ยอดผู้เข้าชม : 428

Altcoin Today ตอน ด้านมืดของเงินดิจิทัล Monero คืออะไร

“เงินดิจิทัลมีไว้สำหรับฟอกเงิน” “เงินดิจิทัลมีไว้เพื่อทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย” สองประโยคนี้เป็นสิ่งที่เรามักจะได้ยินกันอยู่เสมอๆ เนื่องจากการใช้งานในทางที่ผิด ในยุคแรกๆนั้น Bitcoin ก็ถูกนำไปใช้ซื้อสิ่งของผิดกฎหมายอย่างในกรณีของเว็ปไซต์ Silkroad แต่อย่างไรก็ตามระบบของ Bitcoin นั้นยังมีช่องโหว่อยู่ที่ทุกคนสามารถของเห็นที่มาที่ไปของธุรกรรมทั้งหมดได้ เพียงแต่เราจะไม่รู้ว่าธุรกรรมเหล่านั้นเป็นของใครบ้างหาก ผู้ใช้งานไม่เปิดเผย ซึ่งถ้ามองในแง่นี้ Bitcoin นั้นอาจจะไม่ใช่เครื่องมือที่ดีในการปกปิดธุรกรรมที่ต้องการความเป็นส่วนตัว มันมีความโปร่งใสอยู่พอสมควร แต่ก็มีเงินดิจิทัลอีกประเภทหนึ่งที่เราสามารถจะปกปิดธุรกรรมได้ถึงขนาดไม่รู้ที่มาที่ไป โดยเราเรียกเงินดิจิทัลเหล่านั้นว่า Private Currency ซึ่งมันถูกพัฒนามาเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวที่ไม่เคยมีใน Bitcoin แต่เมื่อมันมีความเป็นส่วนตัวแน่นอนว่าการใช้งานที่ผิดก็มีเช่นกัน และ Private Currency ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดมันมีชื่อว่า Monero

 

Monero คืออะไร

Monero เป็นเงินดิจิทัลที่ทำงานด้วย Blockchain เกิดขึ้นในเดือน เมษายน ปี 2014 โดย Fork ออกมาจาก Bytecoin ซึ่งสามารถขุดได้ด้วยระบบ Proof of Work ด้วยอัลกอริทึ่ม CryptoNight โดยถูกจัดอยู่ในประเภท Private Currency มีคุณสมบัติคือ นอกจากผู้รับและผู้ส่งแล้ว หากมองจากบุคคลภายนอกจะไม่สามารถรู้ที่มาที่ไปของเงินได้ โดยใช้หลัก Coinmixing ที่ชื่อว่า Ring Signature ซึ่งเป็นการนำธุรกรรมหลายๆธุรกรรมมาปนกัน ซึ่งทำให้มองจากภายนอกมันยากมากที่จะบอกว่าที่ผู้ของผู้รับและผู้ส่งคือใครกันแน่ Monero นั้นถูกพัฒนาโดย Developer 7 คน โดยที่ 5 คนนั้นไม่เปิดเผยตัวตน และอีกสองคนคือ  David Latapie and Riccardo Spagni

 

ความล้มเหลวของ Bytecoin และการเริ่มต้นของ Monero

อย่างที่เกริ่นไปในตอนแรกว่า Monero นั้นเป็น Fork ของ Bytecoin แล้วทำไมมันถึงเป็นที่รู้จักมากกว่า Bytecoin หล่ะ ตัว Bytecoin นั้นถูกอ้างว่าสร้างขึ้นเดือนกรกฎาคม 2012 แต่เผยแพร่ลงบน Community ในเดือนมีนาคมปี 2014 ทำให้ผู้คนมากมายสงสัยว่าทำไมตัว Bytecoin นั้นถึงไม่มีใครรู้จักเลยถึง 2 ปี และก็มีคนใน Community จับได้ว่าระบบของ Bytecoin นั้นมีการปลอมแปลงโค้ดไม่ว่าจะ Signature เวลาที่ระบบบันทึก และเลขเวอร์ชั่น ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่า Developer ของ Bytecoin นั้นได้แอบขุดเหรียญไปแล้วถึง 82% ของเหรียญที่มีทั้งหมด แม้จะมีการแถลงการณ์แก้ตัวจากผู้สร้าง Bytecoin ในปี 2017 แต่ก็ไม่ทำให้ Community นั้นเชื่อถือแต่อย่างใด

วันที่ 18 เมษายน 2014 มีUser ที่ชื่อว่า thankful_for_today ได้ fork Bytecoin ออกมาโดยใช้ชื่อว่า BitMonero โดยตอนแรกมันไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่ ในเวลาไม่นานนัก thankful_for_today จึงหายไปจากการพัฒนา ต่อมามี User ที่ชื่อว่า Johnny Mnemonic ตัดสินใจนำโปรเจคมาพัฒนาต่อโดยใช้ชื่อว่า Monero

 

