fbpx

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 5 เงินและ Time Preference part 2

ยาวไปอยากเลือกอ่าน แสดง การออม และการสั่งสมทุนทรัพย์ นวัตกรรม: “จาก 0 เป็น 1” หรือ “จาก 1 เป็นจำนวนมาก” การเฟื่องฟูทางศิลปะ Notes การออม และการสั่งสมทุนทรัพย์ หนึ่งในปัญหาหลักที่เกิดจากมูลค่าที่ถดถอยลงตลอดเวลาของค่าเงินคือการที่มันเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนไม่เก็บออมเพื่ออนาคต  ความพึงใจทางเวลานั้นมีค่าเป็นบวกอยู่เสมอ หากต้องเลือกระหว่างการได้รับสินค้า

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 5 เงินและ Time Preference part 2

0
23 Jul 2020

การออม และการสั่งสมทุนทรัพย์

หนึ่งในปัญหาหลักที่เกิดจากมูลค่าที่ถดถอยลงตลอดเวลาของค่าเงินคือการที่มันเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนไม่เก็บออมเพื่ออนาคต  ความพึงใจทางเวลานั้นมีค่าเป็นบวกอยู่เสมอ หากต้องเลือกระหว่างการได้รับสินค้าชิ้นเดียวกันในวันนี้ กับในอนาคต คนที่สติดีทุกคนย่อมเลือกที่จะได้รับมันในวันนี้ทั้งสิ้น ทางเดียวที่จะทำให้คนพร้อมที่จะ่ยืดระยะเวลาในการสนองความต้องการนี้มีเพียงการเพิ่มอัตราผลตอบแทนในอนาคตเท่านั้น เงินที่มั่นคงคือเงินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่เสมอเมื่อเวลาผ่านไป จึงทำให้การเก็บมันเอาไว้หมายความว่ามันน่าจะมีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ในขณะที่เงินที่ไม่มั่นคง ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารกลางผู้ซึ่งมีภารกิจที่โจ่งแจ้งในการรักษาระดับเงินเฟ้อให้เป็นบวกนั้น แทบจะไม่มีแรงจูงใจให้เกิดการเก็บออมเลย โดยที่ผู้ถือครองเงินเหล่านั้นมักจะเลือกที่จะใช้มัน หรือ กู้ยืมมันมาใช้มากกว่า

ทางด้านการลงทุนนั้น เงินที่มั่นคงจะสร้างสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ผลตอบแทนใดๆ ที่เป็นบวกก็จะเป็นผลตอบแทนที่ดีสำหรับนักลงทุน เนื่องจากตัวเงินนั้นมีแนวโน้มที่จะรักษามูลค่าของมันเอาไว้ได้ หรือ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ ทำให้เกิดแรงกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน สำหรับการลงทุนด้วยเงินที่ไม่มั่นคงนั้น มีเพียงผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราการเสื่อมมูลค่าของสกุลเงินนั้น ที่จะสามารถให้ผลตอบแทนเป็นกำไรที่แท้จริงต่อนักลงทุนได้ ทำให้เกิดแรงกระตุ้นในการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูง และมีความเสี่ยงสูงด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อการเพิ่มขึ้นของอุปทานเงินย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงด้วยแล้ว แรงจูงใจในการเก็บออม และลงทุนจึงยิ่งมีน้อยลง ในขณะที่แรงจูงใจให้เกิดการกู้หนี้ยืมสินกลับสูงขึ้น

ผลจากการทดลองใช้เงินที่ไม่มั่นคงมา 46 ปีได้ข้อสรุปว่า อัตราการเก็บออมนั้นถดถอยลงสู่ระดับที่ต่ำมากในทุกประเทศที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่หนี้สินตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับบุคคลกลับพุ่งสูงขึ้นถึงระดับที่ไม่สามารถจินตนาการได้เลยในอดีต (รูปที่ 12)

รูปที่ 12 อัตราการเก็บออมระดับชาติในกลุ่มมหาอำนาจทางธุรกิจ ปีค.ศ. 1970 – 2016 (หน่วย: ร้อยละ)

มีเพียงประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่ยังคงระบบมาตรฐานทองคำจนถึงค.ศ. 1934 และยังมีทองคำสำรองจำนวนมากเป็นหลักประกันมูลค่าของสกุลเงินมาจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 1990 เท่านั้นที่ยังคงอัตราการเก็บออมเอาที่สูงเอาไว้ได้ และยืนหยัดเป็นปราการสุดท้ายของอารยธรรมตะวันตกที่มีค่าความพึงใจทางเวลาต่ำด้วยอัตราการเก็บออมที่อยู่ในระดับเลขสองหลักในขณะที่ประเทศชาติตะวันตกอื่นๆมีอัตราการเก็บออมลดลงเหลือเพียงหลักเดียวหรือติดลบเสียด้วยซ้ำในบางประเทศ  อัตราการเก็บออมโดยเฉลี่ยของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งเจ็ด12 ลดลงจาก 12.66% ในค.ศ. 1970 เหลือเพียง 3.39% ในค.ศ. 2015 ถือเป็นการลดลงกว่าสามในสี่ส่วนเลยทีเดียว

ในขณะที่อัตราการเก็บออมในโลกฝั่งตะวันตกร่วงหล่นลงเรื่อยๆ หนี้สินกลับเติบโตขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน โดยเฉลี่ยแล้วชาวตะวันตกมีหนี้สินครัวเรือนสูงกว่า 100% ของรายได้ทั้งปี ในขณะที่หนี้สินมวลรวมของทั้งภาครัฐและประชาชนนั้นสูงกว่าอัตราผลผลิตมวลรวมของประเทศ (GDP) หลายต่อหลายเท่า ก่อให้เกิดผลตามมาที่ร้ายแรง  ตัวเลขเหล่านี้ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติโดยเหล่านักเศรษฐศาสตร์เคนเซียนที่สร้างความเชื่อมั่นด้วยความเชื่อว่าหนี้สินเป็นสิ่งที่ดีต่อการเติบโต และการเก็บออมนั้นจะส่งผลให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย หนึ่งความเพ้อฝันอันโป้ปดที่สุดที่ฟุ้งซ่านไปทั่วแนวความคิดของเศรษฐศาสตร์สำนักเคนเซียนคือความคิดที่ว่าหนี้สาธารณะนั้นเป็นสิ่งที่ “ไม่ต้องกังวล เพราะเราเพียงแค่ติดหนี้ตัวเราเองเท่านั้น” มีเพียงเหล่าสานุศิษย์ของเคนส์ที่มีความพึงใจทางเวลาที่สูงลิบเท่านั้น ที่จะไม่สามารถเข้าใจได้ว่า “ตัวเราเอง” นั้นไม่ได้หมายความถึงกลุ่มก้อนตัวตนที่ไม่มีการแบ่งแยก แต่มันหมายถึงกลุ่มคนที่แบ่งแยกออกได้เป็นหลายชั่วคน หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ ตัวเราเองในตอนนี้ที่กำลังบริโภคอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง โดยใช้ทรัพยากรจากตัวเราในอนาคต  ยิ่งไปกว่านั้น วลีดังกล่าวยังมักมาพร้อมกับคำขู่กรรโชกทางอารมณ์เช่น “เรากำลังทำร้ายอนาคตของเราเอง หากเราไม่กู้ยืมเงินมาเพื่อลงทุนในวันนี้” เป็นต้น

