fbpx

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 5 เงินและ Time Preference part 1

ยาวไปอยากเลือกอ่าน แสดง บทที่ 5 เงินและ Time Preference เงินเฟ้อ บทที่ 5 เงินและ Time Preference   เงินมั่นคงนั้น เป็นสิ่งที่ถูกคัดเลือกโดยตลาดอย่างเสรีตามความสามารถในการขายของมัน เพราะมันสามารถคงมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไปได้ เพราะมันสามารถส่งมูลค่าข้ามผ่านระยะทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ เพราะมันสามารถแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยหรือรวมเป็นหน่วยใหญ่ได้ มันเป็น

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 5 เงินและ Time Preference part 1

136
19 May 2020

บทที่ 5

เงินและ Time Preference

 

เงินมั่นคงนั้น เป็นสิ่งที่ถูกคัดเลือกโดยตลาดอย่างเสรีตามความสามารถในการขายของมัน เพราะมันสามารถคงมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไปได้ เพราะมันสามารถส่งมูลค่าข้ามผ่านระยะทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ เพราะมันสามารถแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยหรือรวมเป็นหน่วยใหญ่ได้ มันเป็นเงินที่ปริมาณอุปทานของมันไม่สามารถถูกควบคุมเปลี่ยนแปลงได้โดยผู้มีอำนาจโน้มน้าวที่บังคับให้ผู้คนใช้มัน ซึ่งจากที่เราได้พูดอภิปรายกันไปก่อนหน้านี้ และ จากความเข้าใจในเรื่องเศรษฐศาสตร์การเงินในแนวคิดของเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนทำให้เราจึงสามารถอธิบายถึงเหตุผล และ ความสำคัญของเงินที่มั่นคงได้ในสามประเด็นกว้างๆ ด้วยกัน ได้แก่ ประเด็นแรกคือมันสามารถรักษามูลค่าเอาไว้เมื่อเวลาผ่านไปได้ ซึ่งส่งผลให้ผู้คนมีแรงจูงใจในการคิดถึงอนาคตมากขึ้น และลด Time preference ของพวกเขาลง การลดลงของ time preference นี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการพัฒนาทางอารยธรรม และ ทำให้ผู้คนสามารถร่วมมือกัน, ประสบความเจริญรุ่งเรื่อง และ อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

ประเด็นที่สองคือเงินที่มั่นคงนั้นทำให้การค้าขายสามารถที่จะกระทำได้บนหน่วยวัดมูลค่าที่มีเสถียรภาพซึ่งส่งผลให้เกิดตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้เรื่อยๆ โดยปราศจากการควบคุม และ โน้มน้าวโดยรัฐบาล นอกจากนี้หน่วยวัดมูลค่ายังเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนและการคำนวนทางเศรษฐกิจในทุกรูปแบบ ในขณะที่เงินที่ไม่มั่นคงจะทำให้การคำนวนทางเศรษฐกิจนั้นมีความไม่แน่นอน และยังเป็นต้นเหตุของวิกฤติและความถดถอยทางเศรษฐกิจอีกด้วย ในส่วนของประเด็นสุดท้ายคือการที่เงินที่มั่นคงนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต่อรักษาเสรีภาพส่วนบุคคลจากระบอบเผด็จการ และ การกดขี่ เนื่องจากการที่รัฐมีอำนาจในการผลิตเงินนั้นส่งผลให้รัฐมีอำนาจเหนือประชาชนโดยมิชอบ อำนาจที่โดยธรรมชาติแล้ว จะดึงดูดผู้คนที่ไม่คู่ควรที่สุด ผู้คนที่ไร้ศีลธรรมที่สุด ขึ้นมาเป็นผู้ควบคุมอำนาจนั้นเองเสมอ

เงินที่มั่นคงนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดค่า time preference ของแต่ละคน ค่า time preference นั้นเป็นอวค์ประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการการตัดสินใจของปัจเจกบุคคล แต่ก็เป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป time preference นั้นหมายถึงอัตราส่วนการให้ค่าความสำคัญ ระหว่างปัจจุบัน และ อนาคต เนื่องจากมนุษย์นั้นไม่ได้มีชีวิตเป็นอมตะ ความตายอาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ ส่งผลให้อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน และเนื่องจากการบริโภคนั้น เป็นสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิตรอด ผู้คนจึงให้ความสำคัญกับการบริโภคในปัจจุบัน มากกว่าการบริโภคในอนาคต เพราะหากขาดการบริโภคในวันนี้ อาจทำให้วันหน้านั้นไม่มีวันมาถึงก็เป็นได้ หรือพูดในอีกนัยหนึ่งก็คืออัตราส่วนของ time preference นั้นจะมีค่าเป็นบวกเสมอสำหรับมนุษย์ทุกคน เพราะอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่มีค่าน้อยกว่าปัจจุบันเสมอนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากการที่เราสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้นหากเรามีทรัพยากร และเวลาที่เพียงพอ จึงทำให้ใครก็ตามที่เป็นคนมีเหตุผล ย่อมเลือกที่จะมีทรัพยากรจำนวนหนึ่งในวันนี้ มากกว่าการรอวันข้างหน้าเสมอ เนื่องจากเขาสามารถเริ่มใช้ทรัพยากรนั้นมาผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้นในวันนี้ การที่ใครสักคนจะยอมเลื่อนเวลารับสินค้าออกไปสักปีหนึ่ง ย่อมหมายความว่าเขาจะต้องได้รับสินค้าในจำนวนมากขึ้นเป็นการตอบแทน ความต่างระหว่างจำนวนสินค้าที่จะได้รับในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เทียบกับจำนวนที่จะได้รับในวันนี้ที่มากพอที่จะทำให้คนตัดสินใจรอได้นั้น คือสิ่งที่กำหนดค่า time preference ของคนคนนั้น ปัจเจกบุคคลที่มีเหตุมีผลทุกคนย่อมมีค่า time preference ที่มากกว่าศูนย์ทั้งสิ้น แต่ค่า time preference ของแต่ละคนนั้น ย่อมมีความแตกต่างกัน

time preference ของสัตว์นั้นสูงกว่ามนุษย์มาก เนื่องจากพวกมันจะกระทำสิ่งที่ตอบสนองความต้องการชั่วขณะตามสัญชาตญาณที่เกิดขึ้นในขณะนั้น และแทบไม่มีการคำนึงถึงอนาคตเลย สัตว์บางชนิดสามารถที่จะสร้างบ้าน หรือรังที่สามารถคงอยู่ได้ในอนาคต สัตว์เหล่านี้มี time preference ที่ต่ำกว่าสัตว์ที่ตอบสนองต่อความต้องการตรงหน้าเช่นความหิว หรือความก้าวร้าว เท่านั้น ในทางกลับกัน time preference ที่ต่ำของมนุษย์นั้น ทำให้เราสามารถควบคุมสัญชาตญาณ และ และความต้องการชั่ววูบเยี่ยงสัตว์ป่าได้ สามารถคิดได้ ว่าอะไรดีกว่าสำหรับอนาคตของเรา และ สามารถกระทำตามหลักของเหตุ และ ผล มากกว่าตามสัญชาตญาณ 

แทนที่เราจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคในวันนี้ เราสามารถเลือกที่จะใช้เวลาไปกับการผลิตสินค้า ที่ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าในการผลิต แลกกับคุณภาพที่เหนือกว่า เมื่อมนุษย์เริ่มมี time preference ที่ลดต่ำลง พวกเขาก็จะสามารถกระทำภารกิจที่ต้องใช้เวลานานได้มากขึ้น, เพื่อตอบสนองความต้องการที่อยู่ไกลออกไปเรื่อยๆ ในอนาคต และพวกเขาจะสามารถพัฒนาระดับปัญญาเพื่อสร้างสินค้าเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าอื่นๆ ในอนาคต หรือที่เรียกว่า สินค้าประเภททุน (capital goods) แทนที่จะผลิตสินค้าเพื่อบริโภคในวันนี้เท่านั้น 

