ยอดผู้เข้าชม : 89

ครบรอบ 1 ทศวรรษของ Bitcoin

Bitcoin White Paper – 10 ปี ตั้งเเต่ วิศัยของ Satoshi ถูกนำมาใช้ในชีวิตจริง

วิวัฒนาการของอุตสาหกรรมสำคัญที่ถูกขับเคลื่อนในอดีต โดยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่แหวกแนวจะสร้างเครื่องหมายที่ไม่สามารถลบออกได้ในสังคม

การพิมพ์นำไปสู่การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ การค้นพบของการไฟฟ้านำแสงส่องไปทั่วโลก คลื่นวิทยุเปลี่ยน

ส่งข้อมูลจำนวนมาก และอินเทอร์เน็ต ได้เปลี่ยนแปลงวิธีสื่อสารเเละรับข่าวสารของเราโดยสิ้นเชิง

ในช่วงทศวรรษที่ผ่าน Bitcoin มีผลกระทบอย่างมากต่อนวัตกรรมการเงินของโลก เทคโนโลยี cryptocurrency ได้มีอิทธิพลต่อหลายภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ

31 ตุลาคมเป็นวันครบรอบ 10 ปีของงการเผยแพร่ white paper ของ Bitcoin ที่อธิบายถึงวิธีการใช้งานโปรโตคอล Bitcoin

Bitcoin: ระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์แบบ Peer-to-Peer ได้รับการตีพิมพ์ใน cryptography mailing list ในเดือนพฤศจิกายน 2008 หลังจากการตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นผลงาน เขียนโดย Satoshi Nakamoto ผู้สร้างที่ไม่ระบุตัวตนของ Bitcoin ซึ่งอาจเป็นบุคคลหรือกลุ่มคน

white paper เสนอระบบที่จะแทนที่ความต้องการของหน่วยงานส่วนกลางเช่นธนาคารและสถาบันการเงินเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม

ด้วยเหตุนี้โปรโตคอล Bitcoin จึงไม่สามารถพัฒนาได้หากปราศจากรากฐานที่วางไว้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้ริเริ่มการกระจายอำนาจ(decentralized) จะใช้เครือข่าย peer to peer ที่เข้ารหัสไว้

 

อิทธิพลของ Bitcoin Protocol

Wei Dai’s b-money ,  Hashcash ของ Dr. Adam Back และงานของ Dr. Ralph Merkleได้รับการยกย่องว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อโปรโตคอล Bitcoin สังเกตว่าผู้มีอิทธิพลทั้งสามคนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานที่เกี่ยวกับการเข้ารหัส, timestamping,โปรโตคอล ที่มีอิทธิพลต่อวิธีการทำงานโปรโตคอล Bitcoin

Timestamps

Arvind Narayanan รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ Princeton และ Jeremy Clark สรุปผลงานต่างๆ ที่มีอิทธิพลจาก white paper Bitcoin ของ Satoshi

เริ่มแรกจากอันที่สำคัญ Bitcoin ทำหน้าที่เป็นบัญชีแยกประเภทอิเล็กทรอนิกส์ และการทำธุรกรรมจะถูกบันทึกไว้ตามลำดับในบล็อค ดวยการใช้งาน timestamps ดิจิตอล ผลงานของ Stuart Haber และ Scott Stornetta เกี่ยวกับ timestamps ดิจิตอล เรื่อง”วิธีประทับเวลาเอกสารดิจิทัล” ตีพิมพ์ในปี 1991 อ้างตาม  white paper ของ Bitcoin

Haber, Stornetta,เเละงานวิจัยของ Dave Bayer เรื่อง “การปรับปรุงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของ digital time stamping” ถูกตีพิมพ์ในอีกสองปีต่อมา ทั้งสองส่วนข้างต้นทำงานเน้นการสร้าง timestamps สำหรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ใน cryptographic hashes

ซาโตชิใช้โครงสร้างข้อมูลจากงานต้นฉบับของ Haber และ Stornetta เพื่อให้เซิร์ฟเวอร์ timestamp ของ Bitcoin ใช้เวลาในการทำธุรกรรมและ timestamps ก่อนที่จะส่งไปยังเครือข่าย

timestamp เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันสามารถพิสูจน์ได้ว่าต้องมีข้อมูลอยู่ก่อนถึงสามรถสร้าง hash ได้ การประทับเวลาของบล็อกทั้งหมดจะมีการประทับเวลาก่อนหน้าในแฮช เพื่อสร้างห่วงโซ่เชิงเส้นชั่วคราวของบล็อก

 

B-money

Wei Dai’s b-money อธิบายโปรโตคอลที่จะอนุญาตให้ผู้เข้าร่วมทำธุรกรรมได้และบังคับใช้สัญญาในระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยวิธีที่ไม่สามารถเข้าถึงได้

