fbpx

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 6 ระบบการสื่อสารของระบบทุนนิยม Part 2

วัฎจักรธุรกิจและวิกฤตการเงิน   ใขณะที่อุปทานของเงินที่พร้อมให้กู้ในตลาดเสรีนั้นกำหนดโดยผู้เล่นในตลาดที่ทำการตัดสินใจให้กู้โดยอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ย อุปทานของเงินให้กู้ในระบบเศรษฐกิจที่มีธนาคารกลางและธนาคารที่ทำการสำรองเงินเพียงบางส่วนนั้น กลับถูกกำหนดโดยคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยนักเศรษฐศาสตร์ที่อยู่ภายใต้อิทธอิพลของนักการเมือง นายธนาคาร นักวิ

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 6 ระบบการสื่อสารของระบบทุนนิยม Part 2

24 Sep 2020

วัฎจักรธุรกิจและวิกฤตการเงิน

 

ใขณะที่อุปทานของเงินที่พร้อมให้กู้ในตลาดเสรีนั้นกำหนดโดยผู้เล่นในตลาดที่ทำการตัดสินใจให้กู้โดยอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ย อุปทานของเงินให้กู้ในระบบเศรษฐกิจที่มีธนาคารกลางและธนาคารที่ทำการสำรองเงินเพียงบางส่วนนั้น กลับถูกกำหนดโดยคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยนักเศรษฐศาสตร์ที่อยู่ภายใต้อิทธอิพลของนักการเมือง นายธนาคาร นักวิเคราะห์บนทีวี และที่น่าทึ่งที่สุด ในบางครั้งก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเหล่านายพลทหาร

 

ใครก็ตามที่เคยได้ศึกษาเศรษฐศาตร์มาบ้างย่อมตระหนักได้ดีถึงอันตรายของการควบคุมราคา  หากรัฐบาลตัดสินใจที่จำกำหนดราคาแอปเปิ้ลและห้ามไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ผลที่ตามมาถ้าไม่ทำให้เกิดภาวะแอปเปิ้ลล้นตลาด ก็จะทำให้เกิดการขาดตลาด ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าเกินความต้องการ หรือการผลิตสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการก็ตาม ทั้งคู่ย่อมส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อสังคมโดยรวม

ในตลาดทุนก็สามารถเกิดเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ขึ้นได้ แต่ผลกระทบของมันจะสร้างความเสียหายรุนแรงกว่าเป็นอย่างมากเนื่องจากมันกระทบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ เพราะเงินทุนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการผลิตสินค้าเชิงเศรษฐกิจทุกประเภท

 

สิ่งสำคัญแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือความแตกต่างระหว่างเงินทุนกู้ยืมและสินค้าประเภททุน  ในระบบเศรษฐกิจเสรีที่มีเงินที่มั่นคง ผู้เก็บออมจำเป็นต้องชะลอการบริโภคเพื่อที่จะทำการเก็บออม  เงินที่ถูกนำฝากในธนาคารเพื่อเป็นเงินออมนั้นคือเงินที่ผันมาจากเงินสำหรับการบริโภคโดยผู้คนที่ยอมชะลอความสุขจากการใช้เงินเพื่อสนองความต้องการออกไป เพื่อแลกกับความสุขที่มากขึ้นในอนาคต  จำนวนเงินที่ถูกออมก็จะกลายมาเป็นจำนวนเงินที่สามารถนำมาปล่อยกู้ให้กับผู้ผลิตสินค้าที่ต้องการเงินทุนได้  ปริมาณของสินค้าประเภททุนจึงมีความเกี่ยวโยงอย่างแยกไม่ออกกับการลดอัตราการบริโภค กล่าวคือ ทรัพยากรทางกายภาพ แรงงาน ที่ดิน และสินค้าประเภททุนจะย้ายออกจากการนำมาผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ไปสู่กระบวนการการผลิตสินค้าประเภททุนแทน แรงงานที่เหลือล้นจากการขายรถยนต์ จะถูกย้ายไปยังโรงงานผลิตรถยนต์ หรืออาจกล่าวโดยนัยได้ว่า เมล็ดข้าวโพดจะถูกฝังลงดินแทนที่จะถูกนำไปรับประทานนั่นเอง

 

ความขาดแคลนคือพื้นฐานเริ่มต้นของเศรษฐศาสตร์ทั้งปวง และความหมายที่สำคัญที่สุดของมันก็คือการรับรู้ว่าทุกสิ่งล้วนมีค่าเสียโอกาสทั้งสิ้น  ในตลาดทุน ค่าเสียโอกาสของเงินทุนก็คือการบริโภคที่หายไป และค่าเสียโอกาสของการบิโภคก็คือเงินสำหรับการลงทุนที่หายไป  อัตราดอกเบี้ยคือราคาที่ทำหน้าที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนี้: เมื่อผู้คนต้องการเงินสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้น ซึ่งจะจูงใจให้ผู้เก็บออมอยากที่จะออมเงินของพวกเขามากขึ้น  แล้วเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง นักลงทุนก็จะมีแรงจูงใจให้ทำการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยลงทุนไปกับกระบวนการการผลิตที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูงขึ้นในกรอบระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานขึ้น  อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำจึงทำให้เกิดกระบวนการการผลิตที่ใช้เวลานานแต่ให้ผลผลิตที่สูงกว่าได้ กล่าวคือ: สังคมจะเปลี่ยนจากการตกปลาด้วยเบ็ดตกปลามาใช้เรือตกปลาขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานน้ำมันได้นั่นเอง

 

แม้เศรษฐกิจจะเจริญก้าวหน้าและมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนทางกายภาพ และตลาดเงินทุนนั้นกลับไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยเพียงแต่มันอาจตกหล่นหายไประหว่างความสับสนทางความคิดของผู้คน  ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่มีองค์ประกอบหลักเป็นธนาคารกลางนั้น เกิดขึ้นมาจากการละเลยความสัมพันธ์ระดับพื้นฐานข้อนี้และคิดไปเองว่าธนาคารสามารถลงทุนโดยใช้เงินที่สร้างขึ้นมาใหม่โดยที่ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องลดอัตราการบริโภคลงแม้แต่น้อย  ความสัมพันธ์ระหว่างเงินออม กับ เงินทุนให้กู้ยืมถูกตัดขาดออกจากกันจนถึงขั้นที่มันไม่ได้ถูกนำมาสอนในตำราเศรษฐศาสตร์อีกต่อไป7 โดยไม่แยแสต่อความหายนะที่จะเกิดขึ้นจากการไม่สนใจมัน

 