RingSignature CT

RingSigantureCT คือสิ่งที่ทำให้ระบบของ Monero ตรวจสอบไม่ได้ ลองนึกว่าผมกำลังจะเซ็นเช็คใบหนึ่งให้ท่านผู้อ่าน ผมจะต้องเซ็นลายเซ็นของผมลงในเช็คและมอบให้แก่คุณ ซึ่งลายเซ็นของผมนั้นจะเป็นสิ่งที่ระบุตัวตนของผมและทำให้บุคคลภายนอกรู้ว่าใครเป็นคนส่งเงินนี้ ทีนี้สิ่งที่ RingSignatureCT คือตอนที่ผมจะเซ็นลายเซ็นผมเดินไปที่ถนนและขอให้ วินมอร์เตอไซ แม่ค้าขายของ เสือดำ และดาราที่เป็นข่าว รวมแล้ว 4 คน (3 คน 1 ตัว) และสร้างลายเซ็นที่ผสมจากผมและคนอีก 4 คน (3 คน 1 ตัว) ที่เหลือมารวมกันและสร้างเป็นลายเซ็นใหม่คราวนี้ถ้ามองจากภายนอกจะไม่มีใครรู้ว่าที่จริงแล้วคนที่ส่งเงินคือ ผม วินมอร์เตอไซ แม่ค้าขายของ เสือดำ หรือ ดาราที่เป็นข่าว เป็นคนส่งเงิน และไม่ใช่แค่นั้นเวลาที่ผมจะส่งเงินเช่นผมส่งเงิน 100 XMR ระบบจะแตกธุรกรรมออกเป็นหลายๆชิ้นเช่นแบ่งเป็น 30 30 30 10 และธุรกรรมเหล่านี้ก็จะถูกปนไปกับคนอื่นๆในระบบซึ่งอาจจะเป็นคนที่เหลือในถนน เช่น คนขับสามล้อ คนสวมนาฬิกา นักร้องชื่อดังในอดีต ทำให้คนภายนอกไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครเป็นคนส่ง

.

 

ด้านมืดของเงินดิจิทัล

ปกติแล้วถ้าเราไปดูใน Blockexploerer ของ Bitcoin หรือ Ethereum เราจะรู้ว่าที่มาที่ไปของเงินนั้นเป็นอย่างไรบ้างแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของบัญชี แต่ในทางการตามรอยนั้นหากมีบัญชีหนึ่งที่มีการยืนยันตัวตนเราจะสามารถติดตามร่องรอยธุรกรรมการเงินได้ (แถมไม่มีทางที่ข้อมูลจะถูกลบออกไปได้ด้วย) แต่หากเราเข้าไปดู Blockexploerer ของ Monero เราจะไม่สามารถระบุร่องรอยอะไรได้เลยทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ ในปี 2016 นั้นจำนวนธุรกรรมและมูลค่าของ Monero นั้นเพิ่มมากขึ้นโดยมันถูกนำไปใช้บน Alphabay ที่เป็นแหล่งขายของผิดกฎหมายและถูกปิดตัวลงภายหลัง

 

Mining Malware

ด้วยอัลกอริทึ่มของ Monero นั้นสามารถขุดได้ด้วย CPU จึงได้มีคนคิดค้นสคริปที่สามารถขุด Monero โดยฝังอยู่กับหน้าเวปไซต์ได้ ทำให้มันเกิดหนทางใหม่ในการหารายได้แก่เจ้าของเวปไซต์แต่อย่างไรก็ตามมันก็ถูกนำไปใช้กับ Malware มากมาย เคยมีรายงานว่ามีคอมพิวเตอร์จำนวนมากที่ติด Malware นี้แม้แต่ Youtube เองยังเคยมีโฆษณาที่ถูกฝัง Malware ตัวนี้เช่นกัน ทุกวันนี้ในเวปไซต์ที่ให้บริการผิดกฎหมายเช่น เว็ปไซต์ที่ดูหนังฟรี หรือ Piratebay ก็มี Malware ตัวนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตามมักเกิดความเข้าใจผิดว่า Malware ตัวนี้จะทำให้คอมพิวเตอร์พัง ซึ่งจริงๆแล้ว CPU นั้นถูกออกแบบมาให้ทนความร้อนได้เกิน 100 องศาด้วยซ้ำ Malware เหล่านี้จึงทำให้คอมพิวเตอร์ช้าลงเท่านั้น และใน Script นั้นเราสามารถปรับได้ว่าเราจะเอากำลังขุดกี่ % ของ CPU เช่น Plugin ของ Coinhive

 

อุดมการณ์ของ Monero

 

แม้ Monero จะถูกใช้ในด้านผิดกฎหมายเป็นส่วนมาก แต่ด้วยเจตนารมณ์ของผู้สร้างนั้นระบุไว้ว่ามันเป็นเงินที่มีความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง เพราะไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้ และการขุดนั้นผู้สร้างยังติดตั้งระบบที่ต่อต้านการขุดด้วยเครื่องขุด ASIC อีกด้วย ในเดือนมีนาคม 2018 นั้น Bitmain ได้ผลิตเครื่องขุดที่ชื่อว่า Antminer X3 ที่สามารถขุด Monero ได้ทางนักพัฒนาจึงได้ออกมาแก้เกมด้วยการบอกว่า เขาจะแก้โค้ดให้ไม่สามารถขุดได้ทำให้ Monero ดูเหมือนจะมีความเป็น Decentralized

 

แล้วก็จบไปแล้วนะครับกับ Monero ถึงแม้ว่าจะเป็นเงินดิจิทัลที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเป็นส่วนมาก แต่เหรียญนั้นมีสองด้านเสมอ หากเรามองในแง่ของความเป็นส่วนตัวมันคือเทคโนโลยีที่ดีเช่นกัน ซึ่งมันขึ้นกับการนำไปใช้ ในอดีตอินเตอร์เนตยังเคยถูกมองว่าเป็นแหล่งที่รวมของสิ่งผิดกฎหมายมาก่อนเช่นกัน Monero จะเป็นอย่างไรในอนาคตเราก็คงต้องเฝ้าดูกันต่อไป

Leave a Reply

Advertisment ad adsense adlogger