรือการบิดเบือนกลไกของตลาดโดยผู้วางผังรวมส่วนกลางแต่อย่างใด แต่แท้จริงแล้วทุกอย่างเป็นผลมาจากอัตราการใช้จ่ายที่ต่ำเกินไปเท่านั้น และ วิธีการแก้ปัญหาก็คือการทำลายมูลค่าของสกุลเงิน ประกอบกับการเพิ่มอัตราการใช้จ่ายของภาครัฐนั่นเอง การเก็บออมคือการลดอัตราการใช้จ่าย และ เมื่อการใช้จ่ายเป็นสิ่งเดียวที่มีความสำคัญแล้ว รัฐบาลจึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ประชาชนสามารถเก็บออมเงินได้นั่นเอง นอกจากนั้น การนำเข้าสินค้าทำให้คนตกงาน ดังนั้นการเพิ่มอัตราการใช้จ่ายจึงต้องทำกับสินค้าภายในประเทศเท่านั้น แน่นอนว่ารัฐบาลต่างชอบแนวความคิดนี้มาก และเคนส์ก็เข้าใจในจุดนี้เป็นอย่างดี หนังสือของเคนส์ถูกแปลเป็นภาษาเยอรมันในปีค.ศ. 1937 ในช่วงจุดสูงสุดของยุคสมัยนาซี และ เคนส์ได้เขียนข้อความในบทนำฉบับเยอรมันไว้ว่า:

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีผลผลิตมวลรวม ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของหนังสือเล่มต่อไปนี้นั้น สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทของรัฐเผด็จการ ได้ง่ายกว่าทฤษฎีการผลิต และ กระจายสินค้าภายใต้ข้อกำหนดของการแข่งขันแบบเสรีในตลาดที่ปราศจากการควบคุมของรัฐ7

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะแห่งแนวคิดแบบเคนส์ ที่โลกยังไม่สามารถฟื้นคืนขึ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ มหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง และกลายเป็นเครื่องมือในการปกครองของรัฐบาล นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์เลิกให้ความสนใจในการพยายามทำความเข้าใจการตัดสินใจของมนุษย์ภายใต้สภาวะของความขาดแคลน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขา แต่กลับหันมาทุ่มเทเวลาให้กับการเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการคิดค้นนโยบายในการควบคุมบริหารกิจการทางเศรษฐกิจให้แก่นักสร้างนโยบาย ความคิดที่ว่ารัฐจำเป็นที่จะต้องควบคุมบริหารกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดกลับไม่ได้ถูกตั้งคำถาม และกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ทั้งหมด ที่มองรัฐบาลไม่ต่างจากพระเจ้าในคัมภีร์ทางศาสนา ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ทั่วทุกที่, รอบรู้ทุกอย่าง, มีอำนาจล้นพ้น และ ขอเพียงมองเห็นปัญหาก็จะสามารถแก้ไขได้อย่างลุล่วงง่ายได้ ดังที่เห็นได้จากตำราเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายในปัจจุบัน  

รัฐบาลไม่มีวันเข้าใจถึงแนวคิดต้นทุนค่าเสียโอกาส ส่งผลให้รัฐบาลไม่ค่อยจะคำนึงถึงผลเสียที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซงเศรษฐกิจ และเมื่อพวกเขาคิดที่จะคำนึงถึงผลกระทบเหล่านั้น มันก็เป็นเพียงข้ออ้างที่จะทำการแทรกแซงยิ่งขึ้นนั่นเอง มุมมองแบบเสรีนิยมดั้งเดิม ที่มองว่าเสรีภาพทางเศรษฐกิจเป็นรากฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจนั้น ถูกผลักออกไปข้างทางอย่างเงียบๆ เมื่อเหล่านักประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อของรัฐที่แสร้งตัวว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์เศรษญกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่เป็นหลักฐานต่อต้านตลาดเสรี ทั้งที่แท้จริงแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากการควบคุมแทรกแซงของรัฐบาลเอง พวกนักเสรีนิยมดั้งเดิมที่เป็นศัตรูกับระบอบทางการเมืองในช่วงทศวรรษ 1930 ต้องหลบหนีการเข่นฆ่า และ ขับไล่ออกจากรัซเซีย, อิตาลี, เยอรมนี, และ ออสเตรีย เพียงเพื่อที่จะถูกลงทัณฑ์ทางวิชาการในสหรัฐอเมริกา และ สหราชอาณาจักร ที่ซึ่งเขาเหล่านั้นต้องพยายามอย่างยากลำบากในการหางานทำ ในขณะที่คณะเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ถูกอัดแน่นไปด้วยความมั่นใจจอมปลอม และ สิ่งที่ดูคล้ายวิทยาศาสตร์ของเหล่าข้าราชการ และ นักสถิติล้มเหลวทั้งหลาย

