fbpx

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 5 เงินและ Time Preference part 1

ยาวไปอยากเลือกอ่าน แสดง บทที่ 5 เงินและ Time Preference เงินเฟ้อ บทที่ 5 เงินและ Time Preference   เงินมั่นคงนั้น เป็นสิ่งที่ถูกคัดเลือกโดยตลาดอย่างเสรีตามความสามารถในการขายของมัน เพราะมันสามารถคงมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไปได้ เพราะมันสามารถส่งมูลค่าข้ามผ่านระยะทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ เพราะมันสามารถแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยหรือรวมเป็นหน่วยใหญ่ได้ มันเป็น

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 5 เงินและ Time Preference part 1

19 May 2020

บทที่ 5

เงินและ Time Preference

 

เงินมั่นคงนั้น เป็นสิ่งที่ถูกคัดเลือกโดยตลาดอย่างเสรีตามความสามารถในการขายของมัน เพราะมันสามารถคงมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไปได้ เพราะมันสามารถส่งมูลค่าข้ามผ่านระยะทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ เพราะมันสามารถแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยหรือรวมเป็นหน่วยใหญ่ได้ มันเป็นเงินที่ปริมาณอุปทานของมันไม่สามารถถูกควบคุมเปลี่ยนแปลงได้โดยผู้มีอำนาจโน้มน้าวที่บังคับให้ผู้คนใช้มัน ซึ่งจากที่เราได้พูดอภิปรายกันไปก่อนหน้านี้ และ จากความเข้าใจในเรื่องเศรษฐศาสตร์การเงินในแนวคิดของเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนทำให้เราจึงสามารถอธิบายถึงเหตุผล และ ความสำคัญของเงินที่มั่นคงได้ในสามประเด็นกว้างๆ ด้วยกัน ได้แก่ ประเด็นแรกคือมันสามารถรักษามูลค่าเอาไว้เมื่อเวลาผ่านไปได้ ซึ่งส่งผลให้ผู้คนมีแรงจูงใจในการคิดถึงอนาคตมากขึ้น และลด Time preference ของพวกเขาลง การลดลงของ time preference นี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการพัฒนาทางอารยธรรม และ ทำให้ผู้คนสามารถร่วมมือกัน, ประสบความเจริญรุ่งเรื่อง และ อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

ประเด็นที่สองคือเงินที่มั่นคงนั้นทำให้การค้าขายสามารถที่จะกระทำได้บนหน่วยวัดมูลค่าที่มีเสถียรภาพซึ่งส่งผลให้เกิดตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้เรื่อยๆ โดยปราศจากการควบคุม และ โน้มน้าวโดยรัฐบาล นอกจากนี้หน่วยวัดมูลค่ายังเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนและการคำนวนทางเศรษฐกิจในทุกรูปแบบ ในขณะที่เงินที่ไม่มั่นคงจะทำให้การคำนวนทางเศรษฐกิจนั้นมีความไม่แน่นอน และยังเป็นต้นเหตุของวิกฤติและความถดถอยทางเศรษฐกิจอีกด้วย ในส่วนของประเด็นสุดท้ายคือการที่เงินที่มั่นคงนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต่อรักษาเสรีภาพส่วนบุคคลจากระบอบเผด็จการ และ การกดขี่ เนื่องจากการที่รัฐมีอำนาจในการผลิตเงินนั้นส่งผลให้รัฐมีอำนาจเหนือประชาชนโดยมิชอบ อำนาจที่โดยธรรมชาติแล้ว จะดึงดูดผู้คนที่ไม่คู่ควรที่สุด ผู้คนที่ไร้ศีลธรรมที่สุด ขึ้นมาเป็นผู้ควบคุมอำนาจนั้นเองเสมอ