ผู้คนจำนวนมากแสร้งเอาว่านี่คือการคนพบยุคใหม่อันน่าอัศจรรย์ที่เกิดจากความหลักแหลมของเคนส์ที่เล็งเห็นว่ามีเพียงการใช้จ่ายเท่านั้นที่เป็นสิ่งสำคัญ และตราบใดที่สามารถรักษาระดับการใช้จ่ายให้สูงเข้าไว้ได้ หนี้สินจะโตขึ้นเท่าไหร่ก็ได้ และการเก็บออมนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นอีกต่อไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่เลย มันไม่ได้ต่างอะไรกับสิ่งที่เหล่าจักรพรรดิที่ไร้ศีลธรรมจรรยาแห่งกรุงโรมได้กระทำในช่วงยุคถดถอยของอาณาจักร์โรมัน ต่างกันเพียงว่าในครั้งนี้มันกำลังถูกนำมาใช้ผ่านเงินกระดาษที่รัฐบาลเป็นผู้ผลิต แน่นอนว่าการที่เป็นเงินกระดาษทำให้การบริหารจัดการนั้นราบลื่น และแยบยลขึ้นเมื่อเทียบกับเหรียญโลหะในยุคโบราณ แต่ผลที่ได้นั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรกัน

วัฒนธรรมการเสพย์ติดการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยในศตวรรษที่ยี่สิบนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้โดยไม่ทำความเข้าใจกับการบ่อนทำลายเงินที่มั่นคง และการแพร่ระบาดของแนวความคิดของความพึงใจทางเวลาสูงแบบเคนเซียน ที่เปลี่ยนให้การเก็บออมเป็นผู้ร้าย และยกย่องสรรเสริญการใช้จ่ายว่าเป็นกุญแจสำคัญสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ  แรงจูงใจในการเก็บออมที่ลดลง มาพร้อมกับแรงจูงใจในการใช้จ่ายที่สูงขึ้น ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกทำให้ต่ำลงอยู่เสมอ และธนาคารที่สามารถขยายวงเงินกู้ได้มากกว่าที่เคย ทำให้การกู้ยืมไม่ได้เป็นสิ่งที่มีไว้สำหรับการลงทุนเท่านั้น แต่มันได้ขยายไปถึงการกู้ยืมเพื่อการบริโภคด้วย

บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถกู้ยืมเงินมาเพื่อการบริโภคโดยไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นลงทุนเลยแม้แต่น้อย  มันเป็นสัญญะที่บ่งบอกถึงความลึกล้ำของความโง่เขลาทางเศรษฐศาสตร์ที่เศรษศาสตร์สำนักเคนเซียนกุให้หลงเชื่อว่า ระบอบทุนนิยม ซึ่งหมายถึงระบบเศรษฐกิจที่มีรากฐานตั้งอยู่บนการสั่งสมทุนทรัพย์จากการเก็บออม นั้นกลายเป็นผู้ต้องหาที่ก่อให้เกิดการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับการเก็บออม  แท้จริงแล้วทุนนิยมคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อผู้คนลดความพึงใจในเวลาของตนเองลง ยืดระยะเวลาการสนองความต้องการตรงหน้าออกไป และทำการลงทุนเพื่ออนาคต การที่จะกล่าวว่าเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนการบริโภคอย่างมหาศาลที่ขับดันด้วยหนี้สินนั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยม ก็ไม่ต่างอะไรกับการกล่าวว่าการหายใจไม่ออกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการหายใจนั่นเอง

สิ่งนี้ยังช่วยอธิบายถึงหนึงในความเข้าใจผิดที่สำคัญของหลักเศรษฐศาสตร์แบบเคนเซียน ที่กล่าวว่าการชะลอการบริโภคด้วยการเก็บออมนั้น จะทำให้ผู้คนต้องตกงานและการผลิตทางเศรษฐกิจจะต้องหยุดชะงัก  เคนส์มองว่าระดับการใช้จ่ายไม่ว่าจะในเวลาใดก็ตามเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดสภาวะทางเศรษฐกิจก็เพราะว่าเขาไม่เคยได้ศึกษาเศรษฐศาสตร์มาก่อนเลย เขาไม่ได้มีความเข้าใจในทฤษฎีของทุน และการที่การว่าจ้างงานนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในขั้นตอนการผลิตสินค้าถึงมือผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นในขั้นตอนของการผลิตสินค้าประเภททุนที่จะนำมาใช้ผลิตสินค้าในเวลาต่อมาได้ และการที่เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยทรัพย์สินของครอบครัวที่ร่ำรวยของเขาโดยที่เขาไม่เคยต้องตรากตรำทำงานที่เป็นงานจริงๆ ทำให้เคนส์ไม่เห็นประโยชน์ และบทบาทที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของการเก็บออม หรือการสะสมทุนทรัพย์แต่อย่างใด จึงทำให้เมื่อเคนส์ได้เห็นว่าในช่วงเศรษฐกิจถดถอยผู้คนใช้จ่ายน้อยลง และเก็บออมมากขึ้นแล้วนั้น เคนส์จรึงทึกทักเอาว่าต้นเหตุเกิดจากการที่ผู้คนเก็บออม ทำให้ผู้คนใช้เงินน้อยลง และนั่นส่งผลให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยตามมา

หากเพียงเขามีความคิดที่จะศึกษาทฤษฎีทุนเสียบ้าง เขาก็จะเข้าใจว่าการบริโภคที่ลดลงนั้นเป็นปฏิกิริยาทางธรรมชาติต่อวัฏจักรของเศรษฐกิจ ซึ่งวัฏจักรนั้นเองก็เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของอุปทานเงินตามที่เราจะพูดคุยกันในบทที่ 6 นอกจากนั้นเขายังจะเข้าใจอีกว่าสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจแต่เดิมทีนั้นก็คือการชะลอการสนองความต้องการตรงหน้านั่น การเก็บออม และการลงทุน ซึ่งส่งผลให้เกิดการยืดระยะเวลาในวงจรการผลิต และเพิ่มพูนประสิทธิภาพของกรรมวิธีในการผลิตสินค้า และนำมาสู่มาตรฐาการดำเนินชีวิตที่สูงขึ้นนั่นเอง  เขาจะได้เข้าใจว่า เหตุผลเดียวที่ทำให้เขาได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย และได้อยู่ในสังคมที่ร่ำรวยนั้น ก็เป็นผลมาจากการที่บรรพบุรุษของเขาหมั่นเก็บออม ชะลอการสนองความต้องการตรงหน้า และทุ่มเทลงทุนเพื่ออนาคตมานานนับศตวรรษ  แต่ก็เฉกเช่นเหล่าจักรพรรดิโรมันในยุคที่จักรวรรดิกำลังเสื่อมถอย เขาก็ไม่สามารถเข้าใจถึงความยากลำบาก และการเสียสละของบรรพบุรุษที่สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับเขา และหลงผิดคิดไปว่าการบริโภคที่สูงเป็นเหตุของความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจ แทนที่จะเป็นผลของเศรษฐกิจที่เฟื่องฟู

หนี้สินเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการเก็บออม ถ้าการเก็บออมคือสิ่งที่ทำให้เกิดการสะสมทุนทรัพย์ และความก้าวหน้าของอารยธรรม หนี้สินก็เป็นสิ่งที่ส่งผลตรงกันข้าม ด้วยการลดกำลังทุนทรัพย์ของคนแต่ละยุคสมัย ลดอัตราผลผลิต และลดมาตรฐานการดำรงชีวิตของคนลง  ไม่ว่าจะเป็นหนี้จากสินเชื่อที่อยู่อาศัย ภาระใช้จ่ายทางประกันสังคม หรือหนี้รัฐฯที่จะส่งผลให้จำเป็นต้องมีการเก็บภาษีที่สูงขึ้น และการแปลงสภาพหนี้เพื่อนำมาทำการรีไฟแนนซ์อยู่ตลอดเวลา ผู้คนรุ่นปัจจุบันอาจเป็นผู้คนกลุ่มแรกในโลกทางตะวันตกนับตั้งแต่การล่มสลายของอาณาจักรโรมัน (หรืออย่างน้อยก็ตั้งแต่เหตุการณ์ปฏิวัติอุตสาหกรรม) ที่เกิดมาพร้อมกับทรัพย์สินที่น้อยกว่าของพ่อแม่ของพวกเขา แทนที่เขาจะได้เห็นการเพิ่มพูนเงินเก็บ และการสั่งสมทุนทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น คนรุ่นปัจจุบันกลับต้องทำงานเพื่อที่จะนำเงินมาจ่ายดอกเบี้ยให้แก่หนี้ที่สูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา และต้องทำงานหนักบิ่งขึ้นเพื่อชำระให้กับนโยบายสวัสดิการสังคมต่างๆที่พวกเขาแทบจะไม่มีวันได้รับผลประโยชน์ ในขณะที่ต้องจ่ายภาษีที่สูงขึ้นแทนที่จะได้มีโอกาสเก็บออมเพื่อยามแก่เฒ่า

