fbpx

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 6 ระบบการสื่อสารของระบบทุนนิยม Part 1

ระบบการสื่อสารของระบบทุนนิยม   “ต้นเหตุของการว่างงานในแต่ละระลอกนั้น ไม่ได้เกิดมาจาก “ระบบทุนนิยม” แต่กลับมาจากการที่รัฐบาลปฏิเสธสิทธิในการผลิตเงินที่ดีโดยภาคธุรกิจ”- ฟรีดริช ฮาเย็ค   หน้าที่หลักทางการเงินในการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนในระบบเศรษฐกิจสามารถกระทำการคำนวณและวางแผนทางเศรษฐกิจได้ เมื่อกระบวนการผลิตทางเศรษ

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 6 ระบบการสื่อสารของระบบทุนนิยม Part 1

17 Sep 2020

ระบบการสื่อสารของระบบทุนนิยม

 

“ต้นเหตุของการว่างงานในแต่ละระลอกนั้น ไม่ได้เกิดมาจาก “ระบบทุนนิยม” แต่กลับมาจากการที่รัฐบาลปฏิเสธสิทธิในการผลิตเงินที่ดีโดยภาคธุรกิจ”- ฟรีดริช ฮาเย็ค

 

หน้าที่หลักทางการเงินในการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนในระบบเศรษฐกิจสามารถกระทำการคำนวณและวางแผนทางเศรษฐกิจได้ เมื่อกระบวนการผลิตทางเศรษฐกิจพัฒนาจนมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย การที่ผู้คนจะทำการตัดสินใจทางการผลิต การบริโภค และการค้าขาย ก็ยิ่งยากลำบากขึ้นหากไม่มีกรอบในการอ้างอิงมูลค่าของสินค้าแต่ละชนิดที่มั่นคงชัดเจน คุณสมบัติในการเป็นหน่วยวัดมูลค่านี้ เป็นหน้าที่หลักอันดับที่สามของเงิน ตามหลังหน้าที่ในการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และ เป็นแหล่งเก็บรักษามูลค่า ในการที่จะทำความเข้าใจถึงความสำคัญของคุณสมบัติดังกล่าวในบริบทของระบบเศรษฐกิจ เราจะทำสิ่งที่ผู้มีปัญญามักจะทำกันเมื่อพวกเขาพยายามที่จะทำความเข้าใจกับโจทย์ทางเศรษฐศาสตร์ นั่นก็คือการหันไปสู่ผลงานของนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนที่ล่วงลับไปแล้วนั่นเอง

 

บทความ “The Use of Knowledge in Society” โดยฟรีดริช ฮาเย็ค ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในบทความทางเศรฐศาสตร์ที่มีความสำคัญที่สุด แตกต่างจากผลงานศึกษาทางเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ที่ลึกลับซับซ้อน ไม่ได้มีนัยสำคัญ และอุดมไปด้วยทฤษฎีที่ไม่มีใครอ่าน เนื้อหา 11 หน้าของบทความนี้กลับได้รับการอ่านอย่างแพร่หลาย 70 ปีหลังจากวันที่มันถูกตีพิมพ์ และมันยังได้ส่งผลกระทบอย่างยั่งยืนถาวรต่อชีวิต และธุรกิจของผู้คนมากมายทั่วโลก แต่นั่นยังอาจไม่สำคัญเท่ากับบทบาทของมันในการเป็นจุดเริ่มต้นของเว็บไซต์ที่สำคัญที่สุดบนอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ที่เป็นศูนย์รวมของความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ จิมมี่ เวลส์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิพีเดีย (wikipedia) เคยได้กล่าวไว้ว่า เขามีความคิดริเริ่มในการสร้างวิกิพีเดียหลังจากที่เขาได้อ่านบทความ และการอธิบายถึงความสำคัญของความรู้ของฮาเย็คนี้นี่เอง

 