เมื่อธนาคารกลางเป็นผู้จัดการอุปทานของเงินและอัตราดอกเบี้ย มันจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างเงินออมและเงินทุนให้กู้ยืมขึ้น  โดยทั่วไปแล้วธนาคารกลางมีความพยายามที่จะกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุน และ การบริโภคในขณะเดียวกัน พวกเขาจึงมักจะสร้างอุปทานของเงินเพิ่มขึ้น และปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ส่งผลให้มีปริมาณกองทุนให้กู้ยืมมากกว่าปริมาณเงินออม  ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยถูกกดให้ต่ำผิดธรรมชาติเช่นนี้ ธุรกิจต่างๆก็ทำการกู้ยืมเงินทุนเพื่อเริ่มโครงการต่างๆในปริมาณที่มากกว่าเงินที่ผู้เก็บออมได้ทำการออมไว้สำหรับการลงทุนเหล่านี้  กล่าวในอีกนัยหนึ่งก็คือ มูลค่าของการบริโภคที่ลดลงนั้น น้อยกว่ามูลค่าของเงินทุนที่ถูกกู้ยืม

 

เมื่อไม่มีการพักการบริโภคที่เพียงพอ ก็จะไม่มีทรัพยากรเงินทุน ที่ดิน และแรงงานจากการผลิตและขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ถูกโยกย้ายไปสู่การผลิตสินค้าประเภททุนที่ระดับต้นน้ำของกระบวนการการผลิตที่เพียงพอ  โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ เมื่อผู้บริโภคเก็บออมน้อยลงแล้ว ก็ย่อมหมายความว่าเงินทุนสำหรับนักลงทุนก็จะต้องลดน้อยลงตามไปด้วย  การพิมพ์กระดาษและตัวเลขในระบบบัญชีนั้นก็ไม่อาจปกปิดความขาดแคลนเงินเก็บออม และไม่สามารถเสกทรัพยากรทางกายภาพขึ้นมาในสังคมได้ มันทำได้เพียงลดค่าอุปทานของเงินที่มีอยู่ และก่อให้เกิดความบิดเบือนทางราคาเท่านั้น

 

การขาดแคลนเงินทุนนั้นไม่ได้แสดงผลให้เห็นในทันที เนื่องจากธนาคารและธนาคารกลางยังสามารถผลิตเงินได้มากพอสำหรับผู้กู้ยืม เพราะว่านั่นคือข้อดีข้อหลักของการใช้เงินที่ไม่มั่นคง  ในระบบเศรษฐกิจที่มีเงินที่มั่นคงนั้น การควบคุมราคาของเงินทุนในลักษณะนี้นั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้: เนื่องจากเมื่ออัตราดอกเบี้ยถูกกดให้ต่ำลงแล้วนั้น การขาดแคลนเงินฝากที่ธนาคารจะสะท้อนออกมาที่การขาดแคลนเงินทุนสำหรับให้กู้ยืม ซึ่งจะนำมาสู่การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ความต้องการในการกู้ยืมลดลง และกระตุ้นให้อุปทานเงินฝากสูงขึ้นจนกว่าความต้องการของทั้งสองฝั่งจะอยู่ในระดับเดียวกัน

 

เงินที่ไม่มั่นคงทำให้การควบคุมชักใยในรูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้นได้ แต่แน่นอนว่า ได้แค่ช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้นเนื่องจากความเป็นจริงไม่สามารถถูกปิดบังได้ตลอดไป  อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำผิดธรรมชาติและเงินที่พิมพ์ขึ้นมาอย่างล้นหลามล่อลวงให้ผู้ผลิตเริ่มเข้าสู่กระบวนการการผลิตที่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรต้นทุนมากกว่าทรัพยากรที่มีอยู่จริง  ปริมาณอันท่วมท้นของเงินที่ไม่ได้เกิดจากการชะลอการบริโภคอย่างแท้จริงนั้นทำให้ผู้ผลิตสินค้ากู้ยืมเงินมาด้วยความเพ้อฝันว่าเงินนั้นจะเพียงพอต่อการจัดซื้อสินค้าประเภททุนทั้งหมดที่จำเป็นต่อกระบวนการการผลิตสินค้าของเขา  แต่เมื่อผู้ผลิตจำนวนมากต่างต้องแย่งกันจับจองสินค้าและทรัพยากรที่มีปริมาณน้อยกว่าที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้ ก็ทำให้ราคาของสินค้าประเภททุนต่างๆที่ต้องใช้ในกระบวนการการผลิตมีราคาสูงขึ้นตามธรรมชาติ 

 

จุดนี้คือจุดที่การควบคุมตลาดจะถูกเปิดโปง นำมาสู่การล่มสลายอย่างพร้อมเพรียงกันของโครงการลงทุนที่ไม่สามารถทำกำไรได้เนื่องจากราคาสินค้าต้นทุนที่สูงขึ้น; โครงการลงทุนเหล่านี้คือสิ่งที่มีซเซสเรียกว่า การลงทุนที่ผิดพลาด (malinvestments) — ซึ่งหมายถึงการลงทุนที่จะไม่สามารถเกิดได้ขึ้นหากไม่มีการบิดเบือนตลาดทุน และจะไม่สามารถสำเร็จลุล่วงไปได้เมื่อความผิดเพี้ยนนั้นถูกเปิดโปงออกมาแล้ว  การแทรกแซงตลาดทุนของธนาคารกลางส่งผลให้โครงการลงทุนจำนวนมากสามารถเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากราคาที่บิดเบือนส่งผลให้นักลงทุนทำการคำนวนที่ผิดพลาด แต่การแทรกแซงของธนาคารกลางนั้น ไม่สามารถเพิ่มเงินทุนที่มีอยู่จริงได้  จึงทำให้โครงการที่เกินความต้องการเหล่านี้ไม่สามารถสำเร็จได้และกลายเป็นการผลาญเงินทุนอย่างไร้ประโยชน์ในที่สุด  ในขณะเดียวกัน การยับยั้งโครงการเหล่านี้ก็สร้างให้เกิดการว่างงานขึ้นทั่วทั้งระบบระบบเศรษฐกิจ  ความล้มเหลวของการขยายตัวของธุรกิจที่เกินตัวทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจนี้คือสิ่งที่เรียกว่า สภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession)

 

มีเพียงการทำความเข้าใจโครงสร้างของทุน และผลร้ายของการควบคุมอัตราดอกเบี้ยที่ทำลายแรงจูงใจสำหรับการเก็บออมทุนทรัพย์เท่านั้น ที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจถึงต้นเหตุของภาวะเศรษฐกิจถดถอยและการแกว่งไกวของวงจรวัฏจักรธุรกิจได้  วัฏจักรธุรกิจคือผลลัพธ์ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการควบคุมอัตราดอกเบี้ยที่ส่งผลให้เกิดความบิดเบือนในตลาดทุนที่ทำให้นักลงทุนหลงคิดว่าพวกเขาจะสามารถได้มาซึ่งทุนทรัพย์ที่มากกว่าความเป็นจริงด้วยเงินที่ไม่มั่นคงที่พวกเขาได้รับมาจากธนาคารต่างๆ  ซึ่งขัดแย้งกับนิทานปรัมปรางมงายของนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนเซียน อันที่จริงแล้ววัฏจักรธุรกิจไม่ได้เกิดจากการกระทำของ ‘วิญญาณสัตว์ป่า’ ที่เหล่านายธนาคารกลางจงใจละเลยสาเหตุของมันในขณะที่พวกเขากำลังพยายามสร้างหนทางสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ8  เหตุและผลทางเศรษฐศาสตร์แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้นเป็นเพียงพลลัพธ์ที่เลี่ยงไม่ได้ของการควบคุมอัตราดอกเบี้ย เช่นเดียวกับที่การขาดแคลนสินค้าเป็นผลมาจากการกำหนดเพดานราคา