ในขณะที่ทั้งมนุษย์และสัตว์ต่างมีความสามารถในการล่า แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างออกไปคือการที่พวกเขาใช้เวลาไปกับการสร้างเครื่องมือสำหรับล่า สัตว์บางชนิดอาจจะใช้เครื่องมือบางอย่างในการล่าสัตว์อื่นๆ เป็นบางครั้งบางคราว แต่พวกมันไม่มีปัญญาเพียงพอที่จะเป็นเจ้าของ หรือ ดูแลรักษาเครื่องมือเพื่อการเก็บรักษา และ ใช้งานในระยะยาวได้ มีเพียงการมี time preference ที่ต่ำเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์ สามารถตัดสินใจที่จะเจียดเวลาจากการล่าสัตว์ เพื่อนำมาสร้างสิ่งที่กินไม่ได้ แต่สามารถใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการล่าได้ เช่น หอก หรือ เบ็ดตกปลา เป็นต้น ซึ่งนี่คือแก่นหลักของการลงทุน: กล่าวคือ เมื่อมนุษย์เลือกที่จะชะลอการสนองความต้องการเฉพาะหน้า พวกเขากำลังลงทุนเวลา และ ทรัพยากรของพวกเขาไปกับการสร้างสินค้าประเภททุนที่จะทำให้พวกเขาสามารถสร้างกระบวนการการผลิตที่มีความซับซ้อน หรือ มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น และ ยังทำให้พวกเขาสามารถยืดระยะเวลาในการผลิตเหล่านั้นให้ยาวนานและไกลออกไปยิ่งขึ้น เหตุผลเดียวที่ใครก็ตามจะเลือกที่จะชะลอการสนองความต้องการของตนออกไป และ เลือกที่จะเสี่ยงลงทุนกับกระบวนการการผลิตที่ใช้เวลานาน ก็คือการที่กระบวนการที่ใช้เวลานานขึ้นเหล่านี้จะสามารถสร้างผลผลิตที่มากขึ้น และ มีคุณภาพสูงขึ้นได้นั่นเอง หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่งก็คือ การลงทุนคือการเพิ่มผลผลิตของผู้ผลิต

นักเศรษฐศาสตร์ Hans-Hermann Hoppe ได้อธิบายไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ time preference ลดค่าลงต่ำพอที่จะทำให้ผู้คนเริ่มเก็บออม และ ทำให้เกิดการสร้างสินค้าทุน และ สินค้าที่มีความคงทน เมื่อนั้นก็จะส่งผลให้เกิดแนวโน้มที่ time preference จะลดต่ำลงไปอีกเมื่อ “กระบวนการของอารยธรรม” ได้เริ่มต้นขึ้น

คนจับปลาที่สร้างเบ็ดตกปลานั้นสามารถจับปลาได้มากกว่าคนจับปลาที่ใช้มือเปล่าในเวลาเท่ากัน แต่หนทางเดียวที่จะสร้างเบ็ดตกปลาขึ้นมาได้นั้น เขาจำเป็นต้องอุทิศเวลาในช่วงแรกส่วนหนึ่งไปกับการทำงานที่ไม่ได้สร้างผลตอบแทนเป็นปลาที่กินได้ แต่กลับต้องนำเอาเวลานั้นมาสร้างเบ็ดตกปลาแทน กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ไม่แน่นอน เบ็ดตกปลาอาจใช้งานไม่ได้ และ คนจับปลาก็จะเสียเวลาของเขาไปโดยเปล่าประโยชน์ การลงทุนนั้นหาใช่เพียงการชะลอการสนองความต้องการออกไป มันยังมาพร้อมกับความเสี่ยงต่อการล้มเหลวเสมอ จึงทำให้คนจะตัดสินใจลงทุนก็ต่อเมื่อสามารถคาดหวังผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้นั่นเอง ยิ่งผู้ใดมี time preference ที่ต่ำ ผู้นั้นก็จะมีแนวโน้มที่จะกระทำการลงทุนสูงขึ้น, ชะลอการสนองความต้องการ, และ สั่งสมทุนทรัพย์ที่มากขึ้น ยิ่งมีการสั่งสมทุนทรัพย์มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้มีการสร้างผลิตผลต่อแรงงานที่สูงขึ้น และ ขอบเขตระยะเวลาของการผลิตที่นานขึ้นเท่านั้น

เพื่อให้เข้าใจถึงความแตกต่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองเปรียบเทียบบุคคลสมมุติสองคน ที่เริ่มต้นด้วยมือเปล่า แต่มีพวกเขา time preference ที่ต่างกัน: แฮรี่มี time preference ที่สูงกว่าลินดา แฮรี่จึงเลือกที่จะใช้เวลาทั้งหมดของเขาไปกับการจับปลา โดยเขาต้องใช้เวลาประมาณแปดชั่วโมง เพื่อที่จะจับปลาได้มากพอกินในหนึ่งวัน ในทางตรงกันข้าม เนื่องจากลินดามี time preference ที่ต่ำกว่า เธอจึงใช้เวลาเพียงหกชั่วโมงในการจับปลาโดยยอมทนหิวเนื่องจากจับปลาได้น้อย และ แบ่งเวลาอีกสองชั่วโมงต่อวันเพื่อสร้างเบ็ดตกปลา หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ลินดาก็สามารถสร้างเบ็ดตกปลาที่ใช้งานได้สำเร็จ จึงทำให้ในสัปดาห์ที่สอง ลินดาสามารถจับปลาได้มากกว่าแฮรี่ถึงสองเท่าในเวลาแปดชั่วโมงเท่ากัน

การลงทุนในการสร้างเบ็ดตกปลาของลินดานั้น ทำให้เธอสามารถใช้เวลาเพียงแค่สี่ชั่วโมงต่อวันในการจับปลา และยังได้กินปลามากเท่ากับที่แฮรี่ได้กิน แต่เนื่องจากเธอมี time preference ที่ต่ำกว่า เธอจึงไม่นิ่งนอนใจ ในทางตรงกันข้าม เธอจะใช้เวลาสี่ชั่วโมงในการจับปลาให้ได้มากเท่าที่แฮรี่สามารถจับได้ไนแปดชั่วโมง จากนั้นเธอจะใช้เวลาที่เหลืออีกสี่ชั่วโมงไปกับการสั่งสมทุนทรัพย์เพิ่มขึ้น เช่น การสร้างเรือจับปลาเป็นต้น เมื่อเวลาผ่านไปอีกเดือนหนึ่ง ลินดาก็จะมีทั้งเบ็ดตกปลา และเรือที่ทำให้เธอสามารถออกไปจับปลาได้ไกลจากฝั่งมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะจับปลาที่แฮรี่เองไม่เคยแม้แต่จะได้เห็นมาก่อน ถึงจุดนี้ ลินดาไม่ได้มีเพียงความสามารถในการผลิตปลาต่อชั่วโมงที่สูงกว่า แต่ปลาของเธอนั้นยังแตกต่าง และมีคุณภาพเหนือกว่าปลาที่แฮรี่สามารถจับได้อีกด้วย ในตอนนี้เธอต้องการเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นในการจับปลาให้ได้เพียงพอต่อการบริโภคสำหรับหนึ่งวัน เธอจึงใช้เวลาที่เหลือไปกับการสั่งสมทุนทรัพย์มากขึ้นไปอีกด้วยการสร้างเบ็ดคกปลาที่ใหญ่ และมีคุณภาพสูงขึ้น สร้างแห และสร้างเรือ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเพิ่มกำลังการผลิต และยกระดับคุณภาพชีวิตของเธอให้ดีขึ้น