ฮาเย็คได้อธิบายว่า โจทย์ของปัญหาทางเศรษฐศาสตร์นั้น ไม่ใช่เพียงโจทย์ของการจัดสรรทรัพยากรและผลผลิตตามที่หลักพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับความนิยมทั่วๆไปได้กล่าวไว้ แต่มันคือโจทย์ของการจัดสรรทรัพยากรและผลผลิตโดยอาศัยข้อมูลความรู้ที่จำกัดต่างหาก ความรู้ทางเศรษฐศาตร์เกี่ยวกับสถานการณ์การผลิต ปริมาณและความอุดมสมบูรณ์ในเชิงเปรียบเทียบของทรัพยากรในการผลิต และชอบส่วนบุคคลของแต่ละคน ข้อมูลความรู้เหล่านี้ไม่ใช่ความรู้เชิงวัตถุวิสัยที่ใครคนใดคนหนึ่งสามารถรู้ได้ทั้งหมด แต่ความรู้และข้อมูลเกี่ยวสถานะการณ์ทางเศรษฐศาสตร์นั้น โดยธรรมชาติแล้วเป็นข้อมูลความรู้ที่กระจายตัวอยู่ในบุคคลที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของตนเองทุกคน สมองของมนุษย์ทุกคนต่างใช้เวลาไปกับการพยายามทำความเข้าใจและเรียนรู้ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา บุคคลที่ปราชญ์เปรื่องและขยันขันแข็งจะใช้เวลาหลายทศวรรษในการเรียนรู้ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมของเขา เพื่อที่จะทำให้เขามีความรู้ความเชี่ยวชาญในขั้นตอนกระบวนการการผลิตของสินค้าเพียงอย่างเดียว มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะแทนที่การตัดสินใจที่เกิดจากแต่ละปัจเจกบุคคล ด้วยการรวบรวมเอาข้อมูลความรู้ทั้งหมดนั้นมาไว้ในหัวของคนเพียงคนเดียวเพื่อทำการคำนวณทุกอย่างให้ทุกคน และมันก็ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องมีความพยายามที่เสียสติ ที่จะรวมศูนย์ข้อมูลความรู้ทั้งหมดมาไว้ในมือของผู้ตัดสินใจเพียงคนเดียว

 

ในระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี ราคาคือความรู้และสัญญาณที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล ผู้ตัดสินใจแต่ละคนจะสามารถทำการตัดสินใจได้ก็โดยการตรวจสอบราคาของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเขาเท่านั้น ซึ่งราคานั้นคือการกลั่นเอาทุกการตัดสินใจทางเศรษฐศาสตร์และสถานการณ์ความเป็นจริงทั้งหมดมาไว้เป็นตัวแปรที่เขาคนนั้นสามารถนำไปใช้ได้นั่นเอง และในทางกลับกัน การตัดสินใจของแต่ละคนก็จะส่งผลต่อราคาด้วยเช่นกัน ไม่มีอำนาจศูนย์กลางใดที่จะสามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนี้เพื่อกระทำการกำหนดราคา หรือมาทำหน้าที่แทนราคาได้ 

 

เพื่อให้เข้าใจประเด็นของฮาเย็คได้ดียิ่งขึ้น ลองนึกภาพถึงสถานการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบให้โครงสร้างพื้นฐานต่างๆของประเทศเสียหายอย่างร้ายแรง ยกตัวอย่างเช่นกรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปีค.ศ. 2010 ที่เกิดขึ้นในประเทศชิลีอันเป็นแหล่งผลิตทองแดงที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีเหมืองทองแดงจำนวนมาก ก็ส่งผลให้เหมืองเหล่านั้นรวมไปถึงท่าเรือที่ใช้ในการส่งออกทองแดงได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กระแสอุปทานทองแดงในตลาดโลกลดลงอย่างฉับพลันและส่งผลให้ราคาของทองแดงพุ่งสูงขึ้น 6.2%1 ใครก็ตามในโลกที่เกี่ยวข้องกับตลาดทองแดงต่างจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งสิ้น แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้อะไรเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว ประเทศชิลี และสภาพการณ์ของตลาดเพื่อที่จะประกอบการตัดสินใจว่าพวกเขาควรจะทำอย่างไรในสถานการณ์นี้เลยแม้แต่น้อย การเพิ่มสูงขึ้นของราคานั้นเองเป็นข้อมูลที่เพียงพอต่อความต้องการของพวกเขาทั้งหมดแล้ว ทันทีที่ราคาทองแดงสูงขึ้น ทุกบริษัทที่มีความต้องการทองแดงก็มีแรงจูงใจที่จะใช้ทองแดงน้อยลง ชะลอการซื้อทองแดงที่ไม่จำเป็นในระยะสั้น และมองหาสินค้าทดแทน ในขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของราคาทองแดงก็จะเป็นแรงจูงใจให้บริษัทผู้ผลิตทองแดงในส่วนอื่นๆ ของโลกหันมาผลิตทองแดงมากขึ้น เพื่อตักตวงผลกำไรจากราคาที่สูงขึ้น