การเปลี่ยนแปลงจากเงินที่มั่นคงมาสู่เงินที่เสื่อมค่าลงตลอดเวลานั้นนำมาสู่การผลาญความมั่งคั่งที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคนให้หมดไปกับการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยภายในเวลาหนึ่งถึงสองชั่วอายุคนเท่านั้น ทำให้การกู้หนี้ยืมสินกลายเป็นวิถีใหม่ในการในใช้จ่ายมูลค่าสูง ในขณะที่เมื่อ 100 กว่าปีก่อนหน้าผู้คนจะทำงานเก็บเงินด้วยตนเองเพื่อนำมาจ่ายชำระค่าบ้านพักอาศัย การศึกษา และการแต่งงาน แต่การกระทำเช่นนั้นกลับดูเป็นเรื่องน่าหัวเราะสำหรับผู้คนในวันนี้ ในปัจจุบันแม้กระทั่งผู้ที่มั่งคั่งก็ไม่ยอมที่จะใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ แต่กลับนำเอาความมั่งคั่งของตนมาค้ำประกันเงินกู้ที่สูงยิ่งขึ้นไปอีกเพื่อนำมาจับจ่ายใช้สอย สภาวะเช่นนี้สามารถคงอยู่ได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่การที่มันยังคงอยู่ได้ไม่ได้แปลว่ามันมีความยั่งยืน เพราะมันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการกัดกินทุนทรัพย์ของสังคมอย่างเป็นระบบ ไม่ต่างอะไรกับการนำเอาเมล็ดพันธุ์สำหรับปลูกเพาะมาบริโภคนั่นเอง

เมื่อเงินถูกเปลี่ยนแปลงให้มีสัญชาติ มันก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของนักการเมืองที่เข้ามาดำรงตำแหน่งอยู่เพียงไม่กี่ปีที่มุ่งเพียงแต่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่อีกสมัย มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กระบวนการดังกล่าวจะผลักดันให้เกิดกระบวนการตัดสินใจระยะสั้น ที่เหล่านักการเมืองจะใช้อำนาจในการควบคุมเงินเพื่อสร้างเงินทุนสำหรับโครงการหาเสียงโดยแลกกับอนาคตของชนรุ่นหลัง ดังที่ H.L.Mencken ได้กล่าวไว้ว่า “การเลือกตั้งทุกครั้ง ก็เป็นเพียงการเปิดประมูลสินค้าโจรล่วงหน้าเท่านั้น”13 ในสังคมที่เงินเป็นอิสระและมั่นคง ผู้คนจะมีอนาคตของครอบครัวของเขาเป็นเดิมพันในทุกๆ การตัดสินใจใช้เงินทุนของเขา แม้ว่าบ่อยครั้งที่คนบางคนจะกระทำการตัดสินใจผิดพลาด และส่งผลเสียแก่อนาคตของลูกหลานของเขา แต่ผู้คนก็มีทางเลือกที่จะทำการตัดสินใจอย่างรอบคอบด้วยความรับผิดชอบเสมอ  ด้วยสกุลเงินที่มีสัญชาติ โอกาสในการตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ กลับเป็นเรื่องที่กระทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการควบคุมอุปทานของเงินโดยรัฐฯ ย่อมนำมาสู่การทำลายแรงจูงใจในการเก็บออม และกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการกู้ยืมอย่างเลี่ยงไม่ได้  ไม่ว่าผู้ใดจะประหยัดอดออมขนาดไหน ลูกหลานของเขาก็จะยังต้องเผชิญกับการสูญเสียมูลค่าของทรัพย์สิน และยังต้องเสียภาษีให้กับโครงการรัฐสวัสดิการต่างๆอยู่เสมอ

ในขณะความแข็งแกร่งของสถาบันครอบครัวถูกบั่นทอนลงผ่านการลดมูลค่าและปริมาณของมรดกตกทอดในแต่ละชั่วอายุคน รัฐบาลกลับมีอำนาจในการกำกับและชักจูงชึวิตของประชาชนด้วยสมุดเช็คที่ไม่จำกัด ส่งผลให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตของมนุษย์แต่ละคนมากขึ้นเรื่อยๆ  ความสามารถของครอบครัวที่จะเป็นแหล่งพึ่งพิงทางทุนทรัพย์ถูกกลืนกินโดยโครงการรัฐสวัสดิการต่างๆ ส่งผลเกิดการถดถอยของแรงจูงใจในการรักษาความสัมพันธ์ในรูปแบบครอบครัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ในสังคมตามประเพณีดั้งเดิม ทุกคนรู้ดีว่าเขาจำเป็นต้องมีบุตรหลานเพื่อไว้เป็นกำลังให้พวกเขาในอนาคต ดังนั้นผู้คนจึงใช้เวลาในช่วงที่อายุยังน้อยและมีสุขภาพที่ดีไปกับการสร้างครอบครัว และลงทุนลงแรงไปกับการมอบชีวิตที่ดีที่สุดให้แก่บุตรหลานของพวกเขา แต่ถ้าแรงจูงใจในการลงทุนระยะยาวถูกบั่นทอนลง ถ้าการเก็บออมจะเป็นการกระทำที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เนื่องจากเงินเสื่อมค่าลงตลอดเวลาแล้ว การลงทุนดังที่กล่าวมาก็จะสร้างผลตอบแทนที่ลดลงเช่นกัน  ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนไปกับการสร้างครอบครัวยิ่งมีค่าน้อยลงไปอีกเมื่อรัฐบาลเร่ขายคำหลอกลวงว่าสวัสดิการรัฐที่ไม่มีขีดจำกัด และกองทุนเพื่อการเกษียณนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยเวทมนตร์แห่งแคร่พิมพ์เงิน เมื่อเวลาผ่านไป แรงจูงใจในการสร้างครอบครัวจึงลดลง และผู้คนต่างเลือกที่จะใช้ชีวิตโสดมากขึ้นเรื่อยๆ

โอกาสที่คู่สมรสจะต้องหย่าร้างกันก็จะสูงขึ้นเมื่อคู่สมรสต่างไม่สามารถที่จะอุทิศต้นทุนทางจิตใจ ทางศีลธรรม และทางการเงินที่จำเป็นต่อการรักษามันเอาไว้ได้ ส่วนคู่สมรสที่อยู่กันได้ก็มักจะมีบุตรหลานน้อยลง การจะทำความเข้าใจปรากฎการณ์การล่มสลายของสถาบันครอบครัวในปัจจุบันนั้น ไม่สามารถทำได้โดยไม่รับรู้ถึงบทบาทของเงินไม่มั่นคงที่ทำให้รัฐสามารถเข้ามาสวมบทบาทหน้าที่ที่สำคัญที่เคยเป็นหน้าที่ของครอบครัวมานานนับพันปี และลดแรงจูงใจที่จะกระตุ้นให้สมาชิกในครอบครัวลงทุนลงแรงเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวในครอบครัว

การทดแทนบทบาทหน้าที่ของครอบครัวด้วยสวัสดิการรัฐนั้นสามารถกล่าวได้ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่มีแต่ผลเสียสำหรับบุคคลที่เข้าร่วมกระบวนการกับมัน มีการศึกษาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าระดับความพึงพอใจในชีวิตนั้นเป็นผลมาจากการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวกับคู่ครองและบุตรหลานเสียเป็นส่วนใหญ่14  และมีการศึกษาอีกมากมายที่แสดงให้เห็นว่าอัตราการเกิดโรคซึมเศร้า และอาการป่วยทางจิตอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเพศหญิงนั้นพุ่งสูงขึ้นมาตลอดเวลาที่สถาบันครอบครัวกำลังเสื่อมสลาย  โดยที่อาการซึมเศร้า และอาการป่วยทางจิตนั้นมักมีต้นเหตุมาจากปัญหาครอบครัวเป็นส่วนมาก