แม้กระทั่งในปัจจุบัณ หลักสูตรเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล ยังคงโยนความผิดของเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ให้กับระบบมาตรฐานทองคำอยู่วันยังค่ำ ระบบมาตรฐานทองคำเดียวกันกับที่อยู่เบื้องหลังความเจริญรุ่งเรื่องอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งโลกในช่วงระหว่างปีค.ศ. 1870 ถึง 1914 ที่อยู่ดีๆก็กลับไม่สามารถใช้งานได้ในช่วงทศวรรษ 1930 เนื่องจากมันเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มอุปทานทางการเงินของรัฐบาล เพื่อที่จะต่อกรกับเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์ไม่สามรถอธิบายถึงที่มาได้มากไปกว่ามุมมองแบบเคนเซียนที่ไร้ความหมายที่อ้างอิงถึงวิญญาณสัตว์ (ผลกระทบจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์) อย่างงมงาย โดยนักเศรษฐศาสตร์เหล่านั้นกลับไม่สามารถคิดได้ว่า ถ้าปัญหามีต้นตอมาจากระบบมาตรฐานทองคำโดยแท้จริงแล้ว การระงับระบบมาตรฐานทองคำก็ควรจะนำมาซึ่งการฟื้นฟูของเศรษฐกิจได้ แต่มันกลับใช้เวลากว่าทศวรรษหลังจากการระงับมาตรฐานทองคำ เศรษฐกิจถึงจะเริ่มกลับมาเจริญเติบโตได้

สำหรับใครก็ตามที่พอจะมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับเงินและเศรษฐศาสตร์อยู่บ้าง บทสรุปของต้นตอปัญหาเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ในปีค.ศ.1929 คือการแยกทางออกจากระบบมาตรฐานทองคำในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และสิ่งที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทวีความรุนแรงขึ้น ก็คือการแทรกแซง ควบคุม และ การพยายามผลักภาระทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในรูปแบบสังคมนิยมในสมัยประธานาธิบดีฮูเวอร์ และ รอสเวลต์ ในขณะที่การระงับมาตรฐานทองคำ และการใช้จ่ายช่วงสงคราม ไม่ได้มีส่วยช่วยบรรเทาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่แต่อย่างใด

เมื่อเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในโลกได้ยกเลิกระบบมาตรฐานทองคำลง การค้าขายระดับโลกก็เปรียบเสมือนเรือที่อับปางอยู่บนชายฝั่งที่ถูกซัดสาดด้วยระลอกคลื่นของเงินเฟียต เมื่อไม่มีมาตรฐานทางมูลค่าที่ทำให้เกิดกลไกราคาระหว่างประเทศขึ้นได้ และ เมื่อรัฐบาลโอนเอียงไปตามความต้องการของกลุ่มคนเจ้ายศเจ้าอย่าง และกลุ่มผู้นิยมนโยบายปิดกั้นประเทศ มากขึ้นเรื่อยๆ  การแทรกแซงค่าเงิน จึงกลายมาเป็นเครื่องมือทางการค้าอย่างหนึ่ง โดยที่ประเทศต่างๆ พยายามแข่งกันลดค่าเงินของตนเองลงเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการส่งออกสินค้า ส่งผลให้เกิดการสร้างกำแพงทางการค้ามากขึ้น และแนวความคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจก็กลายเป็นแนวคิดหลักแห่งยุคสมัยนั้น จนนำมาสู่หายนะในเวลาต่อมา

เหล่าประเทศที่เคยค้าขายภายใต้ระบบมาตรฐานทองคำสากลเดียวกัน และ เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาด้วยกันในช่วง 40 ปีก่อนหน้า กลับตั้งกำแพงการค้า และ การเงิน ขนาดใหญ่ขึ้นในปัจจุบัณ เหล่าผู้นำประชานิยมต่างโยนความผิด และ ความล้มเหลวของพวกเขาไปยังประเทศอื่นๆ นำมาสู่การทวีความรุนแรงของกระแสชาตินิยมที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และการเติมเต็มคำทำนายของ Otto Mallery ที่ว่า: “ถ้าทหารไม่สามารถข้ามเขตแดนระหว่างประเทศได้แล้ว สินค้าจะต้องสามารถข้ามเขตแดนนั้นได้ หากโซ่ตรวนทางการค้าไม่สามารถถูกถอดให้ร่วงหล่นลงได้ ระเบิดย่อมร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าอย่างแน่นอน”8