 

เพื่อที่จะอธิบายให้เห็นภาพ เราสามารถหยิบยืม (และปรับแต่ง) การอุปมาอุปไมยจากงานเขียนของมีซเซสได้ดังนี้: ลองนึกภาพว่าต้นทุนของสังคมเปรียบเสมือนก้อนอิฐ และธนาคารกลางคือผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีหน้าที่นำเอาก้อนอิฐเหล่านั้นไปสร้างเป็นบ้าน  บ้านแต่ละหลังจำเป็นต้องใช้อิฐ 10,000 ก้อน และผู้พัฒนาที่ดินก็ต้องการผู้รับเหมาที่จะสามารถสร้างบ้านได้ 100 หลัง และมีความจำเป็นต้องใช้อิฐ 1 ล้านก้อน  แต่ผู้รับเหมาสำนักเคนเซียนผู้ต้องการชนะการประมูลสัญญาจ้างกลับคิดได้ว่าเขาจะมีโอกาสชนะสัญญาสูงยิ่งขึ้นถ้าเขาสามารถเสนอว่าจะสร้างบ้านได้ 120 หลังโดยใช้อิฐเพีบงแค่ 800,000 ก้อนเท่านั้น  การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างกับการควบคุมแทรกแซงอัตราดอกเบี้ยนั่นเอง เนื่องจาก: มันลดปริมาณอุปทานเงินทุนลงในขณะที่เพิ่มระดับความต้องการขึ้น ในความเป็นจริงแล้ว การก่อสร้างบ้าน 120 หลังจำเป็นต้องใช้ก้อนอิฐทั้งหมด 1.2 ล้านก้อน แต่มันกลับมีอิฐอยู่เพียง 800,000 ก้อนเท่านั้น  อิฐ 800,000 ก้อนนั้นเพียงพอต่อการเริ่มต้นการก่อสร้างบ้าน 120 หลัง แต่มันไม่เพียงพอที่จะทำให้สามารถก่อสร้างแล้วเสร็จได้  เมื่องานก่อสร้างเริ่มขึ้น เหล่านักพัฒนาที่ดินต่างพอใจที่พวกเขาจะได้บ้านที่มากกว่าเดิม 20% แถมยังมีราคาเพียง 80% จากราคาเดิมเท่านั้น 

 

ด้วยความมหัศจรรย์ของวิศวกรรมแบบเคนเซียนนี้ทำให้เขาสามารถใช้จ่ายเงินทุน 20% ที่เขาประหยัดได้ไปกับเรือยอทช์ลำใหม่  แต่กลอุบายนี้ก็ไม่สามารถดำเนินอยู่ได้ตลอดไป เนื่องจากในที่สุดความจริงก็จะปรากฎว่าการก่อสร้างไม่สามารถเสร็จสิ้นได้ และงานก่อสร้างทั้งหมดก็ต้องหยุดลง  ถึงจุดนี้ ผู้รับเหมาไม่เพียงแค่ไม่สามารถส่งมองบ้าน 120 หลังได้ แต่เขาไม่สามารถส่งมอบบ้านได้เลยแม้แต่หลังเดียว โดยทิ้งไว้เพียงบ้านที่สร้างไม่เสร็จ 120 หลังที่ไม่ต่างจากกองก้อนอิฐอันไร้ประโยชน์ที่ไม่มีแม้แต่หลังคา  กลอุบายของผู้รับเหมาลดปริมาณเงินทุนที่ผู้พัฒนาที่ดินต้องจ่ายแต่ผลที่ได้รับคือจำนวนบ้านที่น้อยกว่าจำนวนที่ควรจะได้รับหากสัญญานของราคามีความเที่ยงตรง  หากนักพัฒนาที่ดินตัดสินใจจ้างผู้รับเหมาที่ซื่อตรง เขาจะได้บ้าน 100 หลังตามที่ต้องการ  แต่หากเขาตัดสินใจจ้างผู้รับเหมาเคนเซียน เขาจะต้องเทเงินทุนละลายแม่น้ำไปตราบเท่าที่แผนการที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเป็นจริงนี้ยังดำเนินต่อไป  ถ้าผู้รับเหมาสังเกตุเห็นปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ เงินทุนที่เสียไปกับการเริ่มต้นก่อสร้างบ้าน 120 หลังอาจยังไม่มากนัก และผู้รับเหมาคนใหม่ก็จะยังสามารถนำเอาอิฐที่เหลือมาสร้างบ้านให้เสร็จได้ 90 หลัง  แต่หากนักพัฒนาที่ดินไม่ยอมรับรู้ความเป็นจริงจนกระทั่งถึงวันที่เงินทุนหมดลง เขาก็จะมีเพียงบ้านที่สร้างไม่เสร็จ 120 หลัง ซึ่งไม่มีค่าอะไรเลยเนื่องจากไม่มีใครอยากจะอาศัยในบ้านที่ไม่มีหลังคา

 

เมื่อธนาคารกลางทำการควบคุมอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าราคาตลาดโดยกำกับให้ธนาคารสร้างเงินเพิ่มขึ้นผ่านการให้กู้ พวกเขากำลังลดปริมาณการเก็บออมในสังคม เพิ่มปริมาณความต้องการเงินกู้ของผู้กู้ยืม และผันเงินกู้เหล่านั้นไปยังโครงการที่ไม่สามารถสำเร็จลุล่วงได้ไปพร้อมๆกัน  กล่าวได้ว่า ยิ่งเงินไม่มั่นคงเท่าไหร่ ธนาคารก็จะควบคุมอัตราดอกเบี้ยได้มากเท่านั้น และวัฏจักรของธุรกิจก็จะแกว่งรุนแรงขึ้นตามมา  ประวัติศาสตร์ทางการเงินเป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่าวงจรวัฏจักรธุรกิจนั้นมีความผันผวนรุนแรงขึ้นมากเท่าใดเมื่ออุปทานของเงินถูกควบคุมแทรกแซง เทียบกับช่วงเวลาที่มันไม่ถูกควบคุม

 