 

เพียงการเพิ่มขึ้นของราคาเท่านั้น ทุกคนบนโลกที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทองแดงก็จะมีแรงจูงใจที่จะผลักดันให้เกิดการตัดสินใจในทางที่ช่วยลดผลกระทบและความเสียหายที่เกิดจากแผ่นดินไหวได้ ด้วยการที่ผู้ผลิตรายอื่นเร่งการผลิตขึ้นในขณะที่ผู้บริโภคต่างก็มีความต้องการสินค้าที่ลดลง ส่งผลให้ความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ไม่รุนแรงอย่างที่คิด และรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากราคาทองแดงที่สูงขึ้นยังสามารถช่วยเหลือให้เหล่านักขุดเหมืองตั้งตัวซ่อมแซมระบบโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาใหม่ได้อึกด้วย และในเวลาเพียงไม่กี่วัน ราคาทองแดงก็กลับมาอยู่ที่ระดับปกติ เมื่อตลาดการค้าโลกนั้นขยายตัวและมีความเกี่ยวโยงผูกพันกันมากยิ่งขึ้น เหตุการณ์วินาศภัยหรือเหตุขัดข้องต่างๆจะส่งผลกระทบต่อตลาดน้อยลงมากกว่าที่เคย เนื่องจากผู้คนในตลาดจะมีเงินทุนและสภาพคล่องที่มากพอที่จะทำให้พวกเขาก้าวข้ามปัญหาโดยเกิดผลกระทบน้อยที่สุด

 

เพื่อที่จะทำความเข้าใจอำนาจของราคาในฐานะของวิธีในการสื่อสารข้อมูล ลองจินตนาการว่าถ้าหากก่อนที่จะเกิดเหตุแผ่นดินไหวเพียงหนึ่งวันอุตสาหกรรมทองแดงทั่วทั้งโลกต้องสิ้นสภาพการเป็นสถาบันตลาดและตกไปอยู่ใต้การควบคุมของหน่วยงานเฉพาะทาง หมายความว่าการกำหนดอัตราการผลิตนั้นจะกระทำโดยไม่สนใจราคาแต่อย่างใด หน่วยงานดังกล่าวจะตอบสนองต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างไร? พวกเขาจะตัดสินใจได้อย่างไรว่าผู้ผลิตทองแดงผู้ใดจะต้องเร่งอัตราการผลิต และจะต้องเร่งขึ้นมากเท่าใด? ในระบบของราคานั้น ฝ่ายบริหารจัดการของแต่ละบริษัทจะสามารถมองดูราคาของทองแดง และราคาของสินค้าอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการผลิต เพื่อปรับอัตราการผลิตของพวกเขาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์หลายทศวรรษในบริษัทต่างๆเหล่านี้ สามารถหาคำตอบที่เหมาะสมได้ด้วยความช่วยเหลือจากราคา และพวกเขายังรู้จักบริษัทของพวกเขาลึกซึ้งกว่าที่นักวางแผนส่วนกลางที่ไม่สามารถใช้ราคาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจได้ ยิ่งไปกว่านั้น นักวางแผนเหล่านั้นจะตัดสินใจว่าธุรกิจที่บริโภคทองแดงธุรกิจใดควรลดอัตราการบริโภคทองแดงของพวกเขาลง และลดลงเท่าใด ในเมื่อไม่มีราคาที่จะช่วยให้ผู้บริโภคเหล่านี้แสดงความต้องการของพวกเขาได้?

 

ไม่ว่าหน่วยงานเหล่านี้จะรวบรวมเอาข้อมูลเชิงวัตถุวิสัยและความรู้ต่างๆไปมากเท่าใด หน่วยงานเหล่านั้นก็ไม่สามารถหยั่งรู้ได้ถึงข้อมูลความรู้ที่กระจายตัวอยู่และส่งผลต่อการตัดสินใจของแต่ละบุคคลได้ ซึ่งนั่นรวมถึงความชอบส่วนตัวและการตีค่าสิ่งของแต่ละอย่างของแต่ละคนอีกด้วย ราคา จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือที่จะทำให้พวกทุนนิยมทำกำไรเท่านั้น แต่มันคือระบบการสื่อสารข้อมูลการผลิตทางเศรษฐศาสตร์ที่ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลความรู้ไปทั่วทั้งโลก และกำกับดูแลระบบการผลิตทางเศรษฐศาสตร์อันซับซ้อน ระบบเศรษฐกิจใดที่พยายามกำจัดราคาออกไป ก็จะพบกับความล่มสลายโดยสิ้นเชิงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและนำพาสังคมมนุษย์กลับสู่ยุคดึกดำบรรพ์อย่างแน่นอน