 

สงครามโลกครั้งที่ 2 และ เบรตตันวูดส์

และแล้วระเบิดก็ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า พร้อมกับเหตุการณ์นองเลือด และ ความสยดสยองนับครั้งไม่ถ้วน เครื่องจักรสงครามที่ถูกสร้างขึ้นด้วยระบบเศรษฐกิจภายใต้การควบคุมของรัฐบาลนั้นมีความก้าวหน้าล้ำกว่าที่เคยมีมาทั้งหมด ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่องมงายที่ไร้สติ และ อันตรายที่สุดของแนวความคิดแบบเคนเซี่ยน ความเชื่อที่ว่าการใช้จ่ายของรัฐบาล เพื่อสนับสนุนการสงครามจะสามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ในมุมมองที่ใสซื่อของนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ การใช้จ่ายก็คือการใช้จ่าย มันจึงไม่สำคัญว่าการใช้จ่ายนั้นจะเกิดขึ้นจากการที่ผู้คนกำลังทำมาหาเลี้ยงครอบครัวของเขา หรือจะเกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลจะไปไล่สังหารชาวต่างชาติ การใช้จ่ายทั้งหมดมีค่าเท่ากันในการคำนวณค่าอุปสงค์มวลรวม และ มันยังช่วยลดอัตราการว่างงานได้อีกด้วย! ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังหิวโหยไม่มีจะกินหลังจากเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ รัฐบาลของประเทศมหาอำนาจต่างใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยในการติดอาวุธให้กับตัวเอง และผลสุดท้อยก็ทำให้โลกต้องเผชิญกับการทำลายล้ายอย่างไร้สติอีกครั้งสามทศวรรษถัดมา

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ สงครามคือสิ่งที่ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และถ้าเรามองเพียงแค่ตัวเลขสถิติมวลรวมที่ถูกรวบรวมขึ้นโดยพวกข้าราชการแล้ว ความคิดบ้าๆนี้กลับดูเหมือนจะเป็นจริงเสียด้วยซ้ำ เมื่อรัฐบาลยกระดับอัตราการใช้จ่ายเพื่อการสงคราม และ การเกณฑ์ทหารเพิ่มสูงขึ้น อัตราการใช้จ่ายมวลรวมก็ทะยานสูงขึ้นในขณะที่อัตราการว่างงานกลับดิ่งลงอย่างชัดเจน ทุกประเทศที่เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองจึงสามารถพลิกฟื้นสภาพเศรษฐกิจขึ้นมาได้ ผ่านการเข้าร่วมสงครามดังกล่าว แต่สำหรับใครก็ตามที่ยังไม่ได้ติดเชื้อของเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์  ย่อมสามารถตระหนักได้ว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ แม้กระทั่งในประเทศที่ไม่ได้เผชิญกับการสู้รบบนแผ่นดินของตนเองอย่างสหรัฐอเมริกา กลับไม่สามารถเรียกได้ว่าอยู่ในช่วงของ “การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ” เลยแม้แต่น้อย

นอกเหนือจากความตาย และ หายนะแห่งการทำลายล้างที่เกิดขึ้น การที่เหล่าประเทศที่ร่วมสงครามต่างอุทิศทุนทรัพย์ และ ทรัพยากรแรงงานจำนวนมากมายมหาศาล ไปกับการสงครามนั้น ย่อมส่งผลให้เกิดการขาดดุลย์การผลิตภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดมาตรการควบคุมอาหาร และ ราคาสินค้า ในสหรัฐฯ การสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ หรือ แม้แต่การซ่อมแซมอาคารที่พักอาศัยเดิมถูกห้ามมิให้กระทำได้9 และที่ชัดยิ่งกว่านั้น สำหรับทหารที่ไปรบ และ ไปตายในสงคราม ซึ่งนับเป็นประชากรจำนวนมากของประเทศผู้ร่วมสงครามนั่้น ไม่มีใครสามารถพูดได้เลยว่าเขาเหล่านั้นกำลังมีความสุขกับเศรษฐกิจที่กำลังเฟื่องฟู ไม่ว่าอาวุธราคาแพงในมือของเขาจะเป็นผลจากค่าใช้จ่ายมวลรวมมากขนาดไหนก็ตาม