หากแฮรี่ และลูกหลานของเขายังคงทำงาน และบริโภคต่อไปด้วยระดับ time preference เท่าเดิม พวกเขาก็จะมีวิถีชิวิตที่ไม่ต่างจากเดิม โดยมีอัตราการบริโภคและกำลังการผลิตที่คงที่เท่าเดิม และหากลินดา และลูกหลานของเธอดำเนินกิจการต่อไปด้วยระดับ time preference ที่ต่ำกว่าเช่นเดิม พวกเขาก็จะพัฒนาคุณภาพชิวิตของพวกเขาขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยการสั่งสมทุนทรัพย์เพิ่มขึ้น และทำงานที่มีอัตราการผลิตที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ผ่านกระบวนการที่ต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะสำเร็จ หากเปรียบกับชีวิตจริง ลูกหลานของลินดาในวันนี้ก็อาจเปรียบได้กับเจ้าของบริษัท Annelies llena ซึ่งเป็นบริษัทเรือประมงลากอวนที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

เรือลากอวนขนาดยักษ์นี้ ใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีในการคิดค้น ออกแบบ และก่อสร้าง ก่อนที่มันจะเสร็จสิ้นในปีค.ศ.2000 และมันจะทำงานต่อไปอีกหลายสิบปีเพื่อตอบแทนเงินทุนจากเหล่านักลงทุนที่มี time preference ต่ำที่ได้สนับสนุนการสร้างมันขึ้นมาตลอดหลายทศวรรษก่อนหน้านั้น กระบวนการในการจับปลาของลูกหลานของลินดานั้น กลายเป็นกระบวนการที่ยาวนาน และซับซ้อนจนต้องใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างมันขึ้นมา ในขณะที่ลูกหลานของแฮรี่ยังคงใช้กระบวนการที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน แน่นอนว่าความแตกต่างอยู่ที่อัตราการผลิตของลูกหลานของลินดานั้นสูงกว่าลูกหลานของแฮรี่หลายต่อหลายเท่า และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้การทำงานที่ต้องใช้กระบวนการที่ยาวนานกว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าต่อเวลาที่เสียไป

กรณีที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ time preference ได้ชัดเจนเป็นอย่างมาก มาจากงานทดลองมาร์ชเมลโล่วที่โด่งดังของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด2 ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายของทศวรรษ 1960 โดยในการทดลองนี้ นักจิตวิทยา นาย Walter Mischel ได้ปล่อยให้เด็กอยู่ในห้องเพียงลำพังกับมาร์ชเมลโล่ว หรือคุกกี้ โดยเขาได้บอกกับเด็กๆ ไว้ก่อนด้วยว่า พวกเขาสามารถหยิบขนมตรงหน้าขึ้นมากินได้เลยถ้าต้องการ แต่เขาจะกลับมาใหม่ใน 15 นาที และถ้าถึงตอนนั้นเด็กๆ ยังไม่รับประทานขนมที่วางเอาไว้ เขาจะแถมขนมให้อีกชิ้นหนึ่ง หรือกล่าวได้ว่า เด็กๆ มีทางเลือกระหว่างการกินขนมเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะหน้า หรือการชะลอการสนองความต้องการเพื่อแลกกับขนมสองชิ้นนั่นเอง

นี่เป็นวิธีง่ายๆ ในการทดสอบระดับ time preference ของเด็กๆ: เด็กนักเรียนที่มี time preference ที่ต่ำกว่าคือเด็กๆ ที่สามารถรอเพื่อให้ได้ขนมชิ้นที่สองได้ ส่วนเด็กนักเรียนที่มี time preference ที่สูงกว่านั้นจะไม่สามารถอดทนรอได้ จากนั้น Mischel ก็ได้ติดตามชีวิตของเด็กๆ เหล่านั้นไปอีกหลายสิบปี เขาได้พบความสัมพันธ์ทางสถิติระหว่างการมี time preference ที่ต่ำจากผลการทดสอบในบททดสอบมาร์ชเมลโล่ว กับการประสบความสำเร็จทางการศึกษา การได้คะแนน SAT ที่สูง การมี Body Mass Index ที่ต่ำ และการไม่มีปัญหาเกียวกับการติดยาเสพย์ติด

ในฐานะศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ผมไม่เคยลืมที่จะพูดถึงเรื่องของการทดลองมาร์ชเมลโล่วนี้ในทุกชั้นเรียนที่ผมสอน เนื่องจากผมเชื่อว่ามันเป็นบทเรียนทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในระดับบุคคล และผมประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งที่หลักสูตรเศรษฐศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัยนั้น แทบไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย ถึงขนาดที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก ไม่คุ้นเคยกับคำว่า time preference หรือเห็นถึงความสำคัญของมันเลยด้วยซ้ำ

ขณะที่เศรษฐศาสตร์จุลภาคนั้นมุ่งเน้นการศึกษาธุรกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคล และเศรษฐศาสตร์มหภาคก็มุ่งเน้นไปที่บทบาทของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงแล้วการตัดสินใจทางเศรษฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนมากที่สุดกลับเป็นการที่คนเราตัดสินใจแลกเปลี่ยนกับตัวของเขาเองในอนาคต ในทุก ๆ วันคน ๆ หนึ่งจะทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนกับคนจำนวนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็จะทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนจำนวนมหาศาลกับตัวของเขาเองในอนาคต

ตัวอย่างของการแลกเปลี่ยนเหล่านี้มีนับไม่ถ้วน เช่นการตัดสินใจที่จะเก็บเงินเอาไว้แทนที่จะใช้มัน การตัดสินใจที่จะลงทุนลงแรงฝึกฝนความสามารถเพื่องานที่ดีกว่าในอนาคตแทนที่จะตัดสินใจทำงานรายได้ต่ำที่อยู่ตรงหน้า การตัดสินใจซื่อรถที่ประหยัด และตอบสนองการใช้งานแทนที่จะยอมเป็นหนี้เพื่อซื้อรถหรูราคาแพง การตัดสินใจทำงานล่วงเวลาแทนที่จะออกไปสังสรรค์กับผองเพื่อน หรือตัวอย่างที่ผมชอบใช้ในชั้นเรียนมากที่สุดคือ การตัดสินใจศึกษาทบทวนบทเรียนในวิชาทุกๆสัปดาห์ตลอดเทอมแทนที่จะเก็บเอาไว้อ่านทีเดียวในคืนก่อนสอบ

ในแต่ละตัวอย่างที่กล่าวมานั้น เห็นได้ว่าไม่มีใครคอยบังคับควบคุมการตัดสินใจของแต่ละคน และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์หรือผลเสียจากการตัดสินใจเหล่านี้ก็มีเพียงตัวของผู้ตัดสินใจเองเท่านั้น ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตของคน ๆ หนึ่งนั้นคือระดับ time preference ของเขานั่นเอง ในขณะที่ time preference และความสามารถในการยับยั้งชั่งใจของแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไปในสถานการณ์ที่ต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วเราสามารถพบความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องของปัจจัยทั้งสองนี้อย่างชัดเจนได้ในทุกๆ ด้านของกระบวนการการตัดสินใจ ความจริงอันโหดร้ายที่ควรตระหนักไว้เสมอคือ ชีวิตของคนๆ หนึ่ง เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดโดยการตัดสินใจแลกเปลี่ยนระหว่างคนๆ นั้น กับตัวของเขาเองในอนาคต แม้ว่าเขาปราถนาจะโยนความผิดของความล้มเหลวของเขาให้กับคนอื่น หรือยกความดีของความสำเร็จของเขาให้กับใครก็ตาม แต่แท้จริงแล้ว การตัดสินใจแลกเปลี่ยนจำนวนนับครั้งไม่ถ้วนที่เขาทำกับตัวเองต่างหากที่มีผลต่อชีวิตของเขามากกว่าปัจจัยภายนอกอื่นๆ ทั้งปวง