 

ราคาเป็นกลไกเดียวที่สามารถทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน และการพัฒนาความเชี่ยวชาญขึ้นได้ในเศรษฐกิจเชิงตลาด หากไม่มีราคาแล้ว มนุษย์จะไม่สามารถรับผลประโยชน์จากการจัดสรรแรงงาน และการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางนอกเหนือจากในธุรกิจพื้นฐานขนาดเล็กมากๆเพียงเท่านั้น การค้าขายแลกเปลี่ยนทำให้ผู้ผลิตสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้ผ่านการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการผลิตสินค้าที่พวกเขามีข้อได้เปรียบ กล่าวคือสินค้าที่พวกเขาสามารถผลิตได้ที่ต้นทุนที่ต่ำกว่าในเชิงเปรียบเทียบ การที่ผู้คนจะสามารถเปรียบเทียบความได้เปรียบของพวกเขาและเลือกที่จะพัฒนาความเชี่ยวชาญได้ถูกทางนั้น จำเป็นต้องอาศัยระบบราคาที่มีความแม่นยำ และมีหน่วยเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วกันเท่านั้น การพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ถูกชี้นำโดยข้อมูลราคานี้เองที่จะทำให้ผู้ผลิตสินค้าสามารถพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าของพวกเขาได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากการกระทำจริง และที่สำคัญกว่านั้นคือการที่พวกเขาสามารถสั่งสมทุนทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าของพวกเขาได้  แท้จริงแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่มีความแตกต่างกันของต้นทุนในเชิงเปรียบเทียบ การพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางก็ยังสามารถทำให้ผู้ผลิตสินค้าแต่ละรายสั่งสมทรัพย์สินที่เป็นทุนในการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถเพิ่มผลิตผลส่วนเพิ่ม และลดต้นทุนส่วนเกินลงไปเพื่อนำเอาสินค้าไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าจากผู้ผลิตที่พัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านอื่นๆได้

 

สังคมนิยมในตลาดทุน

แม้คนส่วนมากจะเข้าใจถึงความสำคัญที่ระบบราคามีต่อการจัดสรรแรงงานเป็นอย่างดี แต่กลับมีน้อยคนที่เข้าใจถึงบทบาทสำคัญของมันในกระบวนการการสั่งสมและจัดสรรทุนทรัพย์ ดังที่เขียนไว้ตั้งแต่ปีค.ศ.1922 ในผลงานของ Mises ในหนังสือที่ชื่อว่า ‘Socialism’ ในหนังสือดังกล่าว Mises กล่าวถึงเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบสังคมนิยมจำต้องล้มเหลว และนั่นไม่ใช่เหตุผลของการขาดผลประโยชน์และแรงจูงใจอย่างที่เล่ากันโดยทั่วไป (เราจะทำงานหนักไปเพื่ออะไรหากสุดท้ายแล้วทุกคนได้ผลตอบแทนเท่าเทียมกัน?) เนื่องจากการไม่ยอมทำงานเป็นความผิดและมักลงเอยด้วยโทษประหาร หรือการกักขัง จึงสามารถพูดได้ว่า ระบอบสังคมนิยมสามารถแก้ปัญหาแรงจูงใจในการทำงานได้สำเร็จ แม้กระบวนการนั้นอาจต้องเปื้อนเลือดเท่าใดก็ตาม ประชากรกว่า 100 ล้านคนที่ถูกสังหารภายใต้การปกครองของระบอบสังคมนิยมในช่วงเวลากว่าศตวรรษ2 พิสูจน์ให้เห็นว่าแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว ไม่ใช่เพียงข้อเสนอเชิงทฤษฎี และภายใต้ระบอบการปกครองเช่นนี้ แรงจูงใจในการทำงานของประชาชนอาจสูงกว่าในประเทศที่อยู่ภายใต้ระบอบทุนนิยมเสียอีก ความล้มเหลวของระบอบสังคมนิยมจึงไม่น่าใช่เรื่องของแรงจูงใจแต่อย่างใด และ Mises ก็เป็นคนแรกที่ได้อธิบายไว้อย่างชัดแจ้งว่าเหตุใดระบอบสังคมนิยมก็จะยังล้มเหลวอยู่วันยังค่ำ แม้ว่าจะสามารถแก้ปัญหาแรงจูงใจได้โดยการสร้าง “มนุษย์สัมคมนิยมยุคใหม่” ขึ้นมาได้สำเร็จแล้วก็ตาม