แต่สิ่งที่เป็นข้อพิสูจน์ถึงความล้มเหลวของแนวความคิดสำนักเคนส์ที่กล่าวว่าอุปสงค์มวลรวมคือตัวบ่งชี้สภาวะเศรษฐกิจของประเทศชาติ เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา การมาบรรจบกันของหลายปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราการใช้จ่ายของรัฐบาลลดลงอย่างฮวบฮาบ ส่งผลให้เหล่านักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ต่างพากันพยากรณ์อนาคตที่มืดมนที่จะเกิดขึ้นหลังสงคราม การจบสิ้นของความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทำให้การใช้จ่ายทางการทหารลดลงอย่างกระทันหัน เหตุการเสียชีวิตของผู้นำประชานิยมที่เรืองอำนาจอย่างรอสเวลต์ และการที่เขาถูกอทนที่โดยประธานาธิบดีที่ดูอ่อนแอและไม่น่าจดจำอย่างประธานาธิบดีทรูแมน ที่ต้องต่อกรกับรัฐสภาที่คุมโดยฝ่ายรีพับลิแคนส์ ส่งผลให้การเมืองเข้าสู่ทางตัน จนทำให้การต่ออายุสนธิสัญญา New Deal ล้มเหลว ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อถูกวิเคราะห์โดยนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์แล้ว ย่อมชี้ไปสู่หายนะในเวลาอันใกล้ ดั่งที่ พอล แซมมวลสัน ผู้เขียนตำราเศรษฐศาสตร์ในยุคหลังสงครามได้เขียนไว้ ในปีค.ศ.1943 ว่า:

บทสรุปสุดท้ายที่เราสามารถได้จากสิ่งที่พบในช่วงสุดท้ายของสงครามที่แล้วนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกหนีได้—หากสงครามจะต้องจบลงอย่างกระทันหันในช่วง 6 เดือนหลังจากนี้, หากเราต้องเร่งรีบเลิกล้มความพยายามในการทำสงคราม, ยกเลิกกองกำลังทหาร, ยกเลิกการควบคุมราคา, และลดอัตราการขาดดุลย์ทางการค้าที่ยิ่งใหญ่ล้นฟ้า แม้จะลดลงเหลือเท่าการขาดดุลย์ครั้งใหญ่ในช่วงปี ‘30 โดยไม่มีมาตรการรับมือใดๆอีกครั้ง—แน่นอนว่านั่นจะนำมาสู่ช่วงเวลาแห่งการว่างงาน และการโยกย้ายถิ่นฐานทางอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีเศรษฐกิจใดต้องประสบพบเจอมาก่อน

การสิ้นสุดลองของสงครามโลกครั้งที่ 2 และการเลิกล้มสนธิสัญญา New Deal ทำใหสหรัฐฯ จำต้องลดอัตราการใช้จ่ายลงมากถึง 75% ในช่วงปีค.ศ. 1944 ถึงง 1948 และ นอกจากนั้นยังมีการยกเลิกการควบคุมราคาสินค้าเกือบทั้งหมดอีกด้วย แต่ทว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯกลับพบกับความรุ่งเรือง และการเติบโตอย่างผิดวิสัยในช่วงเวลาดังกล่าว ชายฉกรรจ์กว่า 10 ล้านคนที่ถูกส่งไปรบ กลับถูกดูดซับเข้าสู่กองกำลังแรงงานได้อย่างแทบทันทีเมื่อพวกเขาเดินทางกลับบ้านสู่เศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ตรงกันข้ามกับคำทำนายของเหล่านักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ และเป็นการทำลายความเชื่อที่ไร้สาระว่าระดับการใช้จ่ายคือสิ่งที่เป็นตัวกำหนดอัตราการผลิตของเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง ทันทีที่กองวางแผนเศรษฐกิจส่วนกลางของรัฐบาลผ่อนมือเป็นครั้งแรกหลังเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำในปีค.ศ.1929 และทันทีที่ราคาถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระ มันก็สามารถทำหน้าที่ของมันในการเป็นผู้กำกับกลไกของกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ, จับคู่ผู้ซื้อและผู้ขาย, จูงใจให้เกิดการผลิตสินค้าตามความต้องการของผู้บริโภค, และตอบแทนความพยายามของผู้ผลิต แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงห่างใกลความสมบูรณ์แบบ เนื่องจากโลกยังคงอยู่นอกระบบมาตรฐานทองคำ ส่งผลให้ยังเกิดการบิดเบือนปริมาณอุปทานของเงินที่เป็นเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจในที่ต่างๆ บนโลกอยู่เสมอมา

เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ชนะเท่าเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์เสมอ แต่ในยุคสมัยของเงินรัฐบาล ผู้ชนะยังมีอำนาจในการกำหนดรูปแบบระบบทางการเงินอีกด้วย สหรัฐฯ ได้เรียกเหล่าตัวแทนจากประเทศพันธมิตรมารวมตัวกันที่เบรตตันวูดส์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ เพื่อที่จะหารือเกี่ยวกับการสร้างระบบการค้าระดับโลกขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์กลับไม่ได้เป็นใจแก่ผู้ออกแบบระบบเหล่านี้เท่าใดนัก ตัวแทนจากประเทศอังกฤษ เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ผู้ที่คำสอนทางเศรษฐศาสตร์ของเขา ถูกคลื่นแห่งความเป็นจริงซัดจนอัปปางไม่เป็นท่า ในช่วงหลายทศวรรษหลังสงคราม ส่วนแฮรรี่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ ตัวแทนจากฝั่งอเมริกา ก็ถูกเปิดโปงในภายหลังว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และ เป็นสายให้กับฝั่งสหภาพโซเวียตมาเป็นเวลาหลายปี11 ในการต่อสู้เพื่อการสร้างระบบมาตรฐานการเงินที่มีศูนย์กลางควบคุม ไวท์เป็นผู้ได้รับชัยชนะ ด้วยแผนการที่ทำให้แม้แผนของเคนส์ยังดูไม่เสียสติ ในแผนการดังกล่าว สหรัฐฯ จะตั้งตัวเป็นศูนย์กลางทางระบบการเงินของโลก และกำหนดให้ทุกธนาคารกลาง สำรองเงินดอลลาร์ ซึ่งจะกลายเป็นสกุลเงินสำรองของโลก โดยที่สกุลเงินอื่นๆ จะสามารถแปลงเป็นดอลลาร์ได้ที่อัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนด ในขณะที่เงินดอลลาร์เองก็จะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นทองคำได้ที่อัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดเช่นกัน และ เพื่อที่จะให้แผนการดังกล่าวนี้ทำงานได้ สหรัฐจำเป็นที่จะต้องสามารถยึดทองคำจากธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ ได้นั่นเอง

ในขณะที่คนอเมริกันยังคมถูกห้ามไม่ให้ถือครองทองคำ รัฐบาลสหรัฐฯกลับสัญญาที่จะให้ธนาคารกลางในประเทศอื่นๆ สามารถแลกคืนดอลลาร์เป็นทองคำได้ที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ที่กำหนด ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า หน้าต่างทองคำ (the gold exchange window) จริงอยู่ ว่าในทางทฤษฎี ระบบการเงินของโลกยังคงตั้งอยู่บนทองคำ และหากรัฐบาลสหรัฐฯยังรักษาความสามารถในการแลกเปลี่ยนดอลลาร์กลับเป็นทองคำไว้โดยไม่ขยายอุปทานดอลลาร์จนมากเกินกว่าปริมาณทองคำสำรองที่มีอยู่ และ หากประเทศอื่นๆ ไม่ขยายอุปทานเงินของพวกเขามากเกินกว่าเงินดอลลาร์ที่มีสำรองไว้แล้ว ระบบดังกล่าวจะมีความใกล้เคียงกับระบบมาตรฐานทองคำในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เลยทีเดียว แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น ในทางปฏิบัติแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนกลับไม่ได้คงที่แต่อย่างใด และ มีการอะลุ่มอล่วยให้รัฐบาลต่างๆ สามารถปรับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนต่างๆ ได้เพื่อรับมือกับ “ความไม่สมดุลทางปัจจัยพื้นฐาน” 12