สำหรับคนที่มี time preference ต่ำแล้ว แม้สถานการณ์จะรุมเร้าให้โทษเขาเพียงใด เขาก็จะพยายามหาวิธีที่จะให้ความสำคัญกับตัวของเขาในอนาคตจนความเขาจะบรรลุเป้าหมายได้ และในทางกลับกัน สำหรับคนที่มี time preference ที่สูงแล้ว ไม่ว่าโชคชะตาจะเข้าข้างเขาเพียงใด เขาก็จะหาทางบ่อนทำลาย และฉ้อโกงตัวเขาเองในอนาคตอยู่วันยังค่ำ เรื่องราวของเหล่าผู้คนที่ฝ่าฟันอุปสรรค และสถานการณ์อันเร็วร้ายจนได้รับชัยชนะหลายต่อหลายเรื่องนั้น แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับเรื่องราวของผู้คนที่มีพร้อมทั้งความสามารถ และพรสวรรค์ที่เอื้ออำนวยความสำเร็จมากมาย แต่ท้ายที่สุดกลับทิ้งขว้างพรสวรรค์เหล่านั้น และไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้กับตนเองได้เลย นักกีฬา และนักแสดงมากมาย ที่เพียบพร้อมไปด้วยพรสวรรค์ที่สามารถทำเงินให้พวกเขาได้มหาศาล กลับต้องนอนตายเยี่ยงยาจก เนื่องจาก time preference ที่สูงของพวกเขาหันกลับมาเล่นงานชีวิตของพวกเขาเองในที่สุด ในทางกลับกัน คนธรรมดามากมายที่ไม่มีความสามารถพิเศษอะไร แต่ทำงานอย่างขยันขันแข็ง เก็บออม และลงทุนมาตลอดชั่วชีวิตกลับสามารถสร้างความมั่นคงทางการเงิน และมอบชีวิตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของพวกเขาได้สืบไป

มีเพียงการลดระดับของ time preference ลงเท่านั้นที่จะทำให้คนเราสามารถเห็นถึงประโยชน์ของการลงทุนระยะยาว และเริ่มที่จะให้ความสำคัญกับผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สังคมที่ผู้คนส่งมอบอนาคตที่ดีกว่าของตนให้แก่ลูกหลานนั้นคือสังคมอารยะ กล่าวคือ มันเป็นสังคมที่คุณภาพชีวิตกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และผู้คนต่างใช้ชีวิตโดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ชีวิตของคนรุ่นหลังดีขึ้นไปอีก เมื่อปริมาณทุนของสังคมสูงขึ้น ผลิตผลก็จะสูงขึ้นไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมนั้นๆ

เมื่อความมั่นคงของชีวิตเป็นสิ่งแน่นอน และอันตรายจากสภาวะแวดล้อมถูกเบี่ยงบ่ายออกไป ผู้คนก็จะหันเข้าสู่แง่มุมของชีวิตที่ลึกซึ้งกว่าความเจริญทางวัตถุ และงานที่ซ้ำซากจำเจ พวกเขาเริ่มก่อร่างความสัมพันธ์ของครอบครัว และสังคม พวกเขาริเริ่มโครงการทางวรรณกรรม ศิลปะ และวัฒนธรรม และพวกเขาก็จะพยายามหาหนทางที่จะสร้างคุณค่าที่มีคุณประโยชน์ยั่งยื่นแก่สังคมและโลกของพวกเขา อารยธรรมนั้นไม่ได้หมายถึงการสั่งสมทุนทรัพย์ให้มากขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น แต่มันหมายถึงสิ่งที่มนุษย์สามารถกระทำได้เนื่องมาจากการสั่งสมทุนทรัพย์ นั่นคือความเจริญ และอิสรภาพในการค้นหาความหมายที่สูงส่งกว่าตนเองเมื่อความต้องการขึ้นพื้นฐานของพวกเขาได้รับการตอบสนอง และภยันตรายทั้งหลายถูกปัดเป่าไปเป็นส่วนมากแล้วนั่นเอง

มีปัจจัยมากมายที่ส่งผลต่อระดับ time preference ของแต่ละบุคคล3 ความมั่นคงปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินนั้นเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการสู้รบ หรืออาชญากรรมย่อมมีโอกาสเสียชีวิตที่สูงกว่า และเป็นเหตุให้เขาเหล่านั้นมักไม่ให้คุณค่ากับอนาคตมากนัก ส่งผลให้พวกเขามี time preference ที่สูงกว่าคนที่อาศัยอยู่ในสังคมที่สงบสุข

ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดๆกับบุคคลที่มี Time preference ต่ำ เขาจะหาวิธีในการทำให้อนาคตของเขาเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก และไม่ว่าจะมีโอกาสอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่มี Time preference สูง เขาจะทำลายโอกาสนั้นในที่สุดอยู่ดี มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับผู้คนที่สามารถยืนหยัดได้แม้สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยซึ่งตรงข้ามกับคนที่มีความสามารถที่จะได้รับรางวัลอย่างงามแต่ก็กลับทำลายโอกาสนั้นไป

ผู้คนที่ไม่สามารถจัดการกับสิ่งนี้ได้จะสูญเสียทุกสิ่งที่เขาได้มาจากพรสวรรค์ของเขา มีนักกีฬามากมายและนักแสดงมากมายที่มีพรสวรรค์และสามารถหาเงินได้มากมาย ก็ยังสามารถหมดตัวได้จากการที่ Time preference ที่มากของพวกเขามีอำนาจเหนือพวกเขา ในทางกลับกันคนทั่วไปมากมายที่ไม่ได้มีพรสวรรค์ที่ทำงานอย่างขันแข็งเก็บออมและลงทุนกลับสามารถประสบความสำเร็จด้านการเงิน และทำให้ลูกหลานของพวกเขานั้นมีชีวิตทีดีกว่าพวกเขามีเสียอีก

มีแต่คนที่มี Time preference ที่ต่ำเท่านั้นที่จะสามารถลงทุนระยะยาวและตั้งเป้าหมายในอนาคต สังคมที่ผู้คนต่างยกมรดกให้แก่เด็กมากกว่าที่เขาได้รับจากผู้ปกครองของเขานั้นเป็นสังคมอารยะ มันเป็นสังคมที่ชีวิตนั้นมีการพัฒนา และผู้คนอยู่ด้วยความต้องการที่ทำให้คนยุคถัดไปมีชีวิตที่ดีขึ้น  สังคมที่ทุนสะสมมีแต่จะเพิ่มขึ่นรวมถึงการผลิตเพิ่มขึ้นและคุณภาพชีวิตก็เช่นกัน

ความปลอดภัยนั้นเปนสื่งที่ทำให้ผู้คนมั่นใจในชีวิต จากภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป มันทำให้ผู้คนหันมาใส่ในแง่มุมในการชีวิตมากกว่าที่จะสนใจสินค้าราคาแพงและการงานที่น่าเบื่อหน่าย สังคมและครอบครัวต่างปลูกฝังวัฒนธรรมศิลปะและวรรณกรรม รวมถึงการค้นหาว่าตัวเองนั้นจะสามารถทำอะไรให้กับชุนชนและโลกได้บ้าง อารยธรรมนั้นไม่ใช่แค่การสะสมทุนเท่านั้น แต่การสะสมทุนคือสิ่งที่จะสามารถทำให้มนุษย์นั้นประสบความสำเร็จได้ อิสระและความเจริญรุ่งเรืองนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ให้มนุษย์ค้นหาความหมายของชีวิตเมื่อความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ถูกเติมเต็มและปราศจากภัยอันตรายทั้งหลาย

มีปัจจัยมากมายที่มีผบกับ Time preference ของแต่ละบุคคล ความปลอดภัยและสินทรัพย์ของผู้คนนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุด ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ที่มีความวุ่นวายหรืออาชญากรรมนั้นนั้นมีโอกาสที่จะสูญเสียชีวิตได้และนั่นทำให้คล้ายกับว่าอนาคตของเขานั้นมีค่าน้อยลง และผลก็คือเขาจึงมีควาามพึงใจในการบริโภคสูงกว่าคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ๆสงบ