เงินที่มั่นคงนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดค่า time preference ของแต่ละคน ค่า time preference นั้นเป็นอวค์ประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการการตัดสินใจของปัจเจกบุคคล แต่ก็เป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป time preference นั้นหมายถึงอัตราส่วนการให้ค่าความสำคัญ ระหว่างปัจจุบัน และ อนาคต เนื่องจากมนุษย์นั้นไม่ได้มีชีวิตเป็นอมตะ ความตายอาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ ส่งผลให้อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน และเนื่องจากการบริโภคนั้น เป็นสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิตรอด ผู้คนจึงให้ความสำคัญกับการบริโภคในปัจจุบัน มากกว่าการบริโภคในอนาคต เพราะหากขาดการบริโภคในวันนี้ อาจทำให้วันหน้านั้นไม่มีวันมาถึงก็เป็นได้ หรือพูดในอีกนัยหนึ่งก็คืออัตราส่วนของ time preference นั้นจะมีค่าเป็นบวกเสมอสำหรับมนุษย์ทุกคน เพราะอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่มีค่าน้อยกว่าปัจจุบันเสมอนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากการที่เราสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้นหากเรามีทรัพยากร และเวลาที่เพียงพอ จึงทำให้ใครก็ตามที่เป็นคนมีเหตุผล ย่อมเลือกที่จะมีทรัพยากรจำนวนหนึ่งในวันนี้ มากกว่าการรอวันข้างหน้าเสมอ เนื่องจากเขาสามารถเริ่มใช้ทรัพยากรนั้นมาผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้นในวันนี้ การที่ใครสักคนจะยอมเลื่อนเวลารับสินค้าออกไปสักปีหนึ่ง ย่อมหมายความว่าเขาจะต้องได้รับสินค้าในจำนวนมากขึ้นเป็นการตอบแทน ความต่างระหว่างจำนวนสินค้าที่จะได้รับในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เทียบกับจำนวนที่จะได้รับในวันนี้ที่มากพอที่จะทำให้คนตัดสินใจรอได้นั้น คือสิ่งที่กำหนดค่า time preference ของคนคนนั้น ปัจเจกบุคคลที่มีเหตุมีผลทุกคนย่อมมีค่า time preference ที่มากกว่าศูนย์ทั้งสิ้น แต่ค่า time preference ของแต่ละคนนั้น ย่อมมีความแตกต่างกัน

time preference ของสัตว์นั้นสูงกว่ามนุษย์มาก เนื่องจากพวกมันจะกระทำสิ่งที่ตอบสนองความต้องการชั่วขณะตามสัญชาตญาณที่เกิดขึ้นในขณะนั้น และแทบไม่มีการคำนึงถึงอนาคตเลย สัตว์บางชนิดสามารถที่จะสร้างบ้าน หรือรังที่สามารถคงอยู่ได้ในอนาคต สัตว์เหล่านี้มี time preference ที่ต่ำกว่าสัตว์ที่ตอบสนองต่อความต้องการตรงหน้าเช่นความหิว หรือความก้าวร้าว เท่านั้น ในทางกลับกัน time preference ที่ต่ำของมนุษย์นั้น ทำให้เราสามารถควบคุมสัญชาตญาณ และ และความต้องการชั่ววูบเยี่ยงสัตว์ป่าได้ สามารถคิดได้ ว่าอะไรดีกว่าสำหรับอนาคตของเรา และ สามารถกระทำตามหลักของเหตุ และ ผล มากกว่าตามสัญชาตญาณ 

แทนที่เราจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคในวันนี้ เราสามารถเลือกที่จะใช้เวลาไปกับการผลิตสินค้า ที่ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าในการผลิต แลกกับคุณภาพที่เหนือกว่า เมื่อมนุษย์เริ่มมี time preference ที่ลดต่ำลง พวกเขาก็จะสามารถกระทำภารกิจที่ต้องใช้เวลานานได้มากขึ้น, เพื่อตอบสนองความต้องการที่อยู่ไกลออกไปเรื่อยๆ ในอนาคต และพวกเขาจะสามารถพัฒนาระดับปัญญาเพื่อสร้างสินค้าเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าอื่นๆ ในอนาคต หรือที่เรียกว่า สินค้าประเภททุน (capital goods) แทนที่จะผลิตสินค้าเพื่อบริโภคในวันนี้เท่านั้น 

ในขณะที่ทั้งมนุษย์และสัตว์ต่างมีความสามารถในการล่า แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างออกไปคือการที่พวกเขาใช้เวลาไปกับการสร้างเครื่องมือสำหรับล่า สัตว์บางชนิดอาจจะใช้เครื่องมือบางอย่างในการล่าสัตว์อื่นๆ เป็นบางครั้งบางคราว แต่พวกมันไม่มีปัญญาเพียงพอที่จะเป็นเจ้าของ หรือ ดูแลรักษาเครื่องมือเพื่อการเก็บรักษา และ ใช้งานในระยะยาวได้ มีเพียงการมี time preference ที่ต่ำเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์ สามารถตัดสินใจที่จะเจียดเวลาจากการล่าสัตว์ เพื่อนำมาสร้างสิ่งที่กินไม่ได้ แต่สามารถใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการล่าได้ เช่น หอก หรือ เบ็ดตกปลา เป็นต้น ซึ่งนี่คือแก่นหลักของการลงทุน: กล่าวคือ เมื่อมนุษย์เลือกที่จะชะลอการสนองความต้องการเฉพาะหน้า พวกเขากำลังลงทุนเวลา และ ทรัพยากรของพวกเขาไปกับการสร้างสินค้าประเภททุนที่จะทำให้พวกเขาสามารถสร้างกระบวนการการผลิตที่มีความซับซ้อน หรือ มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น และ ยังทำให้พวกเขาสามารถยืดระยะเวลาในการผลิตเหล่านั้นให้ยาวนานและไกลออกไปยิ่งขึ้น เหตุผลเดียวที่ใครก็ตามจะเลือกที่จะชะลอการสนองความต้องการของตนออกไป และ เลือกที่จะเสี่ยงลงทุนกับกระบวนการการผลิตที่ใช้เวลานาน ก็คือการที่กระบวนการที่ใช้เวลานานขึ้นเหล่านี้จะสามารถสร้างผลผลิตที่มากขึ้น และ มีคุณภาพสูงขึ้นได้นั่นเอง หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่งก็คือ การลงทุนคือการเพิ่มผลผลิตของผู้ผลิต