 

ข้อบกพร่องที่สำคัญของระบอบสังคมนิยมที่ Mises ได้กล่าวถึง คือการที่ระบอบสังคมนิยมนั้นประสบความล้มเหลวในการคำนวณทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดสรรสินค้าประเภททุน เนื่องจากไม่มีระบบราคาที่เกิดขึ้นจากตลาดเสรีนั่นเอง3 ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้าว่ากระบวนการการผลิตสินค้าประเภททุนนั้น จำเป็นต้องอาศัยขั้นตอนในการผลิตที่ซับซ้อน ใช้เวลานาน และจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมากมายหลายอย่างที่อาจไม่ได้กลายเป็นส่วนของผลิตผลขั้นสุดท้ายเสียด้วยซ้ำ โครงสร้างการผลิตที่ซับซ้อนนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากโครงข่ายอันซับซ้อนของการคำนวณการค้าขายแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ค้าและผู้ซื้อรายย่อยจำนวนมากเท่านั้น4 การจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยระบบราคาที่ทำให้ทรัพยากรจะตกอยู่ในมือของผู้ผลิตที่มีผลิตผลสูงสุดที่สามารถเสนอราคาที่สูงที่สุดได้เท่านั้น อุปสงค์และอุปทานของสินค้าทุนถือกำเนิดขึ้นจากการปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนระหว่างผู้ผลิต และ ผู้บริโภค และการตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลานั่นเอง

 

ในระบบสังคมนิยม รัฐเป็นเจ้าของและควบคุมการผลิตทั้งหมด ทำให้รัฐกลายเป็นผู้ซือ และ ผู้ขายเพียงผู้เดียวในระบบเศรษฐกิจ การรวมศูนย์การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการทำให้กลไกตลาดที่แท้จริงไม่สามารถทำงานได้ ส่งผลให้การตัดสินใจบนพื้นฐานของราคาไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อไม่มีตลาดสำหรับสินค้าทุนที่ผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องกันสามารถเสนอราคาแข่งขันกันได้ ก็ทำให้ไม่สามารถกำหนดราคาของสินค้าทุนได้ เมื่อไม่มีราคาของสินค้าทุนที่ทำหน้าที่สะท้อนสมดุลย์ระหว่างอุปสงค์และอุปทานของแต่ละสินค้าแล้ว ก็จะไม่มีวิธีในการกำหนดแนวทางในการจัดสรรทุนทรัพย์ที่จะก่อประโยชน์สูงสุด และไม่มีหนทางในใดที่จะรู้ได้ว่าควรผลิตสินค้าทุนแต่ละชนิดเป็นจำนวนเท่าใด ในโลกที่รัฐบาลเป็นเจ้าของโรงงานเหล็ก และโรงงานอื่นๆที่ต้องการใช้เหล็กในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมดแล้ว ราคาของเหล็ก หรือแม้แต่ราคาของสินค้าที่ใช้เหล็กก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และนั่นจะทำให้ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าการใช้เหล็กในการผลิตสินค้าใดมีมูลค่าและความสำคัญมากกว่ากัน

 

รัฐบาลจะสามารถตัดสินใจได้อย่างไรว่าเหล็กที่มีจำนวนจำกัดนั้น ควรนำไปใข้ในการผลิตรถยนต์หรือรถไฟ ในเมื่อรัฐบาลเองเป็นเจ้าของโรงงานผลิตรถยนต์ และโรงงานผลิตรถไฟ และยังเป็นผู้กำหนดว่าประชาชนจะสามารถใช้งานรถยนต์และรถไฟได้กี่คันด้วยแล้ว? เมื่อไม่มีระบบของราคาที่จะช่วยให้ประชาชนเลือกระหว่างรถยนต์กับรถไฟแล้ว ก็ย่อมไม่มีทางที่จะรู้ได้ว่าการจัดสรรทรัพยากรอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด และไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอุตสาหกรรมใดกำลังต้องการเหล็กมากที่สุด การสอบถามประชาชนผ่านแบบสำรวจนั้นเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์เนื่องจากเมื่อไม่มีราคาที่สะท้อนถึงค่าเสียโอกาสของแต่ละการตัดสินใจแล้ว ความเห็นก็ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง การสำรวจความต้องการโดยไม่มีราคานั้นจะให้คำตอบว่าประชาชนทุกคนจะต้องการรถ Ferrari เป็นของตัวเอง แต่แน่นอนว่า หากประชาชนต้องจ่ายเงินเองก็จะเหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังจะต้องการรถ Ferrari อยู่ เหล่านักวางแผนส่วนกลางนั้น จะไม่มีวันรู้ได้ถึงความต้องการของแต่ละคน และไม่มีทางที่จะจัดสรรทรัพยากรในรูปแบบที่ตอบสนองความต้องการของทุกคนได้ดีที่สุด