ในขณะที่คนส่วนใหญ่ล้วนคิดว่าระบบสังคมนิยมเป็นเรื่องในอดีต และระบบตลาดควบคุมเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมในปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริงระบบทุนนิยมไม่สามารถทำงานได้หากไม่มีตลาดของทุนที่เสรี หรือตลาดที่ราคาของเงินทุนถูกกำหนดโดยปฏิสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์และอุปทาน และการตัดสินใจของนักลงทุนตั้งอยู่บนพื้นฐานของราคาที่แม่นยำ  การก้าวก่ายกลไกตลาดทุนโดยธนาคารกลางเป็นต้นตอของสภาวะเศรษฐกิจถดถอยและวิกฤติทางเศรษฐกิจทั้งหมด ขณะที่เหล่านักการเมือง สื่อสารมวลชน นักวิชาการ และพวกกลุ่มซ้ายจัดชอบที่จะโยนความผิดไปให้ระบบทุนนิยม  มีเพียงการวางแผนอุปทานของเงินโดยส่วนกลางเท่านั้นที่จะสามารถสร้างความกระทบกระเทือน และทำให้ระบบเศรษฐกิจเสื่อมทรามลงได้

 

เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลเริ่มเข้าสู่หนทางของการสร้างอุปทานของเงินขึ้น เมื่อนั้นก็จะไม่มีหนทางใดที่จะหลีกเลี่ยงหนีผลที่จะตามมาได้  ถ้าธนาคารกลางหยุดการสร้างเงิน อัตราดอกเบี้ยก็จะพุ่งสูงขึ้นและนำมาสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยเมื่อหลายโครงการการลงทุนที่ยังไม่เสร็จสิ้นถูกเปิดโปงว่าไม่สามารถสร้างผลกำไรได้และจำเป็นต้องระงับทิ้งไป ทำให้การจัดสรรทรัพยากรผิดพลาดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ปรากฎให้เห็นเด่นชัด  ถ้าหากธนาคารกลางดึงดันที่จะพิมพ์เงินต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน ก็มีแต่จะทำให้ระดับของการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาดในเศรษฐกิจขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดการสิ้นเปลืองต้นทุนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ต้องเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถเลี่ยงได้ทวีความเจ็บปวดยิ่งขึ้น  เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงการโดนเช็คบิลสำหรับอาหารกลางวันที่พวกนักวิชาเกินเคนเซียนหลอกเราว่าเป็นของฟรีอย่างแน่นอน

“ขณะนี้เรากำลังเกาะหางของเสืออยู่: การพิมพ์เงินนี้จะดำเนินต่อไปได้อีกนานเท่าไรกัน? ถ้าหากเสือ (การพิมพ์เงิน) หลุดจากมือเราไปมันก็จะหันมากินเรา; แต่ถ้าเสือมันวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เราพยายามเกาะให้แน่นที่สุด เราก็ไม่มีทางรอดอยู่ดี! ผมยินดีที่ผมจะไม่ได้อยู่ดูผลลัพธ์สุดท้ายนี้”

—ฟรีดดริช ฮาเย็ค10

 

การวางแผนจัดการอุปทานของเงินโดยธนาคารกลางนั้นเป็นสิ่งที่ทั้งไม่มีใครต้องการและเป็นไปไม่ได้  ธนาคารกลางนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มคนที่อวดฉลาดที่สุด ทำให้ตลาดที่สำคัญที่สุดในระบบเศรษฐกิจอยู่ภายใต้การควบคุมของคนไม่กี่คนที่โง่เขลาเพียงพอที่จะไม่เข้าใจความเป็นจริงของกลไกทางเศรษฐกิจของตลาดจนหลงเชื่อว่าพวกเขาสามารถที่จะวางแผนจัดการตลาดที่ทั้งใหญ่ จับต้องได้ยาก และ มีความปัจจุบันทันด่วนอย่างตลาดทุนได้  การจินตนาการว่าธนาคารกลางจะสามารถ “ยังยั้ง” “ต่อสู้” หรือ “บริหารจัดการ” สภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้นั้นเป็นสิ่งที่เพ้อฝันและหลงผิดพอกันกับการที่จะให้พวกโรคจิตนักวางเพลิงมาเป็นหน่วยดับเพลิงเลยทีเดียว

 

ความมั่นคงในเชิงเปรียบเทียบของเงินที่มั่นคงซึ่งถูกเลือกมาจากตลาดนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้กลไกตลาดเสรีสามารถทำงานได้ผ่านระบบการค้นพบราคา (price discovery) และ การตัดสินใจของปัจเจกบุคคล  เงินซึ่งไม่มั่นคงที่มีการวางแผนกำหนดปริมาณอุปทานจากส่วนกลางไม่สามารถทำให้เกิดการค้นพบราคาที่แม่นยำได้เนื่องจากมันถูกควบคุมโดยธรรมชาติของมันเอง  ตลอดหลายศตวรรษของการควบคุมราคา นักวางแผนส่วนกลางล้วนพยายามอย่างไร้ประโบชน์ที่จะตามหาราคาที่ดีที่สุดสำหรับการตอบสนองเป้าหมายที่พวกเขาต้องการ11  เหตุที่การควบคุมราคาจำต้องล้มเหลวไม่ได้มาจากความล้มเหลวของนักวางแผนส่วนกลางในการหาราคาที่ถูกต้อง แต่เนื่องมาจากการกำหนดราคา -ไม่ว่าจะเป็นราคาใดก็ตาม- จะเป็นการขัดขวางกระบวนการของตลาดในการอนุญาตให้ราคาเป็นกลไกในการสื่อสารจัดการการตัดสินใจในการบริโภคและการผลิตระหว่างผู้คนในตลาดกันเอง ส่งผลให้เกิดภาวะสินค้าขาดแคลน หรือล้นตลาดอย่างไม่อาจเลี่ยงได้  และเช่นเดียวกัน การกำกับวางแผนตลาดสินเชื่อจากส่วนกลางก็จำต้องล้มเหลวเนื่องจากมันคือการทำลายกลไกตลาดในการค้นหาราคาที่จะทำหน้าที่เป็นสัญญานและแรงจูงใจที่แม่นยำให้ผู้มีส่วนร่วมในตลาดสามารถบริหารจัดการระดับการบริโภคและการผลิตของพวกเขาได้

 