โปรโตคอลแรกของ B-money เสนอว่าผู้เข้าร่วมระบบรักษาฐานข้อมูลยอดคงเหลือในบัญชี ธุรกรรมจะเริ่มต้นขึ้นและเสร็จสิ้นโดยส่งข้อความไปให้ผู้มีส่วนร่วมทั้งหมดซึ่งจะปรับปรุงยอดคงเหลือในบัญชีของผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำรายการโดยเฉพาะ

โปรโตคอลที่สองเสนอเซตย่อยให้กับผู้มีส่วนรับผิดชอบในการปรับปรุงยอดคงเหลือในบัญชีของผู้เข้าร่วมอาจถูกมองว่าคนที่เขียนโหนดของโปรโตคอล Bitcoin ซึ่งเก็บรักษาบันทึกของบล็อคที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

Hashcash

Hashcash มีผลกระทบต่อโปรโตคอล Bitcoin มากขึ้นเนื่องจากเป็นพื้นฐานสำหรับอัลกอริธึมในการพิสูจน์การทำงานของ cryptocurrency

Dr. Adam Back ได้คิดค้น Hashcash ในปี 1997 อัลกอริธึมแบบ proof-of-work ตัวนี้ ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการป้องกันอีเมลขยะและการโจมตีแบบ denial-of-service โดยอัลกอริทึมนี้ต้องใส่ปริมาณงานที่จพคำนวณก่อนสร้าง hash stamp นั่นจะเป็นหลักฐานที่ทำให้ผู้รับข้อมูลตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว

white paper ของ Bitcoin ,Satoshi ก็มีการกล่าวถึงระบบ  Back’s Hashcash ในอัลกอริธึม proof-of-work ของ Bitcoin

จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ระบบ proof-of-work ที่ Nakamoto ได้สร้างเศรษฐกิจการทำเหมืองที่มีการเเข่งขันสูงขึ้นมา(ส่วนตอนนี้เหมืองเเตก ที่จีนเทขายริกในราคา 5%จากราคาป้าย) เเละได้ค่าตอบเเทนในการพิสูจน์อัลกอริทึมและปลดล็อค block ใหม่ ระบบ proof-of-work ไม่เพียงเเต่สร้างเเรงจูงใจในการรักษาเครือข่ายให้ทำงานได้ มันยังช่วยปกป้องเครือข่ายจากผู้บุกรุกด้วย

หากกลุ่มผู้โจมตีต้องการเปลี่ยนหรือย้อนกลับรายการก่อนหน้านี้ใน blockchain ของ Bitcoin พวกเขาต้องแก้ระบบ proof-of-work ใน block ที่เฉพาะเจาะจง และ block ทั้งหมดใน chain ซึ่ง ฮาร์ดเเวร์ทุกวันนี้ยังม่สามารถทำได้ในทางทฤษฏี (ในอนาคต ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะสามารถทำได้)

 

Merkle trees

อีกส่วนสำคัญของโปรโตคอลของ Bitcoin ได้รับอิทธิพลมาจากผลงานของ Dr. Ralph Merkle ผู้คิดค้น co-inventing public key cryptography.

เอกลักษณ์ของ Merkle และ Markle trees ถูกคิดค้นเเละตั้งชื่อตาม Merkle เช่นกัน Merkle trees เป็น ต้นไม้ pictographic ที่มีใบเป็น hash signatures ประกอบด้วยข้อมูลในการทำธุรกรรม

อธิบายให้เข้าใจง่าย ก็คือ Merkle trees ใช้เพื่อจัดระเบียบและตรวจสอบข้อมูลที่เก็บไว้ที่ถูกถ่ายโอนในเครือข่าย

แผนภาพข้างล่างแสดงให้เห็นถึง Merkle root ที่เป็น hash ของ hash ทั้งหมดของธุรกรรมใน block เฉพาะเจาะจงใน blockchain ตัว Merkle root จะถูกรวมอยู่ในส่วน header ของ block ซึ่งช่วยให้โหนดตรวจสอบว่าธุรกรรมใด ๆ ได้รับการยอมรับจากเครือข่ายโดยการดาวน์โหลดส่วน header และ Merkle tree

แค่ใส่ Merkle root ลงใน  hash เดียวที่ได้รับการตรวจสอบธุรกรรมทั้งหมดภายใต้มัน นั่นหมายความว่า ธุรกรรมเดียวภายในโครงสร้าง Merkle tree สามารถตรวจสอบได้จากเครือข่ายเพราะ Merkle root มีข้อมูล hash ที่เจาะจงเช่นกัน

 

ความอัจฉริยะของSatoshi – การรวมส่วนประกอบที่สำคัญ

ด้วยอิทธิพลหลายอย่างที่มีบทบาทต่างกันใน white paper ของ Bitcoin จึงยากที่จะระบุองค์ประกอบสำคัญที่สุดของโปรโตคอล