 

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรัฐบาลเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหมดในกระบวนการการผลิตของเศรษฐกิจแล้ว การที่ไม่มีกลไกของราคา ยิ่งทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่รัฐจะสามารถกำกับอัตราการผลิตสินค้าประเภททุนให้มีปริมาณเหมาะสมตามความต้องการของโรงงานผลิตสินค้าทั้งหมด  ความขาดแคลนเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐศาสตร์ทั้งหมด มันเป็นไปไม่ได้ที่จะผลิตสินค้าทุกชนิดในปริมาณที่ไม่จำกัด หากแต่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นเสมอ ดังที่การจัดสรรกำลังทุน ที่ดิน และ แรงงานให้กับการผลิตเหล็ก ก็ต้องแลกกันกับการลดปริมาณการผลิตทองแดงลง  ในตลาดเสรี การแข่งขันแย่งชิงเหล็กและทองแดงของแต่ละโรงงาน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน และภาวะล้นเหลือในตลาดเหล่านี้ และราคาเป็นตัวกลางสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตเหล็กและทองแดงสามารถแข่งขันกันในการแย่งชิงทรัพยากรที่จำเป็นในการผลิตเหล็กและทองแดงขึ้นมา  แต่นักวางแผนส่วนกลางกลับไม่สามารถรับรู้ได้ถึงโครงข่ายของความต้องการและค่าเสียโอกาสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของรถไฟ รถยนต์ ทองแดง เหล็ก แรงงาน เงินทุน และที่ดินเลยแม้แต่น้อย  หากปราศจากราคา ก็จะไม่มีทางใดเลยที่จะคิดคำนวน หรือจัดสรรปันส่วนทรัพยากรเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และผลลัพท์ที่ตามมาก็คือการล่มสลายอย่างสิ้นเชิงของกระบวนการการผลิต

 

และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงหนึ่งในปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการคำนวนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าที่มีอยู่แล้ว ในตลาดคงที่ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเท่านั้น  ปัญหาต่างๆ จะยิ่งแสดงตัวเด่นชัดยิ่งขึ้นเมื่อเราพิจารณาถึงความไม่เคยคงที่ของธรรมชาติมนุษย์ มนุษย์ไม่เคยหยุดยั้งการพยายามที่จะยกระดับสถานะทางเศรษฐกิจ ผลิตสินค้าใหม่ๆ และค้นหาหนทางที่ดีกว่าในการผลิตสินค้าของพวกเขา  แรงกระตุ้นที่ผลักดันให้มนุษย์ปรับเปลี่ยน ปรับปรุง และสร้างนวัตกรรมอยู่ตลอดเวลานี้เองที่กลายมาเป็นปัญหาที่ยากที่สุดปัญหาหนึ่งของแนวคิดสังคมนิยม  ถึงแม้ในกรณีที่ระบบการวางแผนส่วนกลางจะสามารถบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจที่อยู่นิ่งได้ แต่มันก็ไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงหรืออนุญาตให้ประชาชนลุกขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการได้อยู่ดี  ระบบสังคมนิยมจะไปคำนวนเผื่อเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นได้อย่างไร และระบบจะจัดสรรกำลังการผลิตไปให้กับพวกมันโดยที่ยังไม่มีสิ่งใดที่จะบ่งบอกว่าผลิตผลเหล่านั้นจะสามารถใช้งานได้อย่างไร?