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่การทำลายสถาบันครอบครัวนั้นเกิดมาจากการนำเอาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ของชายผู้ไม่เคยมีความสนใจในการมองอะไรระยะยาวมาประยุกต์ใช้  แม้เคนส์จะเป็นทายาทของวงศ์ตระกูลที่ร่ำรวยผ่านการสะสมทุนทรัพย์มาหลายชั่วอายุคน แต่เขากลับเป็นคนเจ้าสำราญไร้ศีลธรรม ที่โยนชีวิตส่วนใหญ่ของเขาทิ้งไปกับการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเด็กๆ ถึงกระทั่งเดินทางไปทั่วเมดิเตอเรเนี่ยนเพื่อใช้บริการซ่องผู้เยาว์ต่างๆ16 ในขณะที่อังกฤษในยุควิคตอเรียเป็นสังคมที่มีความพึงใจทางเวลาต่ำที่มีสำนึกทางศีลธรรมสูง มีความขัดแย้งระหว่างบุคคลต่ำ และมีครอบครัวที่มั่นคง เคนส์เป็นส่วนหนึ่งของชนรุ่นหลังที่ลุกขึ้นต่อต้านประเพณี และวัฒนธรรมเหล่านี้ โดยเขากลับมองว่ามันสถาบันที่กดขี่ผู้คนและจำเป็นจะต้องถูกทำลายลง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำความเข้าใจแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ของเคนส์โดยไม่ทำความเข้าใจถึงสิ่งที่เขาต้องการให้เกิดขึ้นในสังคมที่เขาเชื่อมั่นมากขึ้นทุกวันว่าเขาสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงมันได้ตามใจชอบ

นวัตกรรม: “จาก 0 เป็น 1” หรือ “จาก 1 เป็นจำนวนมาก”

ผลกระทบของเงินที่มั่นคงที่มีต่อ time preference และ การคำนึงถึงอนาคต ไม่ได้มีเพียงในมิติของการเก็บออมเท่านั้น แต่ยังสามารถพบเห็นได้ในประเภทของโครงการที่สังคมเลือกที่จะลงทุน ภายใต้ระบอบของเงินที่มั่นคง คล้ายคลึงกับในช่วงปลายศัตวรรตที่สิบเก้าที่ผู้คนมีแนวโน้มที่จะเลือกลงทุนระยะยาว และ มักมีเงินทุนที่มากพอที่จะสนับสนุนโครงการที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการคืนทุน ส่งผลให้ นวัตกรรมที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ส่วนหนึ่ง กำเนิดขึ้นในยุคทอง ช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้า 

ในผลงานอันทรงอิทธิพลของพวกเขา ‘ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี’ (The History of Science and Technology) Bunch และ Hellemans ได้รวบรวมรายการของนวัตกรรม และ สิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุด ในประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี จำนวน 8,583 รายการไว้ด้วยกัน ต่อมา นักฟิสิกส์ Jonathan Huebner17 ก็ได้ทำการวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ และ วัดอัตราการเกิดขึ้น ต่อปี ต่อจำนวนประชากร เริ่มตั้งแต่ช่วงยุคมืด Huebner พบว่า แม้ปริมาณของนวัตกรรมจะเพิ่มสูงขึ้นในศตวรรษที่ยี่สิบ แต่ประมาณของนวัตกรรมต่อจำนวนประชากรนั้น กลับมีค่าสูงสุดในช่วงศตวรรษที่สิบเก้า 

ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงนวัตกรรมที่เกิดขึ้นก่อนปีค.ศ. 1914 อย่างใกล้ชิด ยิ่งเป็นการยืนยันข้อมูลของ Huebner และ มันไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงเลยหากจะกล่าวว่า โลกในยุคสมัยใหม่ของเรานั้น ถูกสร้างขึ้นในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในยุคของระบอบมาตรฐานทองคำ ศตวรรษที่ยี่สิบกลับกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนาต่อยอด, ปรับปรุง, เพิ่มประสิทธิภาพ, ลดต้นทุน, และ ทำให้สิ่งประดิษฐ์ที่กำเนิดขึ้นในศตวรรษที่สิบเก้าได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ความมหัสจรรย์ที่เกิดจากความสามารถในการปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ในช่วงศตวรรษที่ยี่สิบ ทำให้เราอาจเผลอมองข้ามความจริงที่ว่า นวัตกรรม และ สิ่งประดิษฐ์ ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และ เปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างแท้จริงเกือบทั้งสิ้น ล้วนแล้วแต่ถือกำเนิดขึ้นในยุคสมัยของทองคำทั้งสิ้น

ในหนังสือ จาก 0 เป็น 1 (Zero to One) ที่เป็นที่รู้จักกันโดยแพร่หลาย Peter Thiel ได้กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดจากผู้ริเริ่ม หรือ ผู้มีวิสัยทัศน์ที่สร้างโลกใบใหม่ขึ้นผ่านการสร้างตัวอย่างของเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จเป็นตัวอย่างแรกให้เป็นที่ประจักษ์ การเปลี่ยนแปลงในจำนวนของตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ “จากศูนย์เป็นหนึ่ง” นี้ ตามที่ Thiel ได้กล่าวไว้นี้เอง เป็นขั้นตอนที่ยาก และ สำคัญที่สุดในการประดิษฐ์คิดค้นอะไรก็ตาม ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงจาก “หนึ่ง สู่ จำนวนมาก” (One to many) นั้น เป็นเพียงกระบวนการในการขยายผล, การตลาด, และการพัฒนาประสิทธิภาพเท่านั้น ผู้ที่หลงไหลได้ปลื้มกับการพัฒนาอาจตัดใจเชื่อได้ยาก ว่า โลกแห่งเงินที่มั่นคง ก่อนปีค.ศ.1914 เป็นโลกแห่งศุูนย์เป็นหนึ่ง ในขณะที่โลกของเงินรัฐบาลเป็นโลกของการพัฒนาจากหนึ่งไปสู่จำนวนมากนั่นเอง การพัฒนาจากหนึ่งไปสู่จำนวนมากนั้นไม่ได้มีอะไรผิดแต่อย่างใด หากแต่มันช่วยกระตุ้นให้เราฉุกคิดได้ว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงจาก ศูนย์ เป็น หนึ่ง เป็นจำนวนมากภายใต้ระบบการเงินสมัยใหม่ของพวกเรา 

เทคโนโลยีที่เราใช้ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่นั้น ถูกคิดค้นขึ้นภายใต้ระบบมาตรฐานทองคำในช่วงศตวรรษที่สิบเก้า โดยมีเงินทุนสนับสนุนการพัฒนาที่มาจากเงินเก็บที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของผู้ที่เลือกเก็บเงินในรูปของเงินมั่นคงที่ไม่เสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็ว ต่อไปนี้เป็นรายการสรุปตัวอย่างของนวัตกรรมที่สำคัญๆ บางส่วน:

  • ระบบประปาน้ำร้อน และ น้ำเย็น, สุขาภายในอาคาร, ระบบการเดินท่อ, ระบบให้ความร้อนส่วนกลาง

สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ ที่กลับถูกมองเป็นเรื่องทั่วๆ ไป โดยผู้ใดก็ตามที่อาศัยอยู่ในสังคมที่มีอารยธรรม เป็นสิ่งที่สามารถสร้างความแตกต่างระหว่างความเป็นกับความตายสำหรับพวกเราแทบทุกคน มันกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้ และ การกำจัดโรคระบาดส่วนมากทั่วทั้งโลก และส่งผลให้ชุมชนเมืองสามารถขยายตัวขึ้นได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อความเสี่ยงของโรคระบาดใดๆ

