ยอดผู้เข้าชม : 338

เทรนที่น่าจับตาในปี2019 : การเพิ่มขึ้นของทรัพย์สินทางเลือก

การเพิ่มขึ้นของทรัพย์สิน (Alternative Asset) ทางเลือก
ขยับจาก Crypto เป็นทรัพย์สินดิจิทอล (Digital Asset)

มีตัวชี้วัดมากมายที่บอกถึงความเป็นไปได้ว่าจะเกิดการชะลอตัวทั่วโลกโดยเฉพาะในตลาดหุ้นเเละตราสารหนี้ในปีหน้า นักลงทุนจึงพากันมองหาทรัพย์สินประเภทอื่น(alternative asset ) ในตลาดที่กำลังพัฒนา security token มันมีความเป็นไปได้อย่างมากที่ tokenization จะทำให้สินทรัพย์ที่ก่อนหน้านี้มีผลประกอบการดีขาดสภาพคล่อง พิจารณาจาก SMEs เเละ Real Estate Assets ที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดี แต่ขาดการเข้าถึงตลาดอย่างกว้างขวาง

ในขณะที่พวกเขาไม่สามารถจ่ายค่า public market listing ได้ การเปิดตัวเข้าสู่ตลาดโลกของนักลงทุนจะทำให้พวกเขาได้รับเงินทุนสำหรับขยายกิจการของพวกเขา กว่า 90% ของบริษัทที่ดำเนินกิจการทั่วโลกใน SMEs นั้นมีศักยภาพในการเติบโตเเบบมีนัยยะสำคัญ เนื่องด้วย SMEs ในส่วนธุรกิจเกิดใหม่ หลายธุรกิจมีความน่าสนใจ และอาจมาแทนที่ธุรกิจเก่าที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ได้ในอนาคต ทำให้มี SMEs บางส่วนน่าลงทุนเป็นอย่างมาก แต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและผู้ลงทุนนั้น นักลงทุนจะมองว่า เมื่อพวกเค้าซื้อ มีสภาพคล่องพอที่จะขายไหม

มุมมองของ Alternative Asset ต่อระดับบริษัท

ซึ่งหากลองคิดว่า ถ้าบริษัทเล็กที่พอมียอดขายดีอย่างชาไข่มุก The Alley อยากขยายกิจการออกไปยังภูมิภาคอื่น แล้วอยากระดมเงินทุน ด้วยการขายหุ้น การเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้นสำหรับกิจการที่มี Marketcap ไม่ใหญ่มาก และงบการเงินไม่เยอะมาก ค่อนข้างยาก ลองสังเกตการระดมทุนในรูปของบริษัทจากตลาดหุ้น ส่วนใหญ่หลักร้อยล้านบาททั้งนั้น อีกทั้งนักลงทุนที่จะเข้ามาระดมทุนก็จำกัด เพราะมีแต่ผู้คนในประเทศนั้นเท่านั้น ยังไม่นับค่าดำเนินการต่างๆ ทำให้บริษัทขนาดเล็กจำนวนมาก เลือกที่จะกู้มากกว่าไปขอระดมทุน

การกู้สำหรับขยายกิจการนั้น จะมีต้นทุนที่ค่อนข้างแพงหากเป็นการกู้จากธนาคารเพียงอย่างเดียว หลายกิจการเลือกที่จะกู้ผ่านเครื่องมือทางการเงินหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น การออกตั๋วเงิน (Bill of Exchange) หรือการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Bond) หรือหุ้นกู้แปลงสภาพ (Covertible Bond)

ดังนั้นหากคิดว่า ถ้าการระดมทุนง่ายขึ้น มีต้นทุนที่ถูกขึ้น ทำไมต้องไปกู้ธนาคาร บนต้นทุนทางการเงินที่แพง บนอัตราดอกเบี้ยที่ไม่แน่นอน เพราะหากอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม หนี้อันเป็นภาระก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน หากมีทางเลือกที่ดีกว่า มีหรอที่บริษัทจะไม่สนใจ

แล้วอะไรที่จะมาตอบโจทย์การสร้างสินทรัพย์ทางเลือก

โดยส่วนตัวมองว่า ต้องมีสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าแน่นอนก่อน แล้วสกุลนั้นต้องผูกกับ Fiat Currency หรือก็คือ Stable Coin หน่ะแหละ แล้วต้องมีปริมาณที่มากพอที่จะใช้เป็นสภาพคล่องได้ ปัจจุบันสภาพคล่องจาก USDT USDC TUSD PAX่ ซึ่งเป็น Stable Coin ในตลาดคริปโตนั้น ยังมีไม่มากพอ ตรงนี้ถือเป็นจุดที่น่าสนใจมาก เพราะถ้ามันมีมากพอเมื่อไหร่ เราสามารถใช้เงินสกุลนี้ ในการโอนไประดมทุนได้ทั่วโลกเลย มันเหมือนการส่งรูปจากโทรศัพย์มือถือของเราไปหาของเพื่อนเรา และทั้งหมดสามารถดำเนินการได้ภายในเวลาไม่ถึง1วินาที

แล้วอะไรที่น่ากังวล

จริงๆแล้ว คนที่กังวลไม่ใช่ประชาชน แต่เป็นธนาคารกลางของแต่ละประเทศต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะนี่คือการแทรกซึมของเงินดอลลาร์ครั้งใหญ่ ผ่านการทำ Digital Fiat United State Dollar หรือเงินดอลลาร์สหรัฐแบบดิจิทัล ซึ่งเราจะเห็นแล้วว่า สินทรัพย์อย่างคริปโต ทั้งหมดถูกคำนวณเป็นดอลลาร์

และ Facebook Coin ที่ “มาร์ก ซัคเคอเบิร์กก” กำลังจะออกสู่ Facebook Platform นั้น จะต้องมีสกุลเงินดิจิทัลที่เป็น Stable Coin แน่ และการค้าขายในอนาคต เราอาจขายผ่าน Facebook ได้เหมือนการขายผ่าน Amazon โดย Facebook จะขอกินค่าส่วนต่างจากระบบเศรษฐกิจของเราไปนั่นเอง แปลว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของ Facebook อาจะทำให้เกิดรอยรั่วขนานใหญ่ทางการเงิน และทำให้ประเทศเสียดุลทางการเงิน (Balance of Payment) ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ในอดีตเราเห็นแล้วว่า บริษัทเทคโนโลยีตัดผ่านบัตรเครดิต ทำให้ไม่เสียภาษี Facebook สาขาประเทศไทยจึงจ่ายภาษีน้อยมาก เพราะการตัดผ่านบัตรเครดิตเกือบทั้งหมด ไปโผล่ที่ไอร์แลนด์ ทำให้ไทยไม่สามารถเก็บภาษีได้ ซึ่งดิจิทัลกำลังสร้างช่องว่างทางภาษีใหม่อีก รอยรั่วเก่ายังปิดไม่หมดเลย รอยรั่วใหม่ก็กำลังมา คำถามคือ ไทยพร้อมเป็นประเทศผู้นำในสินทรัพย์ทางเลือก แล้วหรือยัง โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่าไม่ และยังต้องใช้เวลาอีกนานเลย

Leave a Reply

Advertisment ad adsense adlogger