จุดแข็งของ Satoshi คือความสามารถในการใช้วิธีการและเทคโนโลยีที่แตกต่างกันเหล่านี้เพื่อสร้างระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานได้

ทาง Cointelegraph จึงได้ไปหาบุคคลที่เป็นที่นับถือในชุมชน cryptocurrency และ blockchainเพื่อทราบถึงภาพรวมของ white paper นี้ในปัจจุบัน 

Cypherpunk และ  Jameson Loppวิศวกรซอฟต์แวร์ เล่าถึงครั้งเเรกที่พวกเขาอ่าน white paper ของ Satoshi ในระดับปฏิบัติ

Loppให้ความเห็นว่า ยังไม่มีโครงสร้างใดที่สามารถบอกไดว่ามีอิทธิพลที่สุดในการทำงานของโปรโตคอล Bitcoin วิธีทั้งหลายที่ต่างกันทำให้ Bitcoin ทำงานได้

min Gün Sirer รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ กล่าวถึงความชื่นชมที่เขามีให้ตอนที่อ่านมันครั้งแรก

Gün Sirer เชื่อว่าความสามารถของ Satoshi ที่ผสมผสานวิธีการที่มีอิทธิพลต่างกันเข้ากับระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งที่ทำให้ใช้งานได้อย่างเหมาะสม

ในขณะที่ Bitcoin white paper เป็นเหมือนพิมพ์เขียวที่โดดเด่น สำหรับ cryptocurrencies

ในปัจจุบัน ที่พยายามพัฒนาข้อบกพร่องก่อนหน้านั้นบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อ Bitcoin

Vinny Lingham ผู้บริหารและที่ปรึกษาอุตสาหกรรมได้เสนอ Cointelegraph เกี่ยวกับมรดก Bitcoin

Lingham ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มบัตรของขวัญดิจิทัล Bitfox Gyft กล่าวว่าเขาไม่ค่อยเชื่อในตัวของ cryptocurrencyในตอนเเรก

ดูเหมือนว่าความคิดนั้นจะเปลี่ยนไปเมื่อเขาเห็นมันกลายเป็นเงินสกุลหลักที่ใช้กันทั่วโลก เเละตระหนักถึงความสามารถของ Bitcoin ในการแก้ปัญหาของบริษัท เรื่องการโกงและชักดาบ

 

จะเกิดอะไรขึ้นกับ Bitcoin ในอีก 10 ปีข้างหน้า?

ในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของ Bitcoin white paper ประวัติศาสตร์ของ Bitcoin แสดงให้เราเห็นแน่นอน และความท้าทายที่ cryptocurrency ต้องเผชิญกว่าจะมาถึงทุกวันนี้

โปรโตคอลดั้งเดิมตามที่ระบุไว้ใน white paper ของ Nakamoto ยังคงไม่เปลี่ยนไป แต่เป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นกับ Bitcoin ที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นใน 10 ปีข้างหน้า

Lopp บอกกับทาง Cointelegraph ว่า ในทศวรรษหน้า Bitcoin น่าจะเข้าถึงได้มากขึ้นและเป็นมิตรกับผู้ใช้เนื่องจากนักพัฒนาซอฟต์แวร์และวิศวกรซอฟต์แวร์ พยายามสร้างแอพพลิเคชันที่ต่างกันเพื่อปรับปรุงวิธีในการใช้งาน Bitcoin และ blockchain

ün Sirer เสนอความเห็นที่คล้ายกันว่า ทศวรรษหน้านวัตกรรมจะปรับปรุงระบบที่เรากำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน

Lingham ได้เล่าถึงมุมมองที่มากขึ้นสำหรับอนาคตของ Bitcoin โดยเน้นที่ความคิดเห็นทางอุดมการณ์มากกว่าโซลูชั่นของเทคโนโลยี  เขาหวังว่าชุมชนจะสามารถหาทางที่จะทำให้ Bitcoin สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ในปีต่อ ๆ ไป

สำหรับเสถียรภาพทางการเงินและแนวโน้มตลาดในอนาคตสำหรับ cryptocurrency ตามที่Cointelegraph รายงานในช่วงต้นเดือนตุลาคมปี 2018 ว่าราคา Bitcoin ต่ำสุดในรอบ 17 เดือน เเสดงถึงความผันผวนจากการเก็งกำไร

อย่างไรก็ตาม Bitcoin ของ Satoshi Nakamoto ได้ช่วยปูทางให้ cryptocurrencies ท้าทายระบบการเงินแบบเดิมและธนาคารพาณิชย์

ด้วยเหตุนี้วันเกิดปีที่ 10 เป็นวันพิเศษและไม่ต้องสงสัยเลยว่า Bitcoin จะถูกยกย่องว่าเป็น original cryptocurrency

 

Leave a Reply

Advertisment ad adsense adlogger