  • ไฟฟ้า,  เครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน, การผลิตเชิงอุตสาหกรรม

สังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของเรานั้น เกิดขึ้นรอบๆ การขยายตัวของการใช้งานพลังงานไฮโดรคาร์บอน ซึ่งถ้าขาดพลังงานนี้ไป หลายสิ่งหลายอย่างที่พบเห็นได้ในอารยธรรมสมัยใหม่จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย เทคโนโลยีที่เป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการทางพลังงาน และ อุตสาหกรรมล้วนถูกคิดค้นขึ้นในศตวรรษที่สิบเก้า

  • . รถยนต์, เครื่องบิน, รถไฟใต้ดิน, ลิฟต์ไฟฟ้า:

เราเข้าสู่ ลา เบลล์ อีปอค เมื่อถนนหนทาง ปราศจากขี้ม้า และ เมื่อเราสามารถเดินทางไปที่ใดก็ได้ในโลก ในปีค.ศ. 1885 คาร์ล เบนซ์ ได้ประดิษฐ์คิดค้นรถยนต์ขึ้น, ในปีค.ศ. 1906 พี่น้องตระกูลไรท์ก็ได้สร้างเครื่องบินขึ้นมา, ระบบรถไฟใต้ดินถูกคิดค้นโดย ชารลส์ เพียร์สัน ในปีค.ศ. 1843, และ ลิฟต์ไฟฟ้าก็ถูกคิดค้นขึ้นโดย เอไลชา โอติส ในปีค.ศ. 1852

  • การผ่าตัดหัวใจ; การปลูกถ่ายอวัยวะ; การผ่าตัดไส้ติ่ง; ตู้อบสำหรับเด็กแรกเกิด; การบำบัดด้วยรังสี; ยาสลบ และ ยาชา, แอสไพริน, กรุ๊ปเลือด และ การถ่ายเลือด, วิตามิน, เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, เครื่องฟังตรวจทางการแพทย์:

การผ่าตัด และ การแพทย์สมัยใหม่ เกิดการพัฒนาที่สำคัญๆ ขึ้นด้วยอานิสงส์ของ ลา เบลล์ อีปอค เช่นกัน การพัฒนาระบบการฆ่าเชื้อสมัยใหม่ และ แหล่งพลังงานไฮโดรคาร์บอนที่สามารถพึ่งพาได้ ทำให้แพทย์ สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาผู้ป่วยได้ หลังจากที่ใช้มาตรการที่ไม่ค่อยได้ผลมาหลายศตวรรษ

  •  สารเคมีจากปิโตรเลียม, เสตนเลส, ปุ๋ยไนโตรเจน:

สารเคมี และ วัสดุทางอุตสาหกรรมที่ทำให้เราสามารถมีชีวิตสมัยใหม่ได้ ล้วนแล้วแต่มีต้นกำเนิดมาจากนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่เกิดขึ้นในช่วงลา เบลล์ อีปอคทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการพัฒนาทางอุตสาหกรรม และ แม้แต่การเกษตร เป็นจำนวนมาก วัสดุสำคัญอย่างพลาสติก และ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดจากพลาสติก เป็นผลผลิตที่เกิดจากการแปรรูปสารเคมีจากปิโตรเลียม

  • . โทรศัพท์, การส่งโทรเลขไร้สาย, การบันทึกเสียง, ภาพถ่ายสี, ภาพยนต์:

ในขณะที่เรามักคิดว่า ยุคสมัยใหม่ที่เราอยู่อาศัยนั้นเป็นยุคของการติดต่อสื่อสาร แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เราทำสำเร็จในศตวรรษที่ยี่สิบ ก็คือการพัฒนานวัตกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่สิบเก้า คอมพิวเตอร์เครื่องแรก มีชื่อว่า แบบเบจคอมพิวเตอร์ ถูกออกแบบขึ้นในปีค.ศ. 1833 โดยชารลส์ แบบเบข แต่ถูกสร้างขึ้นโดยลูกชายของเขาในปีค.ศ. 1888 และมันอาจเป็นการพูดเกินจริงไปถ้าจะบอกว่า อินเตอร์เน็ต และ ทุกสิ่งที่มาพร้อมกับมันนั้น เป็นเพียงการพัฒนาต่อเติมจากระบบโทรเลขที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในปีค.ศ. 1843 แต่ก็ใช่ว่ามันจะห่างใกลจากความจริงมากนัก เนื่องจาก โทรเลขเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของสังคมมนุษย์ โดยการสร้างความสามารถในการสื่อสารกันโดยไม่จำเป็นต้องทำการขนส่งเคลื่อนย้ายจดหมาย หรือ ผู้ส่งสาร แต่อย่างใด จุดนั้นคือจุดเปลี่ยนจากศูนย์ ไป หนึ่ง สำหรับระบบการสื่อสาร และสิ่งที่ตามมา ไม่ว่าจะมหัศจรรย์เท่าใด ก็เป็นเพียงการพัฒนาจากหนึ่ง ไป สู่จำนวนที่มากขึ้นเท่านั้น

 

การเฟื่องฟูทางศิลปะ

ผลกระทบจากเงินมั่นคง ที่ส่งผลต่อการเฟื่องฟูของมนุษยชาติ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีเท่านั้น; มันยังสามารถพบได้อย่างชัดเจนในโลกของศิลปะอีกด้วย มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ศิลปินชาว Florentine และ Venetian ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของยุคเรเนอซองส์ เนื่องจากทั้งสองเมืองนี้ เป็นผู้นำพายุโรป เข้าสู่การใช้งานเงินมั่นคง ศิลปะในสำนัก Barouque, Neoclassical, Romantic, Realistic, และ post-Impressionistic ล้วนแต่ได้รับการสนับสนุนโดยเศรษฐีผู้ถือเงินมั่นคง ที่มี time preference ที่ต่ำ และ ความอดทนที่จะรอเป็นเวลาหลายปี หรือ แม้กระทั้งหลายทศวรรษ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานชิ้นเอกที่เป็นที่เล่าขานกันไปนานนับศตวรรษได้ทั้งสิ้น โดมที่น่าอัศจรรย์ของโบสถ์ในยุโรป ที่ถูกสร้าง และ ตกแต่งในระยะเวลาหลายทศวรรษ ด้วยผลงานอันละเอียดอ่อน ของสถาปนิก และ ศิลปินเอกอน่าง Fillippo Brunelleschi และ Michelangelo ล้วนแต่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนโดยผู้สนับสนุนที่มี time preference ที่ต่ำมากทั้งสิ้น หนทางเดียวที่จะสามารถทำให้ผู้สนับสนุนเหล่านี้พึงพอใจได้ ก็คือการสร้างผลงานที่จะคงอยู่นานพอที่จะทำให้ชื่อของพวกเขาในฐานะผู้เป็นเจ้าของผลงานที่ล้ำเลิศ และ ในฐานะผู้สนับสนุนศิลปินที่ยิ่งใหญ่ ถูกจารึกเป็นอมตะตลอดไป นี่คือเหตุผลว่า เพราะเหตุใด เหล่า Medicis แห้ง Florence จึงถูกจดจำในฐานะผู้สนับสนุนงานศิลปะเสียมากกว่าผลงานนวัตกรรมทางการเงิน และ การธนาคารของพวกเขา แม้ว่าสิ่งหลังนั้นอาจมีผลกระทบถึงปัจจุบัณมากกว่าก็ตาม