ความล้มเหลวของการควบคุมตลาดทุนโดยส่วนกลางปรากฎตัวออกมาในรูปของวัฏจักรเฟื่องฟู-และ-ซบเซาของธุรกิจ หรือ วัฏจักรธุรกิจที่มีการแกว่งตัวรุนแรง (boom-and-bust cycle) ดังที่ได้กล่าวไว้ในทฤษฎีของวัฏจักรธุรกิจแบบออสเตรียน  มันจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลยที่ความผิดเพี้ยนนี้ถูกมองเป็นเรื่องปกติที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ เพราะว่าเนื่องจากในสมองของนักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่นั้น การควบคุมอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางเป็นเรื่องปกติในเศรษฐกิจตลาดสมัยใหม่  แต่สถิติของธนาคารกลางในเรื่องนี้กลับค่อนข้างน่าอนาถยิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่ไม่มีการวางแผนควบคุมจากส่วนกลางและไม่มีการควบคุมอุปทานของเงิน  ตั้งแต่ปีค.ศ. 1914 ที่มีการก่อตั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (U.S. Federal Reserve) ธนาคารกลางสหรัฐฯก็เป็นผู้ก่อให้เกิดการหดตัวของเงินสำรองอย่างรุนแรงในค.ศ. 1920-21 และการฟุบตัวของเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในปีค.ศ. 1929 ในเวลาต่อมาที่ส่งผลยืดยาวมาจนถึงปีค.ศ. 1945 จากนั้นเป็นต้นมา ภาวะเศรษฐกิจซบเซาก็กลายมาเป็นเรื่องเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเป็นปกติในระบบเศรษฐกิจที่จะกลับมาเกิดขึ้นใหม่ในทุกๆไม่กี่ปีและเป็นข้ออ้างที่ทำให้รัฐบาลทำการแทรกแซงเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของเงินที่มั่นคงได้ดีสามารถดูได้จากชะตากรรมของเศรษฐกิจประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศซึ่งเป็นปราการสุดท้ายของเงินที่มั่นคง สวิตเซอร์แลนด์รักษาการอ้างอิงมูลค่าเงินกับทองคำเอาไว้จนถึงวันวิปโยคทีพวกเขาตัดสินใจที่จะละทิ้งความเป็นกลางในเวทีโลก และตัดสินใจเข้าร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในปีค.ศ. 1992 ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น อัตราการว่างงานในประเทศแทบจะเป็นศูนย์มาตลอด โดยแทบไม่เคยขึ้นสูงกว่า 1% เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่หลังจากที่พวกเขาเข้าร่วมกับ IMF ซึ่งมีกฎที่ห้ามไม่ให้ประเทศสมาชิกใดๆผูกค่าเงินของพวกเขาเอาไว้กับทองคำ เศรษฐกิจของชาวสวิสก็เริ่มได้ประสบกับความสนุกสนานของเงินขำขันแบบเคนเซียน โดยที่อัตราการว่างงานพุ่งขึ้นไปสูงถึง 5% ในเวลาเพียงไม่กี่ปี และแทบจะไม่เคยลดลงต่ำกว่า 2% อีกเลย (ดูรูปที่ 1312)

รูปที่ 13 อัตราการว่างงานในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หน่วยร้อยละ (%)

 

ในการเปรียบเทียบช่วงเศรษฐกิจซบเซากับช่วงที่อยู่ในระบบมาตรฐานทองคำ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอคือเงินในระบบมาตรฐานทองคำในยุโรปและสหรัฐฯในช่วงศตวรรษที่สิบเก้านั้นก็ห่างไกลจากการเป็นเงินที่มั่นคงโดยสมบูรณ์แบบ เนื่องจากมันมีข้อบกพร่องอยู่เป็นจำนวนมากยกตัวอย่างเช่นการที่ธนาคารและรัฐบาลนั้นยังสามารถขยายอุปทานของเงินและสินเชื่อเกินปริมาณของทองคำในคลังของพวกเขาอยู่ได้บ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดวัฏจักรธุรกิจที่มีลักษณะคล้ายกับที่พบเห็นได้ในศตวรรษที่ยีสิบเพียงแต่มีความรุนแรงน้อยกว่ามาก

 

ด้วยความเข้าใจเบื้องหลังนี้ ทำให้เราสามารถเข้าใจได้ถึงประวัติศาสตร์การเงินสมัยใหม่ได้อย่างเห็นภาพชัดเจนมากกว่าที่สอนกันในตำราวิชาการทั่วไปตั้งแต่ที่เกิดการถ่าโถมของแนวคิดสำรักเคนเซียนขึ้น  ประวัติศาสตร์การเงินสหรัฐฯ (The Monetary History of the United States) โดยมิลตัน ฟรีดแมน และ แอนนา ชวาร์ตซ์ เป็นตำราที่เป็นจุดเริ่มต้นจองแนวคิดทฤษฎีทางการเงินในสหรัฐที่มีขนาดมหึมากว่า 888 หน้า ตำราเล่มนี้มีความสามารถอันน่าประหลาดใจในการรวบรวมเอาข้อเท็จจริง รายละเอียดทางประวัติศาสตร์ ตัวเลขทางสถิติ และเครื่องมือในการวิเคราะห์เอาไว้มากมายแต่กลับไม่เคยอธิบายถึงประเด็นที่สำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งให้กับผู้อ่านที่น่าสงสารได้เข้าใจเลยแม้แต่ครั้งเดียวนั่นก็คือ: ต้นเหตุของวิกฤติทางการเงินและสภาวะเศรษฐกิจถอดถอย

 

ความผิดพลาดในระดับพื้นฐานของหนังสือของฟรีดแมน และ ชวาร์ตซ์ เป็นเรื่องปกติของวิชาการการศึกษาสมัยใหม่: นั่นก็คือการพยายามทดแทนตรรกะและเหตุผลด้วยความเข้มข้นของข้อมูล หนังสือเล่มดังกล่าวจงใจเลี่ยงการตั้งคำถามถึงสาเหตุของวิกฤติทางการเงินต่างๆที่ส่งผลหระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯมากว่าศตวรรษ แต่กลับถ่าโถมผู้อ่านด้วยข้อมูลน้ำท่วมทุ่งอันเต็มไปด้วยข้อมูลที่ศึกษามาเป็นอย่างดี ข้อเท็จจริง เรื่องเล็กๆน้อยๆ และรายละเอียดจำนวนมหาศาล

 

ประเด็นหลักที่หนังสือชูขึ้นมาคือการที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้น เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลไม่สามารถตอบสนองต่อวิฤติทางการเงิน การแห่ถอนเงิน และการพังทลายของเศรษฐกิจจากภาวะเงินฝืด ด้วยการเพิ่มอุปทานของเงินเพื่ออัดฉีดกลุ่มธุรกิจธนาคารได้เร็วเพียงพอ  มันเป็นแนวทางการแสดงออกที่เป็นปกติของกลุ่มเสรีนิยมอย่างมิลตัน ฟรีดแมน ที่จะโยนความผิดให้กับรัฐบาลเมื่อเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่การใช้เหตุผลที่บกพร่องนำมาสู่การเสนอแนะให้การแทรกแซงโดยรัฐบาลมากยิ่งขึ้นเปนคำตอบในการแก้ปัญหา  ปัญหาที่ชัดแจ้งที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือการที่ผู้เขียนทั้งสองไม่เคยอภิปรายถึงเหตุผลและที่มาของวิกฤติทางการเงิน การแห่ถอนเงิน และการพังทลายของอุปทานของเงินในภาวะเงินฝืดเลยแม้แต่ครั้งเดียว  จากการอภิปรายถึงทฤษฎีวัฏจักรธุรกิจแบบออสเตรียนก่อนหน้านี้ เราจะเห็นได้ชัดว่า สาเหตุที่ทำให้การเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจนั้นมีเพียงสาเหตุเดียวเท่านั้น นั่นก็คือการอัดฉีดอุปทานของเงินนั่นเอง  เมื่อขาดความเข้าใจถึงสาเหตุแล้ว ฟรีดแมน และ ชวาร์ตซ์จึงสามารถแนะนำได้ว่า ต้นเหตุของปัญหานั้นเองคือคำตอบในการแก้ไขปัญหา กล่าวคือ: รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาและอัดฉีดเงินทุนเข้าสู่ระบบการธนาคารเพื่อสร้างสภาพคล่องเพิ่มขึ้นเมื่อมีสัญญานบ่งบอกว่าจะมีการซบเซาของระบบเศรษฐกิจเกิดขึ้น  เราจะเริ่มเข้าใจได้ว่าเหตุใดนักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่จึงเกลียดชังการทำความเข้าใจหลักของเหตุและผลยิ่งนัก เพราะมันจะทำให้แนวทางการแก้ปัญหาทั้งหมดของพวกเขาพังทลายลง