เพื่อที่จะบริหารจัดการระบบการเงินใหม่ของโลกที่หวังว่าจะมีอัตราแลกเปลี่ยนที่คงที่ และ สามารถรับมือกับความไม่สมดุลย์ทางปัจจัยพื้นฐานใดๆที่อาจเกิดขึ้นได้นี้ องค์ประชุมในการประชุมเบรตตัน วูดส์ จึงได้ก่อตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) ขึ้น กองทุนดังกล่าว ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประสานงานระหว่างธนาคารกลางทั่วทั้งโลก โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการรักษาอัตราแลกเปลี่ยน และ กระแสของเงินให้มีความคงที่ โดยหลักการแล้ว เบรตตัน วูดส์ พยายามจะใช้ระบบการบริหารจัดการจากส่วนกลาง กระทำในสิ่งที่ระบบมาตรฐานทองคำสามารถทำสำเร็จได้โดยธรรมชาติมาแล้วในช่วงศตวรรษที่สิบเก้า ภายใต้ระบบมาตรฐานทองคำนั้น สินค้า และ เงิน สามารถไหลข้ามผ่านพรมแดนได้โดยอิสระ อัตราการไหลของสินค้าและเม็ดเงินสามารถปรับตัวเองให้เหมาะสมได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องอาศัยผู้ควบคุมหรือกำหนดทิศทางจากส่วนกลางแต่อย่างใด และ ตลอดระยะเวลานั้น ก็ไม่เคยเกิดวิกฤตการขาดดุลการชำระเงินเลยแม้แต่ครั้งเดียว เนื่องจากการไหลข้ามผ่านพรมแดนของสินค้าหรือเงินจำนวนเท่าใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่เกิดจากการตัดสินใจของผู้เป็นเจ้าของเงินและสินค้าเหล่านั้น จึงทำให้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับมหภาคไม่สามารถเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ในระบบเบรตตัน วูดส์นั้น รัฐบาลถูกครอบงำโดยนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ ที่มองว่านโยบายการแทรกแซงทางการเงิน และ การคลัง เป็นเรื่องธรรมชาติ และ เป็นส่วนสำคัญของนโยบายภาครัฐฯ การพยายามบริหารจัดการกิจการการเงินและการคลังอย่างต่อเนื่อง ย่อมนำมาสู่การผันแปรของมูลค่าสกุลเงินประจำชาติ ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลย์ทางการค้า และ การไหลของเม็ดเงิน เมื่อสกุลเงินของประเทศลดมูลค่าลง ผลิตผลของประเทศนั้นก็จะมีราคาถูกลงสำหรับชาวต่างชาติ ส่งผลให้เกิดการไหลออกของสินค้าออกนอกประเทศ ในขณะที่ผู้ถือครองเงินในประเทศต่างพยายามซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อปกป้องตนเองจากการลดมูลค่าของเงินในประเทศ และ เนื่องจากการลดค่าเงิน มักมาพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำผิดธรรมชาติ เงินทุนจึงหาทางหนีออกนอกประเทศ เพื่อไปยังประเทศที่ให้ผลตอบแทนต่อเงินทุนที่สูงกว่า ส่งผลซ้ำเติมให้ค่าเงินถูกลดลงไปอีก ในทางกลับกัน ประเทศที่สามารถรักษามูลค่าของเงินเอาไว้ได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ ก็จะพบกับการไหลทะลักของเงินทุนเข้าสู่ในประเทศเมื่อใดก็ตามที่เกิดการลดค่าเงินในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ค่าเงินของประเทศสูงยิ่งขึ้นไปอีก การลดค่าเงิน เป็นการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ของการลดค่าเงินต่อไป ในขณะที่การเพิ่มมูลค่าของเงินก็จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของค่าเงินอีกในอนาคต ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหาระหว่างสองรัฐบาล  ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้ระบบมาตรฐานทองคำ เนื่องจากมูลค่าของเงินในทั้งสองประเทศนั้นมีค่าคงที่ เพราะว่ามันคือทองคำ และการไหลของเงินทุน และ สินค้าต่างๆ ก็ไม่อาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินได้นั่นเอง

กลไกการปรับตัวโดยอัตโนมัติของระบบมาตรฐานทองคำ สร้างให้เกิดมาตรวัดสำหรับการวัดผลของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกรูปแบบเสมอมา  แต่การเกิดขึ้นของระบบค่าเงินลอยตัว ทำให้เกิดความไม่สมดุลในระบบเศรษฐกิจโลก หน้าที่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คือการพยายามหาความมั่นคง หรือ “ดุลยภาพ” ภายในความยุ่งเหยิงนี้ด้วยการพยายามรักษาสมดุลย์ที่เป็นไปไม่ได้ระหว่างรัฐบาลทั่วโลก เพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ในกรอบสมมุติที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้า ในขณะที่การค้าและการไหลของเงินทุนกำลังส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนตลอดเวลา แต่การที่ไม่มีหน่วยวัดมูลค่าที่คงที่สำหรับระบบเศรษฐกิจโลก การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่สิ้นหวัง ไม่ต่างอะไรจากการพยายามสร้างบ้านโดยใช้ตลับเมตรที่ยืดหด และ เปลี่ยนระยะของตัวทันเองได้ทุกครั้งที่ใช้งาน