เช่นเดียวกัน ผลงานทางดนตรีของ Bach, Mozart, Beethoven, และเหล่านักประพันธ์แห่งยุคเรเนอซองส์, คลาสสิคัล, และ โรแมนติค ยังสามารถทำให้ดนตรีสมัยใหม่ต้องอับอาย ดนตรีที่เป็นเพียงเสียงสัตว์เดรัจฉานที่ถูกบันทึกเป็นชุดๆ ในเวลาไม่กี่นาที และ เข็นออกมาขายโดยสตูดิโอ และ ค่ายเพลงต่างๆ เพื่อหวังผลกำไรอย่างรวดเร็ว โดยการยั่วยวนสัญชาติญาณขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ต่างกับดนตรีแห่งยุคทองที่สนทนากับจิตวิญญานของมนุษย์ และ ปลุกให้พวกเขาตระหนักถึงเสียงเพรียกหาที่สูงส่งกว่าการใช้ชีวิตไปวันๆ ดนตรีในปัจจุบันเชื่อมต่อกับสัญชาติญาณขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เบี่ยงเบนความสนใจของพวกเขาออกจากความเป็นจริง โดยเชื้อเชิญให้พวกเขาลุ่มหลงมัวเมากับความสุขชั่วขณะ โดยไม่ได้สนใจถึงผลกระทบระยะยาวหรืออะไรที่เหนือกว่านั้นแต่อย่างใด กล่าวได้ว่า เงินสร้างยากที่แข็งแกร่งสร้างผลงานอย่าง Brandenburg Concertos ของบาค ในขณะที่เงินสร้างง่ายที่อ่อนแอสร้างผลงานการเขย่าบั้นท้าย ของไมลีย์ ไซรัส

ในยุคสมัยที่เงินมั่นคง และ ผู้คนมี time preference ที่ต่ำ ศิลปินสามารถฝึกฝนฝีมือของตน เพื่อการผลิตผลงานที่ล้ำค่าได้ในระยะยาว พวกเขาใช้เวลาหลายปีในการเรียนรู้รายละเอียด และ เทคนิคต่างๆที่เกี่ยวกับงานของพวกเขา เพื่อความสมบูรณ์แบบ และ พัฒนามันจนเหนือกว่าความสามรถของศิลปินอื่นๆ สร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่ผู้ที่สนับสนุนพวกเขา รวมไปถึงผู้คนทั่วๆไป ไม่มีใครริอาจได้รับการขานนามว่าเป็นศิลปิน หากเขาผู้นั้นยังไม่ได้ตรากตรำพัฒนาฝีมือจนช่ำชองด้วยเวลาหลายต่อหลายปี ศิลปินไม่ต้องมาคอยสอนประชาชนด้วยน้ำเสียงดูถูกเหยียดหยาม ว่าอะไรคือศิลปะ และ เพราะเหตุใด ผลงานที่สร้างขึ้นมาลวกๆ ภายในวันเดียว ของพวกเขานั้นจึงมีคุณค่า บาคไม่เคยยกตัวเองว่าเป็นอัจฉริยะ หรือ พร่ำพรรณนาว่าเหตุใดเพลงของเขาจึงดีกว่าเพลงของคนอื่น; เขาทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตของเขาให้กับการพัฒนาฝีมือของเขา เพื่อมุ่งสู่ความสมบูรณ์แบบ ไมเคิลแองเจโล ห้อยโหนอยู่ใต้เพดานวิหารซิสทีนตลอดเกือบทั้งวัน ติดต่อกันเป็นเวลากว่าสี่ปี โดยแทบไม่ได้ทานอะไร เพื่อที่จะสร้างผลงานชิ้นเอกของเขา เขายังได้ประพันธ์บทกวีเพื่อบรรยายถึงความยากลำบากในช่วงเวลาดังกล่าว: 

 

คอของข้าพอกพูนหนาในรังนี้

เฉกเช่นแมวจากลำธารอันสงบนิ่งในลอมบาร์ดี

หรือดินแดนหนใดก็ตามก็ตามที

ชิดใต้คางที่หน้าท้องหงิกงอย้ายถิ่น

หนวดเคราข้าหันสู่สวรรค์ ท้ายทอยห้อยลงดิน

หลังขดหลังแข็ง ซีโครงฉันเผยกาย

เสมือนหนึ่งพิณ เต็มไปด้วยลวดลาย

หยดเต็มหน้า สีปลายพู่กันไหลริน

สะโพกกับหน้าท้องบดงัดดั่งเฟืองจักร

บั้นท้ายประหนึ่งอานรับหน้ำหนัก

ปลายเท้าแกว่งไกวไร้ที่พัก

ด้านหน้า หนังกายย่นหยิก ยืดยาว; ด้านหลัง

เมื่อแอ่นตัวจึงยืดตึง คับแคบ

เอื้อมเหยียด ตัวบิด ดั่งคันธนู

เหตุใด ไม่ซื่อ น่าหลงไหล ฉันรู้

คงเป็นเหตุ หรี่สมอง และเหล่ตา

จึงเล็งปืน ไขว้เขว เพี้ยนทุกครา

มาสิ จิโอวานนี ลองมา

ชุบชีวิต ทั้งรูปเขียน และชื่อข้า

เพราะฉันแย่ และการเขียนภาพคือบาปที่ระอา

มีเพียงความพยายามอย่างพิถีพิถัน และ ทุ่มเท เท่านั้น ที่ทำให้เหล่าอัจฉริยะประสบความสำเร็จในการสร้างผลงานชิ้นเอกเหล่านี้ จนชื่อของพวกเขากลายเป็นอมตะในฐานะผู้นำทางศิลปะในแขนงของพวกเขา ในยุคของเงินไม่มั่นคงนั้น ไม่มีศิลปินใด ที่จะมี time preference ที่ต่ำพอที่จะยอมตรากตรำทำงานหนัก หรือ นาน เท่ากับ Michelangelo หรือ Bach เพื่อการเรียนรู้ศาสตร์ และ ศิลป์ของงานของพวกเขา หรือ เพื่อการใช้เวลาจำนวนมากในการทำให้ชิ้นงานออกมาสมบูรณ์แบบ เพียงลองเดินเล่นในห้องแสดงผลงานศิลปะสมัยใหม่ เราก็จะได้พบกับงานศิลปะที่ใช้ความพยายาม หรือ พรสวรรค์ ที่เด็กหกขวบที่ไม่มีอะไรทำก็สามารถทำได้

ศิลปินสมัยใหม่ได้แทนที่ฝีมือ และ เวลาในการฝึกฝน ด้วยความเสแสร้ง, การสร้างความตื่นตระหนก, ความขุ่นเคือง, และ ความหวาดระแวงของการมีตัวตน ในการจูงจมูกผู้คนให้ชื่นชอบหลงไหลในผลงานศิลปะของพวกเขา และ ยังมักแสร้งสอดแทรกอุดมการณ์ทางการเมืองบางอย่าง โดยส่วนมากจะเป็นแนวความคิดมาร์กซิสแบบไร้เดียงสา เพื่อสร้างภาพของความลุ่มลึก จนอาจถึงกับกล่าวได้ว่า สิ่งดีสิ่งเดียวของ “ศิลปะ” สมัยใหม่นี้ คือมันเป็นงานที่ฉลาด ในแง่ของการเล่นพิเรนทร์หรือการแกล้งกัน งานศิลปะสมัยใหม่ แทบไม่มีอะไรที่สวยงามหรือน่ายกย่องเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากมันมักถูกสร้างขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยพวกจอมปลอมเกียจคร้านที่ไร้พรสวรรค์ ที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดฝึกซ้อมทักษะของพวกเขา มีเพียงความเสแสร้งราคาถูก, ความบัดสี, และ ความตื่นตระหนกตกใจ ที่ดึงดูดความสนใจมาสู่พวกพระราชาแก้ผ้าในโลกศิลปะสมัยใหม่ และ มีเพียงการโจมตีผู้อื่น ที่ไม่เข้าใจในผลงานเหล่านั้น ที่ทำให้มันมีคุณค่าขึ้นมา 