 

“ผู้ได้ก็ตามที่ไม่สามารถแยกแยะการประกอบกิจการกับการบริหารจัดการออกจากกันได้ ผู้นั้นย่อมมองไม่เห็นถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ…  ระบบทุนนิยมนั้นไม่ใช่ระบบสำหรับการบริหารจัดการ; มันคือระบบการประกอบกิจการ” ลุดวิก ฟอน มีซเสส

 

ประเด็นของการอธิบายนี้ ไม่ใช่เพื่อเป็นการโต้แย้งต่อระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม เนื่องด้วยหลังจากความหายนะ การนองเลือด และความล้มเหลวโดยสินเชิงที่เกิดขึ้นในทุกสังคมที่ได้ทดลองนำเอาระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมไปใช้งานในศตวรรษที่ผ่านมา คงไม่มีคนสติดีคนใดให้ค่ากับมันอีกในปัจจุบัน ประเด็นที่แท้จริงคือการอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างกรรมวิธีในการจัดสรรทุนทรัพย์และการตัดสินใจทางการผลิตทั้งสองวิธีนั่นก็คือ ราคา และ การวางแผน นั่นเอง  แม้ประเทศส่วนใหญ่ในโลกในปัจจุบันไม่ได้มีหน่วยงานวางแผนส่วนกลางที่ทำหน้าที่จัดสรรสินค้าประเภททุนโดยตรงก็ตาม แต่ในแทบทุกประเทศบนโลกในปัจจุบันกลับล้วนมีหน่วยงานวางแผนส่วนกลางที่ควบคุมตลาดที่สำคัญที่สุดอยู่ซึ่งคือตลาดทุนนั่นเอง  ตลาดเสรีนั้นหมายถึงตลาดที่ผู้ซื้อ และ ผู้ขาย สามารถทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันบนข้อตกลงที่กำหนดโดยพวกเขาสองฝ่ายเท่านั้น และหมายถึงตลาดที่การตัดสินใจเข้า หรือ ออกจากตลาดเป็นเรื่องเสรี ไม่มีบุคคลที่สามที่จะสามารถห้ามไม่ให้ผู้ซื้อหรือผู้ขายเข้ามาในตลาดได้ และไม่มีบุคคลที่สามที่จะคอยอุ้มผู้ซื้อหรือผู้ขายที่ไม่สามารถทำการซื้อขายในตลาดได้  ในปัจจุบันไม่มีประเทศใดในโลกที่มีตลาดทุนที่มีลักษณะดังกล่าวเลยแม้แต่ประเทศเดียว

 

ตลาดทุนในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่นั้นประกอบด้วยตลาดสำหรับเงินทุนเพื่อการกู้ยืม  เมื่อโครงสร้างการผลิตซับซ้อนและกินเวลานานขึ้น ผู้คนก็จะไม่นำเอาเงินเก็บของตนเองมาลงทุนด้วยตัวเอง แต่กลับจะนำเอาเงินนั้นมาปล่อยกู้ให้กับธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านการผลิต ผ่านทางสถาบันต่างๆ  อัตราดอกเบี้ยคือราคาที่ผู้ปล่อยกู้จะได้รับเพื่อแลกกับการให้กู้ยืมเงินทุนของพวกเขา และมันก็เป็นราคาที่ผู้กู้ยืมจำเป็นต้องจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทุนเหล่านั้น

 

ในตลาดเงินกู้ที่มีความเสรีนั้น ปริมาณอุปทานของเงินทุนที่มีให้กู้เหล่านี้ ก็จะเพิ่มสูงขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเช่นเดียวกับเส้นกราฟอุปทานทั่วไป หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือยิ่งอัตราดอกเบี้ยสูงเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งจะเก็บออมกันมากขึ้น และนำเอาเงินออมเหล่านั้นมาขายให้กับผู้ประกอบกิจการและบริษัทต่างๆ  ในด้านตรงกันข้าม อุปสงค์สำหรับเงินกู้นั้นกลับมีความสัมพันธ์ผกผันกับอัตราดอกเบี้ย หมายความว่าบริษัทห้างร้านและผู้ประกอบกิจการต่างๆ จะมีความต้องการกู้ยืมน้อยลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น

 