 

ฟรีดแมนและชวาร์ตซ์แทบไม่ได้กล่าวถึงสาเหตุของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีค.ศ. 1983 เลยแม้แต่น้อย พวกเขาเบี่ยงประเด็นไปที่ความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนไปใช้เงินแทนทองคำ เนื่องจากทองคำนั้นไม่เพียงพอต่อการตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจ และถ่าโถมผู้อ่านด้วยข้อมูลรายละเอียดที่ไม่สำคัญเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นในปีนั้น  พวกเขาไม่ได้กล่าวถึงพระราชบัญญัติการจัดซื้อเงินของเชอร์แมนในปีค.ศ. 1890 ที่ได้รับการลงนามโดยสภาคองเกรส ที่กำหนดให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯทำการจัดซื้อเงินในปริมาณมากด้วยพันธบัตรรัฐบาลที่ออกมาใหม่  เนื่องจากในเวลานั้นเงินได้ถูกลดสถานะทางการเงินลงแทบทั่วทั้งโลกแล้ว ผู้คนที่ยังถือครองเงินหรือพันธบัตรรัฐบาลจึงพยายามหาทางเปลี่ยนมันเป็นทองคำ จึงนำมาสู่การรั่วไหลของทองคำในคลัง  กล่าวได้ว่ากระทรวงการคลังได้กระทำการขยายฐานทางการเงินอย่างผิดพลาดครั้งใหญ่ โดยการขยายอุปทานของเงินเพื่อที่จะแสร้งว่าโลหะเงินนั้นยังคงมีฐานะเป็นเงินอยู่นั่นเอง  ผลที่เกิดขึ้นคือการทำลายมูลค่าของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ทำให้เกิดฟองสบู่ทางการเงินที่ต้องแตกลงเมื่อการแห่ถอนทองคำออกจากคลังทวีความรุนแรงขึ้น  หนังสือประวัติศาสตร์ใดก็ตามที่เขียนในยุคสมัยนั้น ย่อมสามารถอธิบายให้เห็นถึงสิ่งเหล่านี้ให้กับใครก็ตามที่พอจะมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับทฤษฎีทางการเงินได้อย่างชัดเจน แต่ฟรีดแมน และ ชวาร์ตซ์กลับหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

หนังสือกล่าวถึงเหตุการณ์เศรษฐกิจถดถอยในช่วงค.ศ. 1920 โดยไม่พูดถึงการขยายฐานทางการเงินครั้งใหญ่ที่จำเป็นต่อการสนับสนุนการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของสหรัฐฯ  แต่ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้พูดถึงมันในบทวิเคราะห์ของพวกเขา ข้อมูลในหนังสือ13 แสดงให้เห็นว่ามีการเพิ่มปริมาณของเงินถึง 115% ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1914 ถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1920 มีเพียง 26% ของปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นมาที่เป็นผลมาจากการถือครองทองคำที่เพิ่มขึ้น หมายความว่าส่วนที่เหลือนั้นเกิดขึ้นโดยการกระทำของรัฐบาล ธนาคาร และ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ทั้งสิ้น  นี่เป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงค.ศ.1920 แต่เรื่องนี้ก็กลับไม่ถูกกล่าวถึงเลยเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการที่พวกเขาข้ามการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจากช่วงเศรษฐกิจถดถอยในปีค.ศ. 1920-21 ที่นักเศรษฐศาสตร์ เบนจามิน แอนเดอร์สัน กล่าวว่าเป็น “การฟื้นฟูสู่ภาวะไร้คนว่างงานอย่างธรรมชาติครั้งสุดท้าย” ไปโดยสิ้นเชิง โดยในช่วงดังกล่าวภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐถูกปรับลดลง และอัตราค่าจ้างถูกปล่อยให้ปรับตัวได้อย่างอิสระ นำไปสู่การกลับเข้าสู่ภาวะไร้คนว่างงานได้ภายในเวลาไม่ถึงปี14  เหตการณ์เศรษฐกิจถดถอยในปีค.ศ.1920 ก่อให้เกิดการหดตัวของอัตราผลผลิตที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา (อัตราผลผลิตลดลง 9% ในช่วงเวลา 10 เดือนจากกันยายน ค.ศ.1920 ถึงกรกฎาคม ค.ศ. 1921) และการฟื้นฟูที่เร็วที่สุดเช่นกัน  ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งอื่นๆ ที่มีพวกเคนเซียนและนักทฤษฎีการเงินคอยอัดฉีดสภาพคล่อง เพิ่มปริมาณอุปทานเงิน และยกระดับการใช้จ่ายของภาครัฐ การฟื้นฟูนั้นเกิดขึ้นช้ากว่าเสมอ 

 

ขณะที่ทุกคนพยายามเรียนรู้บทเรียนจากเหตการณ์เศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ ตำราเศรษฐศาสตร์กระแสหลักกลับไม่เคยเอ่ยถึงเหตการณ์เศรษฐกิจถดถอยในปีค.ศ.1920 และไม่เคยมีความพยายามที่จะเรียนรู้ว่าเหตุใดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในครั้งนี้จึงสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วได้เพียงนั้น15  นายวอร์เรน ฮาร์ดดิ้ง ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเวลาดังกล่าวเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นอันแรงกล้าในตลาดเสรี และปฏิเสธที่จะฟังเสียงยุยงของเหล่านักเศรษฐศาสตร์ที่นิยมการแทรกแซงทั้งหลาย  การลงทุนที่ผิดพลาดถูกหยุดลง แรงงานและต้นทุนที่ถูกใช้ในการลงทุนเหล่านั้นถูกโยกย้ายไปยังการลงทุนใหม่ๆอย่างรวดเร็ว  การที่รัฐบาล ซึ่งเป็นต้นเหตุของความผิดเพี้ยนในเศรษฐกิจ ไม่ทำการแทรกแซงเศรษฐกิจและทำให้เกิดความผิดเพี้ยนมากยิ่งขึ้นนั้นเอง ที่เป็นเหตุผลให้ระดับการว่างงานกลับเข้าสู้ระดับปกติ  นี่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างชัดเจนกับสิ่งที่ฟรีดแมนและชวาร์ตซ์แนะนำ และนั่นจึงเป็นเหตุที่มันไม่ถูกกล่าวถึงในผลงานของพวกเขา