ความปลอดภัยนั้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่มีผลต่อ Time preference ของแต่ละบุคคล สังคมที่รัฐบาลหรือโจรคอยแย่งชิงทรัพย์สินของประชาชนย่อยมทำให้ประชาชนมี Time preference ที่สูง เช่นการกระทำใดๆที่ทำให้ผู้คนนั้นใช้จ่ายทรัพยากรของตัวเองเพราะตอบสนองความต้องการชั่วคราวแทนที่จะลงทุนในสินทรัพย์ ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลา อัตราภาษีนั้นเป็นอีกสิ่งที่มีผลต่อ Time preference  การที่อัตราภาษีสูงหมายความว่า รายได้ส่วนบุคคลนั้นจะลดลง 

สิ่งที่มีผลต่อ Time preference เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในบทนี้ เพราะมันคือมูลค่าของเงินในอนาคต ในตลาดเสรีที่ผู้คนสามารถเลือกเงินของตัวเองได้พวกเขาจะเลือกเงินที่สามารถกักเก็บมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไปได้ และเงินที่ดีกว่าจะสามารถกักเก็บมูลค่าได้ดีกว่า และจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้คนชะลอการบริโภคและแบ่งสัดส่วนของทรัพยากรมาใช้สำหรับการผลิตเพื่ออนาคต ส่งผลให้เกิดการสะสมทุนและทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และทำให้เกิดผู้คนอื่นๆหรือคนที่ไม่ได้สนใจเศรษฐศาสตร์มี Time preference ที่ต่ำลง 

ในขณะที่การตัดสินใจทางเศรษฐศาสตร์เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนไปสู่อนาคต มันเป็นธรรมชาติที่การตัดสินใจทุกอย่างจะนำไปสู้อนาคตที่ดีกว่า ผู้คนจะรักสงบขึ้นร่วมมือกันมากขึ้นเข้าใจว่าการทำงานร่วมกันในระยะยาวจะได้ผลลัพท์ที่ดีกว่าผลลัพท์ระยะสั้นที่ได้จากความขัดแย้ง ผู้คนได้สร้างศีลธรรมและจารีตที่เข้มแข็ง ให้ความสำคัญกับทางเลือกที่มีจรรยาที่จะให้ผลลัพท์ที่ดีกว่าในระยะยาวแก่ทายาทของพวกเขา ผู้คนที่คิดว่าผลลัพท์ในระยะยาวน้อยนั้นมีแนวโน้มที่จะ โกง โกหก และขโมย เพราะว่าผลลัพท์ที่ได้จากการกระทำเหล่านั้นจะได้ผลดีในระยะสั้น แต่เป็นผลลัพท์ที่แย่ในระยะยาว

การลดลงกำลังการซื้อในเงินนั้นจะมาในรูปแบบของการเวนคืนหรือการเก็บภาษีซึ่งเป็นการลดมูลค่าที่แท้จริงของเงินโดยที่มูลค่าของมันก็ลดลงทีละน้อย ในยุคปัจจุบันที่รัฐบาลเป็นผู้ผลิตเงินนั้นเงินจะมีดอกเบี้ยที่น้อย ซึ่งเป็นเป้าหมายของนักเศรษฐศาสตร์ในยุคปัจจุบันเพราะเป็นการสนับสนุนให้เกิดการกู้ยืมและลงทุน แต่ผลของการพยายามจัดการทุนนั้นคือดอกเบี้ยที่ลดลงแก่ผู้ที่อดออมและนักลงทุน ที่สุดแล้วผู้คนก็จะก็จะบริโภคมากกว่ารายได้ที่เขามีและทำการหยิบยืมมาจากอนาคต สิ่งนี้ไม่ได้แค่มีผลกระทบต่อ Time preference และการตัดสินใจทางการเงินเท่านั้น แต่มันยังกระทบต่อทุกอย่างในชีวิตของเรา

การเปลี่ยนจากเงินที่สามารถคงมูลค่าไปเป็นเงินที่เสียมูลค่านั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากในระยะยาว เพราะสังคมจะมีการอดออมที่น้อยลง การสะสมทุนจะน้อยลงและ อาจจะเกิดการนำทุนมาใช้อีกด้วย กำลังการผลิตของแรกงานจะคงที่หรือค่อยๆลดลง ผลทำให้เกิดค่าแรงของแรงงานนั้นมีมูลค่าน้อยลง แม้แต่ค่าแรงขั้นต่ำสามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยเวทย์มนต์ของการผลิตเงินแต่มันจะทำให้เงินกระดาษนั้นด้อยมูลค่าลงเรื่อยๆ ผู้คนจะเริ่มใช้จ่ายมากขึ้นและอดออมน้อยลง ส่งผลทำให้ศีลธรรมเสื่อมและก่อให้เกิดความขัดแย้งที่เป็นภัยและพฤติกรรมที่เป็นผลเสียต่อตัวเอง

นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมอารยธรรมนั้นจึงเกิดขึ้นภายใต้ระบบการเงินที่มีความมั่นคง แต่จะล่มสลายลงเมื่อระบบการเงินนั้นมีการฉ้อโกง อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับโรมันจักรวรรดิไบเซนไทล์และสังคมยุโรปยุคใหม่ ความแตกต่างระหว่างศตวรรตที่ 19 และศตวรรตที่ 20 นั้นสามารถทำความเข้าใจได้จากผลที่เกิดจากการยกเลิกเงินตราที่มั่นคงและปัญหาทั้งหมดที่ตามมาหลังจากยกเลิกระบบ

 

เงินเฟ้อ

ความเป็นจริงที่ประวัติศาสตร์บอกเล่านั้นคือบุคคลผู้ใดก็ตามที่พยายามสร้างสื่อการในการแลกเปลี่ยนจะเป็นผู้ที่ทำให้เกิดการเฟ้อของระบบการเงิน เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เย้ายวนใจอย่างมากที่จะทำในสิ่งนี้ แต่การสร้างสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนนั้นไม่ใช่การผลิตที่เกิดจากสังคม ตราบใดที่สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนนั้นยังมีเพียงพอต่อขนาดเศรษฐกิจในจุดนั้น ยิ่งสื่อกลางนั้นมีการผูกขาดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งกระบวนการให้เกิดการสร้างสื่อกลางที่ดีขึ้นและกักเก็บมูลค่าและสามารถเเบ่งเป็นหน่วยย่อยได้ดีขึ้น สิ่งที่สำคัญของเงินคือกำลังการซื้อไม่ใช่จำนวน เงินนั้นจะมีจำนวนเท่าใดก็ตามมันก็เพียงพอที่จะทำหน้าที่ของเงินได้ ตราบเท่าที่มันมีความสามารถแบ่งแยกย่อยหรือรวมเข้าด้วยกันเพียงพอที่ตอบสนองการทำธุรกรรมและการเก็บรักษาของผู้ครอบครองได้ ไม่ว่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นในเศรษฐศาสตร์จะมีจำนวนเท่าใดนั้นจะเกิดจากเงินที่มีอุปทานเท่าใดก็ได้ตราบเท่าที่มันสามารถแบ่งแยกย่อยได้มากพอ