อัตราดอกเบี้ยในตลาดทุนเสรีนั้นมีค่าเป็นบวกเสมอเนื่องจากความพึงใจทางเวลาที่มีค่าเป็นบวกของผู้คนหมายความว่าไม่มีใครที่จะยอมเสียเงินของเขาไป นอกเสียจากว่าเขาจะได้เงินกลับคืนมามากขึ้นในอนาคต  สังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีความพึงใจทางเวลาที่ต่ำนั้นมักจะมีเงินออมเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง และ มีเงินทุนจำนวนมากเพื่อให้บริษัทต่างๆ สามารถนำมาลงทุน และสร้างให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญต่อไปในอนาคต  เมื่อระดับความพึงใจทางเวลาของสังคมสูงขึ้น ผู้คนก็มักจะเก็่บออมน้อยลง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็จะสูง และผู้ผลิตสินค้าก็จะหาแหล่งทุนเพื่อกู้ยืมได้ยากขี้น  สังคมที่อยู่ภายใต้ความสงบ ที่ผู้คนมีสิทธิในการถือครองทรัพย์สินที่มั่นคง และมีอิสรภาพทางเศรษฐกิจที่สูงมักจะเป็นสังคมที่มีระดับความพึงใจทางเวลาที่ต่ำเนื่องจากปัจจัยต่างๆนั้นเป็นแรงจูงใจที่สำคัญที่ทำให้ผู้คนทำการลดค่าของอนาคตน้อยลง  นักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน Eugen von Böhm‐Bawerk ยังได้กล่าวไว้ว่า อัตราดอกเบี้ยของแต่ละประเทศนั้นคือสิ่งสะท้อนระดับทางวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ: ยิ่งผู้คนมีสติปัญญาและศีลธรรมแกร่งกล้าเท่าไหร่ พวกเขาก็มักจะเก็บออมมากขึ้น และอัตราดอกเบี้ยของพวกเขาก็จะต่ำลงเท่านั้น

 

แต่สิ่งนี้กลับไม่ใช่วิธีการที่ตลาดทุนในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่กำลังทำงานอยู่ในทุกวันนี้ ซึ่งต้องขอบคุณการก้าวก่ายแทรกแซงตลาดที่สำคัญที่สุดอย่างไม่หยุดหย่อนของพวกนิยมการแทรกแซงในธนาคารกลางสมัยใหม่ที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาในปัจจุบัน  ธนาคารกลางทำหน้าที่กำหนดอัตราดอกเบี้ย และ อุปทานของเงินทุนที่สามารถให้กู้ได้ผ่านการควบคุมระบบการธนาคาร และเครื่องมือทางการเงินหลากหลายรูปแบบ6

 

ความจริงพื้นฐานที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการเงินสมัยใหม่ก็คือ ธนาคารสร้างเงินขึ้นมาใหม่ทุกครั้งที่พวกเขาทำการให้กู้ยืม  ในระบบธนาคารเก็บเงินสดสำรองบางส่วน (fractional reserve banking system) ที่คล้ายกับระบบที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลกในปัจจุบันนั้น ธนาคารไม่เพียงสามารถนำเอาเงินออมทรัพย์ของลูกค้าของเขามาปล่อยกู้ แต่ยังสามารถนำเงินฝากเผื่อเรียก (demand deposits) ของพวกเขามาปล่อยกู้ได้อีกด้วย  หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ฝากเงินสามารถที่จะเรียกถอนเงินของเขาได้ทุกเมื่อแม้ในขณะที่เงินส่วนใหญ่ของเขาจะถูกนำเอาไปปล่อยกู้แล้วก็ตาม  การที่ธนาคารสามารถนำเอาเงินไปปล่อยกู้และยังเก็บมันเอาไว้ให้ผู้ฝากเงินในเวลาเดียวกันนั้นก็คือการสร้างเงินขึ้นมาใหม่ในทางปฏิบัติและส่งผลให้เกิดอุปทานเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง  ปัจจัยเหล่านี้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างอุปทานเงินและอัตราดอกเบี้ยได้เป็นอย่างดี: เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง ก็จะมีการกู้ยืมสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการสร้างเงิน และอุปทานของเงินที่เพิ่มสูงขึ้น ในทางกลับกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นก็จะส่งผลให้เกิดการกู้ยืมน้อยลงซึ่งจะนำมาสู่การหดตัวของอุปทานเงิน หรืออย่างน้อยก็ทำให้การเจริญเติบโตของอุปทานเงินชะลอตัวลง

ผู้แปล: พิริยะ สัมพันธารักษ์ MD CDC ChalokeDotCom และ พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว CEO Blockchain Review

0 0 vote
Article Rating
Article bitcoin-standard แปล
Writer
การสมัครรับข้อมูล
แจ้งเตือนสำหรับ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Maybe You Like

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x