 

บทที่โด่งดังที่สุดในหนังสือ (และดูเหมือนจะเป็นบทเดียวที่คนจะเคยอ่านกัน) ก็คือบทที่ 7 ซึ่งพุ่งประเด็นมาที่เหตุการณ์เศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่  เนื้อหาในบทเริ่มต้นที่การถล่มของตลาดหุ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1929 ในขณะที่บทที่ 6 จบลงในปีค.ศ. 1921  ช่วงเวลาตั้งแต่ปีค.ศ. 1921 จนถึง ตุลาคม 1929 ที่เป็นช่วงเวลาที่จะทำให้เห็นถึงต้นเหตุของภาวะวิกฤติเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่กลับถูกมองว่าไม่มีค่าพอที่จะเอ่ยถึงแม้แต่เพียงหน้าเดียวใน 888 หน้าของหนังสือเล่มนี้

 

มีเพียงช่วงสั้นๆเท่านั้น ที่ฟรีดแมนและชวาร์ตซ์ได้กล่าวว่าระดับราคาในช่วงทศวรรษที่ 1920 นั้นไม่ได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินไป และจึงสรุปได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวนั้นไม่ใช่ฟองสบู่เงินเฟ้อ ดังนั้น สาเหตุจองเศรษฐกิจถดถอยจึงไม่สามารถเป็นอัตราเงินเฟ้อได้ แต่ในช่วงทศวรรษ 1920 เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วซึ่งนำมาสู่การลดลงของระดับราคา  นอกจากนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีการขยายฐานทางการเงินอย่างรุนแรงที่เป็นเหตุมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ พยายามที่จะช่วยธนาคารแห่งประเทศอังกฤษยับยั้งการรั่วไหลของทองคำออกจากประเทศ ซึ่งนั่นก็เกิดขึ้นจากการที่ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษทำการอัดฉีดอุปทานเงินแทนที่จะปล่อยให้อัตราค่าจ้างลดต่ำลง  ผลรวมที่เกิดจากปริมาณอุปทานของเงินที่เพิ่มขึ้น และ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอันรวดเร็วทำให้ระดับราคาไม่ได้เพิ่มขึ้นสูงมากนัก และราคาของสินทรัพย์กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และหุ้น อุปทานของเงินที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯเลือกที่จะอัดฉีดเงินเหล่านั้นเพื่อกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นเป็นหลัก  อุปทานของเงินโตขึ้น 68.1% ในช่วงเวลาดังกล่าว ในขณะที่ปริมาณทองคำในคลังกลับเพิ่มขึ้นเพียง 15%16 การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินดอลลาร์ที่มากกว่าปริมาณทองคำนี้เองต่างหาก ที่เป็นต้นเหตุของวิกฤติภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ 

 

สำหรับรางวัลชมเชยนั้น ต้องยกให้กับ บิดาแห่งนักทฤษฎีการเงิน เออร์วิง ฟิชเชอร์ ผู้ซึ่งใช้เวลาในช่วงทศวรรษ 1920 ไปกับ “วิทยาศาสตร์การบริหารจัดการระดับราคา”  ฟิชเชอร์มีความคิดว่าในขณะที่สหรัฐฯกำลังทำการขยายอุปทานของเงิน ข้อมูลอันมหาศาล และ วิทยศาสตร์การบริหารจัดการของเขานั้นจะทำให้เขาสามารถควบคุมอัตราการเติบโตของอุปทานเงิน และราคาสินทรัพย์เพื่อรักษาเสถียรภาพของระดับราคาเอาไว้ได้  ในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1929 ฟิชเชอร์ได้ทำการประกาศอย่างเป็นทางการด้วยความภาคภูมิใจแก่นิตยสารนิวยอร์คไทมส์ว่าตลาดหุ้นได้มาถึง “ที่ราบสูงอันเป็นนิรันดร์” แล้ว เพียงเพื่อที่จะเกิดการตกลงอย่างฉับพลันตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1929 และยิ่งเมื่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทวีความรุนแรงขึ้น ตลาดหุ้นต้องใชเวลาอีกนานจนถึงช่วงกลางทศวรรษ 1950 หลายปีหลังจากฟิชเชอร์ได้เสียชีวิตลงไปแล้วจึงจะสามารถกลับมามีระดับราคาอยู่ที่ “ที่ราบสูงอันเป็นนิรันดร์” ที่ฟิชเชอร์กล่าวไว้ในปีค.ศ. 1929  มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเลยที่มิลตัน ฟรีดแมน จะยกย่องเออร์วิง ฟิชเชอร์ ในภายหลังว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ดีที่สุดที่สหรัฐอเมริการเคยผลิตขึ้นมา

 

วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการขยายฐานทางการเงินในช่วงทศวรรษ 1920 ที่ทำให้เกิดฟองสบู่ของภาพลวงตาแห่งความมั่งคั่งในตลาดหุ้น  ทันทีที่การขยายตัวชะลอลงฟองสบู่ก็ต้องแตกลงอย่างเลี่ยงไม่ได้  เมื่อฟองสบู่ระเบิดแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือวังวนของภาวะเงินฝืดขณะที่ทรัพย์สมบัติลวงตาที่เกิดขึ้นในช่วงฟองสบู่อันตรธานหายไป เมื่อความมั่งคั่งหายไปแล้ว การล้มระเนระนาดของธนาคารก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในขณะที่ธนาคารประสบความยากลำบากในการทำหน้าที่ของตนขณะที่ลูกค้าต่างแห่กันมาถอนเงิน  เหตการณ์เช่นนี้ได้เปิดโปงปัญหาของระบบธนาคารเก็บเงินสดสำรองบางส่วนให้เห็นว่ามันเป็นหายระที่รอวันระเบิดนั่นเอง ในสถานการณ์ดังกล่าว ทางออกที่เหมาะสมคือการให้ธนาคารกลางค้ำประกันเงินฝากของประชาชน และปล่อยให้ธุรกิจและตลาดหลักทรัพย์เผชิญความสูญเสียตามธรรมชาติ  การปล่อยให้ธนาคารต้องเจ็บตัวจากสถานการณ์ดังกล่าวโดยยอมให้เกิดการล้มละลายและการปรับตัวลดลงของราคาเป็นทางออกเดียวเท่านั้น แน่นอนว่าแนวทางการแก้ปัญหานี้จำเป็นต้องเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันเจ็บปวด แต่นั่นก็เป็นเหตุว่าทำไมจึงไม่ควรทำการขยายฐานของเงินตั้งแต่แรกนั่นเอง!  การพยายามเลี่ยงวิกฤติเศรษฐกิจถดถอยโดยการเทสภาพคล่องลงไปเพิ่มเติมนั้น มีแต่จะทำให้ความบิดเบือนที่เป็นต้นเหตุของวิกฤติการณ์นี้ตั้งแต่แรกทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