นอกจากจะจัดตั้งธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในเบรตตันวูดส์แล้วทางสหรัฐฯและฝ่ายพันธมิตรยังต้องการจัดตั้งสถาบันทางการเงินระหว่างประเทศอีกแห่งเพื่อบริหารจัดการเรื่องนโยบายทางการค้าโดยเฉพาะ ซึ่งการจัดตั้งองค์กรการค้าระหว่างประเทศในครั้งแรกล้มเหลวลงหลังรัฐสภาของสหรัฐฯปฏิเสธที่จะให้สัตยาบันแก่สนธิสัญญาแต่ก็ถูกทดแทนด้วยความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreementnon Trade and Tariffs: GATT) ที่เริ่มใช้ในปีค.ศ. 1948 โดย GATT นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ IMF ในการรักษาความมั่นคงทางการเงิน ผ่านการกระทำที่เป็นไปไม่ได้อย่างการรักษาสมดุลย์การค้า และ งบประมาณ หรือเรียกได้ว่า เป็นการพยายามรักษาสมดุลย์การค้า กับ นโยบายทางการเงินและการคลัง ผ่านการวางแผนจากส่วนกลาง ประหนึ่งว่านั้นเป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้

สิ่งสำคัญที่มักถูกมองข้ามเกี่ยวกับระบบเบรตตัน วูดส์ คือการที่ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ ได้ทำการเคลื่ิอนย้ายทองคำสำรองจำนวนมาก ออกจากประเทศของพวกเขา เข้าไปยังสหรัฐฯ และได้รับเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นการแลกเปลี่ยน ที่อัตราแลกเปลี่ยน $35 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ เหตุและผลของการกระทำดังกล่าว มาจากมุมมองที่ว่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะกลายมาเป็นสกุลเงินของโลก และธนาคารกลางต่างๆ จะใช้มันในการค้าขายและชำระบัญชีต่างๆ ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายทองคำอีกต่อไป โดยหลักการแล้ว ระบบดังกล่าวนี้ ก็ไม่ต่างกับการที่ระบบเศรษฐกิจของโลกทั้งโลกทำงานเหมือนประเทศหนึ่งภายใต้ระบบมาตรฐานทองคำ โดยมีธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางของโลก และธนาคารกลางของประเทศสมาชิกต่างๆ ทำหน้าที่เหมือนเป็นธนาคารสาขาในแต่ละพื้นที่ ข้อแตกต่างหลักที่สำคัญคือการที่วินัยทางการเงินที่เกิดจากระบบมาตรฐานทองคำนั้น แทบไม่หลงเหลืออยู่เลย เนื่องจากการที่ประชาชนไม่มีสิทธิ์ในการนำเอาเงินของตนไปแลกคืนเป็นทองคำจากธนาคารกลางของพวกเขาได้ ทำให้ไม่มีมาตรการใดที่สามารถควบคุมไม่ให้ธนาคารกลางต่างๆ เพื่มจำนวนอุปทานเงินของพวกเขา มีเพียงรัฐบาลเท่านั้น ที่สามารถนำเอาเงินดอลลาร์ไปแลกคืนเป็นทองคำจากสหรัฐฯได้ แต่กระบวนการดังกล่าวยุ่งยากกว่าที่คิด ในปัจจุบัณ ทองคำแต่ละออนซ์ ที่ธนาคารกลางต่างๆเคยนำไปแลกเป็นเงิน $35 ดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมีมูลค่าสูงกว่า $1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯเสียแล้ว