เมื่อเงินที่มั่นคงถูกแทนที่ด้วยเงินของรัฐบาล เหล่าผู้อุปถัมภ์งานศิลปะที่มีความพึงใจทางเวลาที่ต่ำ และมีรสนิยมที่สูง ก็ถูกแทนที่ด้วยข้าราชการที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองที่หยาบกระด้างพอๆกับรสนิยมทางศิลปะของพวกเขา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทั้งความสวยงาม และความยั่งยืนต่างไร้ความหมาย และถูกแทนที่ด้วยคำเพ้อเจ้อทางการเมือง และความสามารถในการเอาอกเอาใจเจ้าหน้าที่ข้าราชการทางการเมืองที่กุมอำนาจแหล่งทุนใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ และแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ซึ่งได้กลายมาเป็นองค์กรที่ผูกขาดทางด้านรสนิยม และ การศึกษาทางศิลปะภายใต้ความคุ้มครองของรัฐ การแข่งขันอย่างเสรีระหว่างศิลปิน และผู้สนับสนุน กลับถูกแทนที่โดยการวางแผนควบคุมจากส่วนกลางที่กระทำโดยข้าราชการที่ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อหายนะที่เกิดขึ้นตามมา ในตลาดเสรีนั้น ผู้ชนะคือผู้ที่มีสินค้าที่ผู้คนเห็นตรงกันว่าดีที่สุดเสมอ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการตัดสินว่าใครจะเป็นผู้แพ้หรือชนะ ก็ทำให้เหล่าคนที่ไม่มีปัญญาเป็นอะไรได้มากกว่าลูกจ้างรัฐบาล กลับกลายมาเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางรสนิยม และความงาม แทนที่ความสำเร็จของศิลปะ จะถูกตัดสินโดยผู้คนที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยผ่านสติปัญญา และความพึงใจทางเวลาที่ต่ำหลายชั่วอายุคน มันกลับถูกตัดสินโดยกลุ่มคนที่เก่งในการฉวยโอกาสเจริญเติบโตขึ้นมาในระบบราชการและการเมืองได้ดีที่สุดแทน การได้สัมผัสกับคนเหล่านี้เพียงชั่วขณะก็จะทำให้เราเข้าใจได้ว่าความอุบาทว์ของศิลปะในปัจจุบัณนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

ภายในอาณาจักรแห่งการควบคุมที่ขยายตัวขึ้นทุกขณะด้วยแรงขับดันจากเงินรัฐบาลนั้น รัฐบาลร่วมสมัยแทบทุกรัฐบาลล้วนแต่ทำการจัดสันปันส่วนงบประมาณสำหรับการสนับสนุนงานศิลปะ และศิลปินในสื่อหลายๆแขนงทั้งสิ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวที่แปลกประหลาดและแทบไม่น่าเชื่อเกี่ยวกับการที่รัฐบาลพยายามแทรกแซงศิลปะเพื่อหวังผลทางการเมือง ก็ค่อยๆปรากฎขึ้น ในขณะที่รัฐบาลโซเวียตมีการให้ทุนสนับสนุนงาน “ศิลปะ” คอมมิวนิสต์ เพื่อเป้าหมายทางการเมืองอย่างชัดแจ้ง หลักฐานที่เพิ่งปรากฎก็แสดงให้เห็นว่าหน่วยงาน CIA ก็มีการโต้ตอบโดยการให้ทุนสนับสนุนผลงานแนวนามธรรมเชิงเอกซเพรสชันนิซึมของศิลปินผู้ขืนใจผื้นผ้าและกระดาษลังอย่าง Mark Rothko และ Jackson Pollock ในช่วงเวลาเดียวกัน19 มีเพียงเงินที่ไม่มั่นคงเท่านั้นที่สามารถนำพาเรามาสู่หายนะทางศิลปะนี้ที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ การทหาร และการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกทั้งสองต่างแข่งกันโฆษณา และให้ทุนสนับสนุนงานขยะที่ไร้รสนิยม ที่คัดเลือกขึ้นมาโดยผู้คนที่มีรสนิยมทางศิลปะที่เลวร้ายพอที่จะทำให้เขาได้ทำงานเป็นสายลับ และข้าราชการในวอชิงตันหรือมอสโคว

เมื่อเหล่า Medicis ถูกแทนที่โดยคนขับสิบล้อในเชิงเปรียบเทียบ ผลที่ตามมาก็คือโลกที่เต็มไปด้วยขยะทางสายตาอันน่าขยะแขยงที่ถูกสร้างขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่นาทีโดยพวกคนเกียจคร้านไร้พรสวรรค์ที่หวังเพียงการหลอกเอาเงินจากเหล่าผู้คนที่ทะยานอยากจะมีหน้ามีตาในโลกศิลปะ โดยการสร้างเรื่องไร้สาระเพื่อให้ผู้คนหลงเชื่อว่างานของพวกเขามีความหมายทางสัญลักษณ์ที่สูงส่งไปกว่าความต่ำตมของโจรชั่วที่แสร้งทำตัวเป็นศิลปินที่สร้างมันขึ้นมา งาน “ศิลปะ” ของ Mark Rothko นั้น ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการสร้างมันขึ้นมา แต่กลับถูกขายให้กับนักสะสมหูเบาที่ราคาเป็นล้านในหน่วยของเงินที่ไม่มั่นคงในปัจจุบัน ทำให้ศิลปะยุคโมเดิร์น กลายเป็นธุรกิจหลอกลวงที่มีผลตอบแทนน่าหลงไหลที่สุดในยุคสมัยของเรา ศิลปินยุคโมเดิร์น ไม่จำเป็นต้องใช้พรสวรรค์ ความเพียร หรือแม้แต่ความพยายามใดๆ พวกเขาเพียงแค่ต้องทำหน้าตาย และแสดงนิสัยเย่อหยิ่ง ขณะที่พวกเขาอธิบายให้พวกเศรษฐีใหม่ฟังว่าเหตุใดรอยเปื้อนบนผืนผ้าของพวกเขามันถึงมีความหมายมากกว่าแค่เพียงรอยเประเปื้อนที่ไร้สมอง และเหตุใดการจ่ายเงินก้อนโตจะทำพวกเศรษฐีเหล่านั้นจะสามารถเข้าใจถึงงานศิลปะของพวกเขาได้

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจในโลกศิลปะสมัยใหม่ ไม่ใช่การเฟื่องฟูของงานขยะอย่างผลงานของ Rothko แต่กลับเป็นการหดหายอย่างเห็นได้ชัดของผลงานศิลปะชั้นเอกที่สามารถเทียบได้กับผลงานที่ยิ่งใหญ่ในอดีต เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในสมัยนี้แทบไม่มีผลงานระดับโบสถ์ซิสทีนถูกสร้างขึ้นเลยไม่ว่าที่ใดในโลก และก็แทบไม่มีผลงานศิลปะใดที่สามารถเทียบชั้นกับผลงานอันยิ่งใหญ่ของลีโอนาร์โด ราฟาเอล เรมแบรนต์ คาวาจจิโอ หรือ เวอร์เมียร์ได้เลย มันยิ่งน่าประหลาดใจขึ้นไปอีกเมื่อเราตระหนักได้ว่าพัฒนาการทางเทคโนโลยี และ อุตสาหกรรมในปัจจุบันจะยิ่งทำให้การผลิตผลงานศิลปะเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายกว่าในยุคทองของศิลปะมากมายนัก

โบสถ์ซิสทีนทำให้ผู้ใดที่ได้สัมผัสต้องตกตะลึง และการอธิบายถึงความหมาย กรรมวิธี และประวัติศาสตร์ของมันก็จะเปลี่ยนความตะลึงให้กลายเป็นความชื่นชมในความลุ่มลึกทางความคิด ความปราณีตของงานฝีมือ และความเพียรพยายามต่อความยากลำบากในการสร้างมันขึ้นมา แต่ในทางกลับกัน ก่อนที่งานของ Rothko จะมีชื่อเสียงโด่งดัง แม้แต่นักวิจารณ์งานศิลป์ที่เสแสร้งที่สุดก็อาจเดินผ่านมันไปบนข้างทางโดยอย่าว่าแต่จะหยิบมันกลับบ้านเลย เขาอาจมองไม่เห็นมันเสียด้วยซ้ำ จนกระทั่งเมื่อมีกลุ่มนักวิจารณ์เล็กๆบางกลุ่มลุกขึ้นมากล่าวเยินยอปอปั้นมันอย่างหยิ่งยโส เหล่าพวกคนกลัวตกรถ และพวกเศรษฐีใหม่ที่มีความทะเยอทะยานจึงเริ่มเสแสร้งทำเป็นมองเห็นว่ามันมีความหมายที่ลึกซึ้งและตัดสินใจใช้เงินยุคใหม่ที่ไม่มีความมั่นคงไปกับมัน