 

การขยายตัวของเม็ดเงินสร้างให้เกิดความมั่งคั่งลวงตาที่ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด และความมั่งคั่งนั้นจำเป็นต้องหายไปเพื่อให้ตลาดสามารถกลับไปทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็นด้วยกลไกราคาที่ถูกต้อง  ความมั่งคั่งที่ลวงตานี้นี่เองที่เป็นต้นเหตุของการล่มสลายของเศรษฐกิจจั้งแต่ต้น การนำความมั่งคั่งลวงตานั้นคืนกลับไปสู่ทีเดิมนั้นเป็นเพียงการก่อร่างสร้างปราสาทไพ่ขึ้นมาใหม่อีกครั้งเพียงเพื่อให้มันล้มทลายลงมาอย่างรุนแรงกว่าในอนาคตนั่นเอง

 

หลังจากที่พวกเขาได้ปฏิเสธความสำคัญของช่วงเวลาก่อนหน้าปีค.ศ.1929 ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับวิกฤติตลาดหลักทรัพย์โดยปริยายแล้ว ฟรีดแมนและชวาร์ตซ์จึงสรุปว่าต้นเหตุของวิกฤตการณ์ดังกล่าวมาจากการตอบสนองของธนาคารกลางสหรัฐฯต่อวิกฤติที่เกิดขึ้นที่ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา  พวกเขาให้เหตุผลว่า หากเพียงธนาคารกลางสหรัฐฯ เปิดก็อกให้เม็ดเงินหลั่งไหลเข้าสู่กลุ่มธุรกิจธนาคารเพื่อสร้างสภาพคล่องเสีย ความเสียหายที่เกิดจากตลาดหลักทรัพย์ก็จะแทบไม่ส่งผลใดๆต่อสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและก็จะทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงขึ้น  ข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯได้ตอบสนองต่อวิกฤตการณ์นี้ด้วยการผลิตเงินเพิ่มแล้วนั้นกลับถูกมองข้ามไปในชุดข้อมูลอันมหาศาลนี้  แม้ธนาคารกลางสหรัฐได้พยายามแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องในกลุ่มธุรกิจธนาคารแล้ว มันก็ไม่ได้ช่วยยับยั้งการล่มสลายแต่อย่างใด ซึ่งนั่นไม่ได้เกิดจากการขาดความตั้งใจจริง แต่กลับเป็นเพราะมันเกิดจากการล่มสลายของการลงทุนที่ผิดพลาดทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ และนโยบายแทรกแซงเศรษฐกิจขั้นรุนแรงดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 4

 

คำถามที่สำคัญที่ไม่ได้รับคำตอบในผลงานอันใหญ่ยักษ์ทั้งสามคำถามชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ทางเหตุและผลอันยักษ์ใหญ่ของมัน คำถามแรกคือ เหตุใดจึงไม่มีการเปรียบเทียบเหตุการณ์เศรษฐกิจถดถอยในค.ศ. 1920 และ 1929 เลย ทั้งๆที่วิกฤตการณ์ปีค.ศ.1920 นั้นคลี่คลายอย่างรวดเร็วแม้ธนาคารกลางสหรัฐฯไม่ได้เข้ามาแทรกแซงตามที่ผู้เขียนแนะนำก็ตาม? ข้อสอง เหตุใดสหรัฐฯจึงไม่เคยประสบกับวิกฤติภาวะเศรษฐกิจถดถอยเลยในช่วงศตวรรษที่ 19 เว้นแต่เพียงสองครั้งที่สภาคองเกรสสั่งการให้กระทรวงการคลังทำหน้าที่่เหมือนธนาคารกลาง: ด้วยการพิมพ์ธนบัตรกรีนแบ็คในเหตุการณ์สงครามกลางเมือง และในปีค.ศ.1890 หลังจากการประกาศให้โลหะเงินเป็นเงิน? และชัดที่สุดคือข้อสาม เหตุใดสหรัฐฯจึงสามารถรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยาวนานที่สุดในช่วงปีค.ศ. 1873 ถึง 1890 ได้โดยไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจใดๆเกิดขึ้นได้ ทั้งที่ไม่มีธนาคารกลาง และอุปทานของเงินมีจำนวนจำกัด และระดับราคาก็ลดลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย? ฟรีดแมน และ ชวาร์ตซ์กล่าวถึงยุคสมัยดังกล่าวเพียงผ่านๆ โดยพูดเพียงแค่ว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโตอย่างน่าประทับใจ ‘แม้ว่า’ ระดับราคาจะลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม โดยไม่พยายามที่จะอธิบายเลยว่าเหตุใดข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเกิดขึ้นได้ตรงกันข้ามกับโรคกลัวระดับราคาตกขึ้นสมองของพวกเข้า

 

ดังที่รอธบาร์ตได้อธิบายไว้ว่า กลไกของเศรษฐกิจระบบตลาดไม่ได้มีลักษณะประจำตัวใดๆที่จะส่งผลให้เกิดภาวะการว่างงานเรื้อรังได้  กลไกตลาดเสรีโดยทั่วไปนั้นจะเต็มไปด้วยผู้แพ้ การลาออก และการล้มละลายหรือปิดกิจการของธุรกิจจำนวนมากด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ แต่การสูญเสียงานเหล่านี้ย่อมถูกทดแทนด้วยการสร้างงาน และ ธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทน ทำให้จำนวนของคนที่ว่างงานโดยไม่ได้สมัครใจ ณ เวลาใดๆก็ตามมีจำนวนน้อยมากเสมอ ดั่งเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ระบบมาตรฐานทองคำยังไม่ถูกปู้ยี่ปู้ยำในศตวรรษที่สิบเก้า และดั่งเช่นที่เกิดขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์ก่อนปีค.ศ. 1992  มีเพียงแต่เมื่อธนาคารกลางเข้ามาควบคุมแทรกแซงอุปทานของเงินและอัตราดอกเบี้ยเท่านั้นที่จะทำให้การล่มสลายทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่พร้อมๆกันของทั้งภาคธุรกิจสามารถเกิดขึ้นได้ ส่งผลให้เกิดระลอกของการเลิกจ้างทั่วทั้งอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการตกงานพร้อมๆกันของแรงงานที่มีความสามารถเฉพาะทางที่ยากต่อการย้ายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ18 ดังที่ฮาเย็คได้กล่าวไว้ว่า “ต้นเหตุของระลอกคลื่นของอัตราว่างงานนั้นหาใช่ ‘ทุนนิยม’ ไม่ หากแต่กลับเกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลปฎิเสธสิทธิเสรีภาพของภาคธุรกิจในการสร้างเงินที่ดี”19 

ผู้แปล: พิริยะ สัมพันธารักษ์ MD CDC ChalokeDotCom และ พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว CEO Blockchain Review

0 0 vote
Article Rating
Article bitcoin-standard แปล
Writer
การสมัครรับข้อมูล
แจ้งเตือนสำหรับ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Maybe You Like

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x