เมื่อลัทธิการพิมพ์เงินกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของโลก และการพยายามเชื่อมโยงระบบเข้ากับทองคำ ไม่มีอำนาจพอที่จะหยุดยั้งการทำลายค่าเงินของโลก และ การเกิดวิกฤติการขาดดุลทางการชำระเงินในหลายๆ ประเทศ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ กลับตกอยู่ในตำแหน่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ที่แม้จะยิ่งใหญ่กว่ามาก แต่ก็คล้ายคลึงกับเหตุการณ์การทำลายค่าเงินที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในโลกเก่าของจักรวรรดิโรมัน ด้วยการที่เงินของสหรัฐฯ แพร่กระจายตัวไปทั่วทุกมุมโลก และการที่ธนาคารกลางต่างๆ จำเป็นต้องสำรองเงินดอลลาร์สหรัฐไว้เพื่อทำการค้าขายระหว่างกันและกัน ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถตักตวงผลประโยชน์จำนวนมาก จากการขยายปริมาณอุปทานเงินดอลลาร์ อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดวิกฤตขาดดุลการชำระเงินอีกด้วย นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสนาม Jacques Reuff ตั้งชื่อสถานภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯในช่วงนี้ว่า “การขาดดุลไร้น้ำตา (deficit without tears)” เนื่องจากสหรัฐฯ ตกอยู่ในสภาวะที่สามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการจากโลกได้ โดยอาศัยเงินทุนจากเงินกู้ที่ได้มาจากการขยายปริมาณอุปทานเงินที่โลกทั้งโลกใช้ 

ไม่นานนัก ความยับยั้งชั่งใจทางการเงินในช่วงไม่กี่ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อความเย้ายวนของความสามารถในการซื้อของฟรีๆ โดยอาศัยการสร้างเงินเฟ้อ โดยเฉพาะการใช้จ่ายทางด้านสงคราม และ สวัสดิการ อุตสาหกรรมการทหารที่เฟื่องฟูขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ขยายตัวขึ้นจนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์เรียกว่า กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมทางการทหาร ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทรงอิทธิพลมากพอที่จะเรียกร้องเงินทุนเพิ่มเติมจากรัฐบาล และ ผลักดันนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ จนนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไร้วัตถุประสงค์ และ ไม่มีจุดจบ โดยพวกลัทธิเคนส์หัวรุนแรงคลั่งทหารพยายามหาเหตุผลโน้มน้าวผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง ว่าการใช้จ่ายเพื่อการเข่นฆ่าทำลายล้างชีวิตนับล้านชีวิตนี้ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจนั่นเอง

เครื่องจักรสงครามนี้ ถูกทำให้ชาวอเมริกันยอมรับมันได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมันเป็นนโยบายที่มาจากพวกนักการเมืองกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มที่ผลักดันนโยบาลรัฐสวัสดิการในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่โครงการสงคมยิ่งใหญ่ (the Great Society) จนถึงโครงการบ้านเอื้ออาทร, โครงการเรียนฟรี, และโครงการดูแลสุขภาพราคาประหยัด เงินเฟียตทำให้ชาวอเมริกันสามารถลืมกฎธรรมชาติของเศรษฐกิจ และ เกิดความเชื่อว่า อาหารกลางวันฟรี หรืออย่างน้อยก็ราคาตลอดไปนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้

ภายใต้สภาวะที่ไม่อนุญาติให้ทำการไถ่ถอนทองคำ ประกอบกับความสามารถในการกระจายต้นทุนของการสร้างเงินเฟ้อไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก สูตรสำเร็จทางการเมืองจึงเหลือเพียงการเพิ่มอัตราการใช้จ่ายของภาครัฐฯ โดยอาศัยการผลิตเงินเพิ่มขึ้นผ่านการสร้างเงินเฟ้อ และเราก็ได้เห็นการเติบโตของอัตราค่าใช้จ่ายและหนี้สินของภาครัฐฯ และ การสูญเสียความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของเงินดอลลาร์ ในรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยในยุคหลังสงครามนี้ เห็นได้ว่า เมื่อรัฐมีเงินของรัฐเป็นทุนสนับสนุนกิจการของรัฐแล้ว ความแตกต่างทางการเมืองระหว่างแต่ละพรรคการเมืองก็จางหายไปเนื่องจากผู้ลงแข่งขันสามารถมีนโยบายทางการเมืองที่สนับสนุนได้ในทุกๆเรื่อง โดยไม่จำเป็นต้องแลกสิ่งใดเพื่ออีกสิ่งหนึ่งแต่อย่างใด

Note:ผลงานแปลนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างเพจ Blockchain Review และ คุณพิริยะ สัมพันธารักษณ์ MD ของ Chaloke dotcom ยังไงฝากติดตามด้วยนะครับ

ใครอยากสนับสนุนหนังสือเล่มนี้ไปทำแบบสอบถามกันได้ที่ https://blockchain-review.co.th/article/the-bitcoin-standard-survey/

5 2 votes
Article Rating
Article bitcoin-standard แปล
Writer
การสมัครรับข้อมูล
แจ้งเตือนสำหรับ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Maybe You Like

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x