มีเรื่องเล่ามากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มีคนเล่นพิเรนทร์โดยหยิบเอาวัตถุต่างๆ มาแอบวางไว้ตามพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ แล้วก็ได้รับความชื่นชมจากกลุ่มผู้หลงไหลในศิลปะสมัยใหม่ แสดงให้เห็นถึงความกลวงเปล่าของรสนิยมทางศิลปะของคนในยุคสมัยของเรา ผู้ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับรู้ และ เข้าใจในงานของเขาได้ดีที่สุด อาจกลับกลายเป็นเหล่าภารโรงตามงานแสดงศิลปะเหล่านี้ ที่มักเข้าใจผิด และ โยนงานศิลปะราคาแพงเหล่านี้ลงถังขยะตามที่มันควรเป็น เหล่า “ศิลปิน” ที่มีชื่อเสียงในยุคของเรา ไม่ว่าจะเป็น Damien Hirst, Gustav Metzger, Tracey Emin, และ คู่หูชาวอิตาลี Sara Goldschmied และ Eleonora Chiara ต่างได้ผ่านการประเมินคุณค่าโดยภารโรง ที่มีสายตาเฉียบแหลมยิ่งกว่าพวกเศรษฐีใหม่ที่จ่ายเงินเป็นล้านๆ เหรียญสหรัฐฯ เพื่อซื้อขยะเหล่านี้มาแล้วทั้งสิ้น 

อาจกล่าวได้ว่าเราสามารถมองรอยขีดเขียนไร้ค่าเหล่านี้เป็นเพียงความอับอายของยุคสมัยที่เกิดขึ้นได้ด้วยทุนสนับสนุนจากรัฐบาล ไม่ต้องให้สนใจกับมัน แต่ควรมองข้ามผ่านไปถึงเรื่องอื่นๆที่ควรค่าแก่การสนใจ คงไม่มีใครที่จะมาตัดสินประเทศอย่างอเมริกาบนความประพฤติของพนักงานขนส่งที่แอบหลับในกะของตน และระบายความหงุดหงิดลงกับลูกค้า และเราเองก็ไม่ควรตัดสินยุคสมัยของเราด้วยผลงานการชักแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบายว่าเหตุใดกองกระดาษลังเหล่านี้จึงเป็นความสำเร็จทางศิลปะ แต่ในขณะเดียวกันเรากลับพบว่าสิ่งที่เทียบกันได้กับผลงานในอดีตนั้นมีน้อยลงทุกที

จากหนังสือ From Dawn to Decadence  ซึ่งเป็นบทวิพากษ์วัฒนธรรม “ดีโมติก” ในยุคสมัยใหม่อย่างรุนแรงของ Jacques Barzun ได้สรุปไว้ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างที่ศตวรรษที่ 20 ได้สร้างขึ้น หรือมอบให้กับมนุษยชาตินั้น ล้วนแต่เป็นการพัฒนาโดยกระบวนการวิเคราะห์ หรือ การวิพากษ์ผ่านการตัดแปะและล้อเลียนเท่านั้น” ผลงานของ Barzun นั้นก้องกังวานไปยังผู้คนจำนวนมากในยุคสมัยนี้เนื่องจากมันกล่าวถึงความจริงอันน่าหดหู่เอาไว้มากมาย: กล่าวคือ เมื่อเราก้าวข้ามผ่านมายาคติภายในที่เชื่อมันว่าพัฒนาการเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้วนั้น เราจะพบกับความจริงว่าผู้คนในยุคสมัยของเรานั้นอ่อนด้อยกว่าบรรพบุรุษเป็นอย่างมากในเชิงวัฒนธรรมและความปราณีตอย่างหนีไม่พ้น เช่นเดียวกันกับเหล่าประชาชนแห่งจักรวรรดิ์โรมัน ที่ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยจากเงินเฟ้อ และลุ่มหลงมัวเมาไปกับความบันเทิงป่าเถื่อนของโคลอสเซียภายใต้การปกครองของจักรพรรดิไดโอคลีเชียนม ที่ไม่อาจเทียบชั้นกันได้กับชาวโรมันที่ยิ่งใหญ่ในยุคของจักรพรรดิซีซาร์ที่ต้องทำงานยากลำบากเพื่อแลกกับเงินออเรียสของพวกเขา

 

Notes

1 Hans‐Hermann Hoppe, Democracy: The God That Failed, p. 6.

2 Walter Mischel, Ebbe B. Ebbesen, and Antonette Raskoff Zeiss, “Cognitive and Attentional Mechanisms in Delay of Gratification,” Journal of Personality and Social Psychology, vol. 21, no. 2 (1972): 204–218.

3 The reader is referred to the first chapter of Hoppe’s Democracy: The God That Failed for an excellent discussion of these factors. More foundational and technical discussions can be found in Chapter 6 of Murray Rothbard’s Man, Economy, and State, Chapters 18 and 19 in Mises’ Human Action, and Eugen von Böhm‐Bawerk’s Capital and Interest.

4 Ibn Khladun, Al‐Muqaddima.

5 R. Kent, “The Edict of Diocletian Fixing Maximum Prices,” University of Pennsylvania Law Review, vol. 69 (1920): 35.

6 Roy Jastram, The Golden Constant: The English and American Experience 1560–2007 (Cheltenham, UK: Edward Elgar, 2009).

7 Source: Jastram, The Golden Constant.

8 Source: Historical statistics of the United States, Series E 52‐63 and E 23‐3. Available at https://fred.stlouisfed.org

9 Source: U.S. Federal Reserve statistics. Available at https://fred.stlouisfed.org. Gold price data from World Gold Council, www.gold.org

10 Source: BP statistical review & World Gold Council.

11 Source: OECD statistics.

12 These are the United States, Japan, Germany, U.K., France, Italy, and Canada.

13 H. L. Mencken and Malcolm Moos (eds.), A Carnival of Buncombe (Baltimore: Johns Hopkins Press, 1956), p. 325.

14 George Vaillant, Triumphs of Experience: The Men of the Harvard Grant Study. (Cambridge, MA: Harvard University Press, 2012).

15 Betsy Stevenson and Justin Wolfers, “The Paradox of Declining Female Happiness.” American Economic Journal: Economic Policy, vol. 1, no. 2 (2009): 190–225.

16 See Michael Holroyd, Lytton Strachey: The New Biography, vol. I, p. 80, in which a letter sent by Keynes to his friend Lytton Strachey in the Bloomsbury set advised them to visit Tunis “where bed and boy were not expensive.” See also David Felix, Keynes: A Critical Life, p. 112, which quotes a letter from Keynes in which he informs a friend, “I’m leaving for Egypt … I just learned that ‘bed and boy’ is prepared.” In another letter, he recommended Strachey go to Tunis and Sicily “if you want to go to where the naked boys dance.”

17 Jonathan Huebner, “A Possible Declining Trend for Worldwide Innovation,” Technological Forecasting and Social Change, vol. 72 (2005): 980–986.

18 John Addington Symonds, The Sonnets of Michael Angelo Buonarroti (London: Smith Elder & Co., 1904).

19 See Frances Stonor Saunders, The Cultural Cold War: The CIA and the World of Arts and Letters (The New Press, 2000, ISBN 1‐56584‐596‐X).

 

0 0 vote
Article Rating
Article Article bitcoin-standard แปล
Writer
การสมัครรับข้อมูล
แจ้งเตือนสำหรับ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Maybe You Like

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x