ในทางทฤษฎีเงินที่เป็นอุดมคตินั้นควรเป็นเงินที่มีอุปทานจำกัดซึ่งหมายถึงไม่มีใครที่สามารถผลิตมันเพิ่มได้ มีเพียงวิธีปกติที่ไม่ได้ฉ้อโกงเท่านั้นที่จะได้มาซึ่งเงิน อย่างการที่สังคมผลิตสิ่งที่มีมูลค่าและแลกเปลี่ยนมันกับเงิน เมื่อผู้คนนั้นต้องการเงิน จึงทำให้ผู้คนจะทำงานมากขึ้นและมีการผลิตมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสิ่งต่างๆที่ทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้น ซึ่งทำให้ผู้คนเกิดการสะสมทุนมากขึ้นและเพิ่มกำลังการผลิต เช่นเงินที่สามารถทำหน้าที่ได้ดีในฐานะตัวเก็บมูลค่า ป้องกันไม่ให้เกิดการเพิ่มอุปทานของเงิน โดยมูลค่าที่เก็บสะสมไว้ในเงินนั้นจะไม่ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป เป็นสิ่งที่จูงใจให้ผู้คนคิดถึงอนาคตมากขึ้น ด้วยการเติมโตของหลักทรัพย์และการผลิตจะเป็นเพิ่มความสามารถในการมุ่งเป้าไปที่อนาคต ผู้คนจะเริ่มลด Time preference และเริ่มพัฒนาสิ่งอื่นๆที่ไม่ใช่วัตถุในชีวิตเช่น ศาสนาสังคมและวัฒนธรรม 

อย่างไรก็ตามมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างเงินที่ไม่สามารถผลิตได้ อะไรก็ตามที่ถูกเลือกมาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนนั้นจะมีมูลค่าและจูงใจให้คนสร้างมันขึ้นมาเพิ่ม เงินที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์นั้นคือเงินที่อุปทานใหม่ๆของมันนั้นเป็นอัตราส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับปริมาณที่มีอยู่ และทำให้การสร้างมันขึ้นมานั้นไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่ดีนัก ทองคำนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีของเงินอยู่ยงคงกระพันมาตลอด ทองคำเป็นหนึ่งในโลหะที่ถูกสะสมมาตลอดประวัติศาสตร์ตั้งแต่มนุษย์ขุดมันขึ้นมา เราจะเห็นว่าการขุดทองคำนั้นมีมาตลอด 1000 ปีที่ผ่านมา และยังไม่มีการพิสูจน์ทางเคมีที่จะสามารถสร้างมันเพื่อตอบสนองในเชิงพานิชย์ได้ การขุดทองคำยังดำเนินต่อไปและทองคำที่ขุดขึ้นมาได้นั้นเป็นเพียงส่วนเล็กๆเมื่อเทียบกับทองคำที่มีอยู่บนโลก

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทองคำถึงมีคุณสมบัติในการเป็นเงินที่มั่นคงมาตลอดประวัติศาสตร์ มันเป็นเงินที่อุปทานนั้นคาดการได้แน่นอน ต้องของขอบคุณกฎของฟิสิกซ์และเคมีที่ทำให้ทองคำไม่เคยถูกผลิตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งมนุษย์ก็ได้พยายามมาตลอดประวัติศาสตร์ทีจะสร้างเงินที่มีความมั่นคงกว่าทองคำแต่ก็ล้มเหลว และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงเป็นเครื่องมือทางการเงินหลักที่ใช้มาตลอดประวัติศาสตร์อารยธรรมของมนุษย์ แม้ว่าปัจจุบันโลกเราจะใช้เงินของรัฐบาลเป็น ตัวเก็บมูลค่า เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เป็นหน่วยทางบัญชี รัฐบาลก็ยังสำรองทองคำในร้อยละที่มากของปริมาณอุปทานทองคำทั้งหมดที่มีอยู่

เคนเซียนได้ตำหนิเกี่ยวกับการขุดทองว่าเป็นอุตสหกรรมที่ทำให้เปลืองพลังงานโดยไม่ได้สร้างความมั่งคั่งใดๆ ซึ่งคำตำหนิของเขาก็มีความเป็นจริงอยู่บ้าง เนื่องจากการเพิ่มอุปทานของสื่อกลางทางการเงินนั้นไม่ได้เพิ่มความมั่งคั่งให้กับสังคม แต่เขาพลาดในประเด็นที่ว่าหน้าที่ของทองคำคือการเป็นโลหะที่ดึงดูดใจให้มนุษย์และเงินทุนทั้งหลายมาเพื่อขุดหามัน เมื่อเทียบกับสิ่งอื่นๆ นั้นเป็นเพราะอุปทานของทองคำนั้นสามาถเพิ่มได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถึงแม้ว่ามันจะมีราคาที่สูงขึ้นก็ตาม ทองคำนั้นเป็นสิ่งมีน้อยและหายากมาก การขุดทองคำนั้นได้กำไรน้อยมากเมื่อเทียบกับการขุดโลหะประเภทอื่นๆในฐานะการเงิน ส่งผลให้มนุษย์ที่ยอมสละเวลาและทรัพยากรในการขุดมันนั้นมีน้อย แล้วโลหะประเภทอื่นนั้นมีโอกาสเป็นสื่อกลางทางการเงินหรือไม่? เมื่อใดก็ตามที่ Time preference ของสังคมลดต่ำลงและผู้คนจำนวนมากเริ่มซื้อโลหะสำหรับการอดออม ในจะทำให้เกิดการผลิดโลหะมากขึ้นเพราะมันให้ผลตอบแทนที่มากขึ้น

เนื่องจากโลหะที่ไม่ใช่ทองนั้นสามารถเสื่อมสลายได้ ปริมาณโลหะที่ผลิตขึ้นใหม่จึงมีจำนวนที่มากเมื่อเทียบกับปริมาณโลหะที่มีอยู่ อย่างทองแดงที่เราเพิ่งยกตัวอย่างไปโดยการผลิตทองแดงจำนวนมากจะทำให้ความมั่นคงของใครก็ตามที่ถือครองทองแดงนั้นด้อยค่าลง  ทำให้ในสังคมความมั่งคั่งจะถูกขโมยไปจากผู้ที่อดออมไปสู่ผู้คนที่พยายามผลิตโลหะเป็นจำนวนที่มากกว่าเศรฐกิจต้องการ สุดท้ายสังคมนั้นจะสามารถสะสมความมั่งคั่งได้น้อยลงและจะแทนที่ด้วยการผลิต ส่งผลให้เกิดความยากจนจากการผลิตสื่อทางการเงินที่ครอบงำประชาชน และแทนที่สังคมจะถูกควบคุมโดยคนที่สามารถสร้างสิ่งต่างที่ดีขึ้นได้กลับกลายเป็นว่าสังคมจะถูกควบคุมโดยผู้คนที่สามารถผลิตสื่อกลางทางการเงินได้ 

ในความเป็นจริงแล้วการที่สื่อกลางทางการเงินมีการแข่งขันนั้นทำให้เกิดการเสียประโยชน์แก่บุคคลและสังคมที่ลงทุนความมั่งคั่งของเขาลงในโลหะอื่นๆที่ไม่ใช่ทองคำ ในขณะที่มอบผลประโยชน์ให้แก่คนที่ลงทุนในทองคำ เนื่องจากโลหะนั้นไม่สามารถผลิตได้โดยง่าย การจะผลิตมันขึ้นมานั้นเป็นการบังคับให้ผู้คนนำทรัwยากรและพลังงานไปใช้ในการผลิตโลหะแทนที่จะใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการที่มีประโยชน์ และนั้นเป็นเหตุผลที่ทำไม Ibn Khaldun ผู้รอบรู้ชาวอาหรับถึงบอกว่าการขุดทองเป็นสิ่งที่น่านับถือน้อยที่สุด เพราะมันเหมือนเป็นการเรียกค่าไถ่

ซึ่งเคนเซียนผูโง่เง่าได้ประนามการขุดทองเพื่อใช้เป็นเงินนั้นเป็นเรื่องทีสิ้นเปลืองทรัพยาการ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันสิ้นเปลืองน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับการขุดโลหะอื่นๆ แต่ความโง่เขลาของเคนเซียนกลับไม่หยุดแค่นั้นเมื่อ การแก้ปัญหาของเคนเซียนคือการเลิกใช้ทองคำแล้วหันมาใช้ระบบมาตรฐานเงินเฟียต ซึ่งสุดท้ายระบบนี้ทำให้มนุษย์นั้นได้ทุ่มเททรัพยากรไม่ว่าทั้งแรงงานเวลาเพื่อบริหารจัดการการสร้างอุปทานของเงินและหาผลกำไรจากการผลิตมัน ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นเลยในประวัติศาสตร์ที่ใข้ทองคำเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน การขุดทองคำนั้นไม่ได้มีการใช้แรงงานมากเท่ากับธนาคารกลางและธนาคารพานิชย์อื่นๆที่ทำธุรกิจแสวงหาผลกำไรที่ขึ้นกับการผลิตเงิน ซึ่งเราจะกล่าวอีกครั้งในบทที่ 7

เมื่อเงินที่ผลิตขึ้นใหม่นั้นมีปริมาณที่มากเมื่อเทียบกับปริมาณเงินเดิมที่มีอยู่ มูลค่าของเงินในตลาดจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้คนที่จะถือเงินและใช้เงินนั้น ซึ่งมันเป็นปัจจัยที่สำคัญมากเมื่อประกอบกับเวลาของแต่ละปัจเจกบุคคล โดยปกติแล้วพฤติกรรมการใช้เงินของคนทั่วไปจะเริ่มจากการที่พวกเขามีเงินจนกระทั่งพวกเขาใช้มันทำให้เขามีเงินที่น้อยลง แต่ในความเป็นจริงมันมีความแตกต่างในสังคมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะว่าเงินเองก็เป็นสินค้าประเภทหนึ่งที่อรรถประโยชน์ลดลงน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับสินค้าอื่นๆ หนึ่งในหลักเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดคือกฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์ ซึ่งหมายถึงการที่ได้มาซึ่งสินค้าใดๆก็ตามจะลดอรรถประโยชน์ของสินค้าชนิดนั้นลงในทุกๆชิ้นที่มันผลิตขึ้น 

เงินนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนถือเพราะมันมีอรรถประโยชน์ในตัวเอง แต่เพราะมีอรรถประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นๆ และนั่นทำให้อรรถประโยชน์ของมันลดลงช้ากว่าสินค้าชนิดอื่นๆ เพราะว่ามันสามารถแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นๆได้เสมอ สำหรับบุคลทั่วไปที่มี บ้าน รถ ทีวี แอปเปิ้ล หรือเพชร เมื่อเขามีมันมากขึ้นเรื่อยๆ มูลค่าของมันจากการใช้งานจะลดลงในทุกๆสิ่งที่พวกเขามีเพิ่มขึ้น และทำให้ความต้องการในการละสมสิ่งเหล่านั้นลด แต่การที่มีเงินมากขึ้นนั้นไม่เหมือนกับสิ่งอื่นๆ เพราะยิ่งมีมากเท่าไหร่ผู้ที่ถือครองนั้นจะสามารถแลกเปลี่ยนเงินกับสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดได้

ในความเป็นจริงอรรถประโยชน์ของเงินนั้นก็ลดลงเช่นกัน การที่รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นมีความหมายกับคนที่มีรายได้วันละ 1 ดอลลาร์มากกว่าคนที่มีรายได้วันละ 1000 ดอลลาร์ แต่อรรถประโยชน์ของเงินจะลดลงช้ากว่าสินค้าประเภทอื่นๆ เพราะมันลดลงพร้อมๆกับความต้องการในสินค้าชนิดอื่นๆ ไม่ใช่แค่สินค้าประเภทเดียว

การที่อรรถประโยชน์ของเงินจากการถือครองเงินค่อยๆลดลง นั้นหมายความว่าอุปสงค์ของเงินนั้นไม่ได้ต่างไปจากเดิมเท่าใด ประกอบกับการที่อุปทานของมันคงแทบจะคงที่ผลทำให้เงินนั้นมีมูลค่าคงที่ในตลาดในแง่สินค้าและบริการ นั้นหมายความว่าเงินนั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรให้ค่าหรือไม่ให้ค่า เงินจึงไม่ใช่การลงทุนที่ดีแต่เป็นตัวเก็บมูลค่า การลงทุนนั้นควรจะเป็นอะไรที่ที่มีการคาดหวังผลตอบแทนที่น่าสนใจ แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกันที่จะเสียเงินต้นเช่นกัน  การลงทุนนั้นมีโอกาสได้ผลตอบแทนด้วยความเสี่ยง แต่เงินที่มั่นคงนั้นจะมีความเสี่ยงที่ต่ำแต่ก็ไม่มีผมตอบแทนเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว อุปสงค์ของเงินจะแตกต่างไปตาม Time preference  ยิ่งผู้คนมี Time preference ที่ต่ำมากเท่าไหร่ ก็จะมีผู้คนจำนวนมากขึ้นที่ถือเงิน ทำให้มูลค่าเงินในตลาดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าและบริการอื่นๆ ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ที่ถือเงิน ในทางกลับกันสังคมที่มี Time preference สูง ผู้คนจะถือเงินน้อยลงและทำให้มูลค่าของเงินในตลาดลดลง การถือเงินจะมีความเสี่ยงที่ผู้ถือจะเสียมูลค่า และนั้นเหตุผลสำคัญของอุปสงค์ในเงิน

การวิเคราะห์นี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความสามารถของทองคำที่สามารถเก็บมูลค่าได้เป็นเวลาหลายสิบปี ถ้าเราสำรวจราคาสินค้ากสิกรรมในยุคของโรมันทียบกับทองคำเราจะพบว่าราคาของสินค้าเหล่านั้นใกล้เคียงกับปัจจุบัน ในยุคของ Diocletian เมื่อ คศ. 301 ถ้าเราเทียบอัตราส่วนทองคำกับดอลลาร์ในปัจจุบัน เราจะพบว่าเนื้อวัว 1 ปอนด์นั้นจะมีราคาที่ 4.5 ดอลลาร์ ในขณะที่เบียร์ไพน์ละ 2 ดอลลาร์ ไวน์คุณภาพดีไพน์ละ 13 ดอลลาร์ ไวน์คุณภาพทั่วไปไพน์ 9 ดอลาร์ น้ำมันมะกอกไพน์ละ 20 ดอลลาร์ เมื่อเราเทียบข้อมูลรายได้ของอาชีพต่างๆนั้นก็เป็นในลักษณะเดียวกัน แต่ข้อมูลพวกนี้ก็ยังไม่เพียงพอที่ตอบคำถามทั้งหมด

Roy Jastram ได้ศึกษาเกี่ยวกับกำลังการซื้อของทองคำในระยะยาวกับข้อมูลที่มี โดยวิเคราะห์ข้อมูลในประเทศอังกฤษเมื่อปี 1560 ถึง 1976 ถึงกำลังซื้อของทองคำต่อสินค้าโภคภัณฑ์ Jastram พบว่ากำลังซื้อของทองคำ นั้นลดลงครั้งแรกในรอบ 140 ปี ซึ่งเคยคงที่มาตลอดตั้งแต่ปี 1700 ถึง 1914 หลังจากอังกฤษยกเลิกระบบมาตรฐานทองคำ เป็นเวลามากกว่าสองศตวรรตที่อังกฤษใช้ทองคำเป็นเงิน กำลังซื้อของทองคำนั้นคงที่มาตลอด รวมถึงราคาต่อสินค้าโภคภัณฑ์ หลังจากอังกฤษยกเลิกระบบมาตรฐานทองคำ กำลังการซื้อของทองคำก็เพิ่มขึ้นและส่งผลต่อราคาสินค้าทั้งหมด

กำลังซื้อของทองคำต่อสินค้าโภคภัณฑ์ในประเทศอังกฤษในช่วง 1560-1976

สิ่งสำคัญคือต้องทำความเข้าใจว่าสื่อกลางทางการเงินจะมีมูลค่าคงที่นั้นเป็นไปไม่ได้แม้จะทางทฤษฎี สินค้าและบริการที่ใช้เงินซื้อนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ๆและการที่มีสินค้าใหม่ๆแทนที่สินค้าเดิม รวมถึงการที่อุปสงค์และอุปทานของสินค้าต่างๆจะแตกต่างกกันเมื่อเวลาผ่านไป หนึ่งในหน้าที่หลักของเงินคือการเป็นหน่วยทางการเงินและทำหน้าที่เป็นหน่วยของสินค้าในเชิงเศรษฐศาสตร์ ในขณะที่สินค้านั้นมีการเปลี่ยนแปลง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้สินค้าเป็นหน่วยทางการเงิน เมื่อเวลาผ่านไป การศึกษาของ Jastram จะสามารถบ่งบอกได้ว่าสื่อกลางทางการเงินใดที่สามารถเก็บมูลค่าได้ เมื่อเทียบกับเงินในรูปแบบอื่นๆ

ข้อมูลล่าสุดจากอเมริกาเมื่อสองศตวรรตที่ผ่านมา ซึ่งเศรษฐกิจเติบโตเร็วกว่าข้อมูลของ Jastram แสดงให้เห็นถึงว่าทองคำนั้นมีมูลค่ามากขึ้นในฐานะสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งราคานั้นพุ่งอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งสัมพันกับการที่ทองคำนั้นเป็นเงินที่มีคามมั่นคงมากที่สุดเท่าที่มี มันง่ายที่จะเพิ่มอุปทานของสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อเทียบกับทองคำ ส่งผลทำให้กำลังซื้อของทองคำนั้นเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ซึ่งเราสามารถเห็นได้ในรูปที่ 9 เงินดอลลาร์นั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าโภคภัณฑ์ตราบในที่มันถูกผูกกับทองคำ แต่กลับเสียมูลค่าอย่างรวดเร็วเมื่อมันไม่ถูกผูกกับทองคำ ในช่วงสงครามกลางเมืองของอเมริกาและการพิมพ์เงินทำให้ในช่วงหลังจากปี 1934 เงินดอลลาร์นั้นมีมูลค่าลดลงและเกิดการยึดทองคำคืนจากประชาชน

รูปที่ 9 ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อเทียบกับทองคำและดอลลาร์ในช่วง 1792-2016

ในช่วงปี 1931 ถึงปี 1971 นั้นเป็นช่วงที่เงินนั้นยังถูกรองรับโดยทองคำ แต่เฉพาะการจัดการจากรัฐบาล

รูปที่ 10 สกุลเงินต่างๆเมื่อเทียบกับมูลค่ากับทองคำในปี 1971-2017

แม้แต่เงินของรัฐบาลที่มันคงที่สุดนั้นมูลค่าของมันลดลงเมื่อเทียบกับทองคำ โดยมันจะสูญเสียมูลค่าประมาณ 2-3% ต่อปีเมื่อมูลค่าของมันไม่ได้เชื่อมโยงกว่าทองคำในปี 1971 ซึ่งการที่ทองคำมีมูลค่ามากขึ้นไม่ได้แปลว่าตลาอดทองคำนั้นเติบโตขึ้น แต่มันเกิดขึ้นเพราะเงินเฟียตนนั้นเสื่อมมูลค่า เมื่อเราเทียบราคาของสินค้ากับเงินของรัฐบาลและทองคำ เราจะพบว่าราคาของสินค้าต่างนั้นเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเงินของรัฐบาลแต่มีราคาที่คงที่เมื่อเทียบกับทองคำ ตัวอย่างเช่นราคาของน้ำมันซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ใช้ในสังคมปัจจุบัน นั้นมีมูลค่าที่คงที่เมื่อเทียบกับทองคำตั้งแต่ปี 1971 แต่มูลค่าของมันกับเพิ่มขึ้นในเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างๆของรัฐบาล (ดูรูปที่ 11)

รูป 1-1 ราคาของน้ำมันเมื่อเทียบกับดอลลาร์และออนซ์ทองคำในช่วงปี 1816-2017 ในราคาต่างๆตั้งแต่ปี 1971

เงินแข็งที่อุปทานของมันนั้นไม่สามารถผลิตขึ้นโดยง่าย จึงทำให้มูลค่าของมันมีความมั่นคงกว่าเงินอ่อนที่อุปทานของมันสามารถเพิ่มขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ในขณะที่สังคมต้องการจำนวนเงินเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆจาก Time preference ที่ต่างกัน แต่ทางกลับกันเงินอ่อนนั้นเนื่องจากความสามารถของผู้ผลิตเงินนั้นสามารถผลิตมันเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และทำให้มูลค่าของมันผันผวนอย่างมากจากอุปสงค์ของผู้ถือและทำให้ความมั่นคงของการเป็นตัวเก็บมูลค่าของเงินนั้นลดลงและทำให้ราคาของสิ่งต่างๆพุ่งสูงขึ้น

ความสำคัญของการคงมูลค่าของสิ่งๆหนึ่งนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะมันมีผลต่อกำลังการซื้อของผู้ที่ถือครองเท่านั้น แต่การคงมูลค่ายังเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะทำให้สื่อกลางทางการเงินนั้นเป็นหน่วยทางบัญชี จากการที่เงินนั้นมีมูลค่าค่อนข้างที่คง เนื่องด้วยความผันผวนของอุปสงค์และอุปทานของเงินนั้นค่อนข้างน้อย  และทำให้กลายเป็นหน่วยถึงราคาของสิ่งของและบริการ ซึ่งทองคำเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด 

ในกรณีของเงินรัฐบาลนั้น มันกลายเป็นเรื่องที่กลับกัน อุปทานของเงินนั้นจะเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของธนาคารกลางและธนาคารพานิชย์ รวมไปถึงภาวะเงินฝืดและการล้มละลาย ในขณะที่อุปสงค์ของเงินนั้นจะมีความแตกต่างกันไปและมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้เพราะมันขึ้นอยู่กับความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อมูลค่าของเงินและนโยบายของธนาคารกลาง  ด้วยความผันผวนที่สูงส่งผลให้เงินของรัฐบาลนั้นกลายเป็นเงินที่ไม่สามารถคาดเดามูลค่าได้เลยในระยะยาว ภารกิจของธนาคารกลางคือการทำให้มูลค่าของเงินมั่นคงด้วยการจัดการอุปทานของเงินผ่านวิธีต่างๆที่ธนาคาร ซึ่งทำให้ในระยะสั้นสกุลเงินเหล่านี้อาจจะมีความผันผวนที่น้อยกว่าทองคำ แต่ในระยะยาว การที่เงินของรัฐบาลมีอุปทานที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับทองคำก็ทำให้มูลค่าของทอคำนั้นเป็นอะไรที่คาดเดาได้มากกว่า

 เงินที่มั่นคงนั้นจะถูกเลือกในตลาดเสรีจากการที่มั่นสามารถเก็บมูลค่าได้เมื่อเวลาผ่านไป มันจะมีความมั่นคงที่มากกว่าโดยธรรมชาติเมื่อเทียบกับเงินที่ไม่มั่นคงที่ถูกบังคับใช้จากรัฐบาล ถ้าเงินของรัฐบาลนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณสบบัติในการเป็นหน่วยทางบัญชีและตัวเก็บมูลค่าที่ดีแล้ว มันไม่จำเป็นที่จะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่บอกให้มันเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ และรัฐบาลทั่วโลกก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเก็บสะสมทองคำจำนวนมหาศาลไว้เป็นทุนสำรองของธนาคาร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วธนาคารนั้นเก็บสะสบทองคำไว้มากขึ้นเรื่อยๆ ไว้เป็นทุนสำรอง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือแก่สกุลเงินของเขาในระยะยาว และทำให้มูลค่าของทองคำนั้นเมื่อเทียบกับเงินกระดาษแล้วมันมีค่ามหาศาล

0 0 vote
Article Rating
Article bitcoin-standard แปล
Writer
การสมัครรับข้อมูล
แจ้งเตือนสำหรับ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Maybe You Like

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x