นักเศรษฐศาสตร์ Hans-Hermann Hoppe ได้อธิบายไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ time preference ลดค่าลงต่ำพอที่จะทำให้ผู้คนเริ่มเก็บออม และ ทำให้เกิดการสร้างสินค้าทุน และ สินค้าที่มีความคงทน เมื่อนั้นก็จะส่งผลให้เกิดแนวโน้มที่ time preference จะลดต่ำลงไปอีกเมื่อ “กระบวนการของอารยธรรม” ได้เริ่มต้นขึ้น

คนจับปลาที่สร้างเบ็ดตกปลานั้นสามารถจับปลาได้มากกว่าคนจับปลาที่ใช้มือเปล่าในเวลาเท่ากัน แต่หนทางเดียวที่จะสร้างเบ็ดตกปลาขึ้นมาได้นั้น เขาจำเป็นต้องอุทิศเวลาในช่วงแรกส่วนหนึ่งไปกับการทำงานที่ไม่ได้สร้างผลตอบแทนเป็นปลาที่กินได้ แต่กลับต้องนำเอาเวลานั้นมาสร้างเบ็ดตกปลาแทน กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ไม่แน่นอน เบ็ดตกปลาอาจใช้งานไม่ได้ และ คนจับปลาก็จะเสียเวลาของเขาไปโดยเปล่าประโยชน์ การลงทุนนั้นหาใช่เพียงการชะลอการสนองความต้องการออกไป มันยังมาพร้อมกับความเสี่ยงต่อการล้มเหลวเสมอ จึงทำให้คนจะตัดสินใจลงทุนก็ต่อเมื่อสามารถคาดหวังผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้นั่นเอง ยิ่งผู้ใดมี time preference ที่ต่ำ ผู้นั้นก็จะมีแนวโน้มที่จะกระทำการลงทุนสูงขึ้น, ชะลอการสนองความต้องการ, และ สั่งสมทุนทรัพย์ที่มากขึ้น ยิ่งมีการสั่งสมทุนทรัพย์มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้มีการสร้างผลิตผลต่อแรงงานที่สูงขึ้น และ ขอบเขตระยะเวลาของการผลิตที่นานขึ้นเท่านั้น

เพื่อให้เข้าใจถึงความแตกต่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองเปรียบเทียบบุคคลสมมุติสองคน ที่เริ่มต้นด้วยมือเปล่า แต่มีพวกเขา time preference ที่ต่างกัน: แฮรี่มี time preference ที่สูงกว่าลินดา แฮรี่จึงเลือกที่จะใช้เวลาทั้งหมดของเขาไปกับการจับปลา โดยเขาต้องใช้เวลาประมาณแปดชั่วโมง เพื่อที่จะจับปลาได้มากพอกินในหนึ่งวัน ในทางตรงกันข้าม เนื่องจากลินดามี time preference ที่ต่ำกว่า เธอจึงใช้เวลาเพียงหกชั่วโมงในการจับปลาโดยยอมทนหิวเนื่องจากจับปลาได้น้อย และ แบ่งเวลาอีกสองชั่วโมงต่อวันเพื่อสร้างเบ็ดตกปลา หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ลินดาก็สามารถสร้างเบ็ดตกปลาที่ใช้งานได้สำเร็จ จึงทำให้ในสัปดาห์ที่สอง ลินดาสามารถจับปลาได้มากกว่าแฮรี่ถึงสองเท่าในเวลาแปดชั่วโมงเท่ากัน

การลงทุนในการสร้างเบ็ดตกปลาของลินดานั้น ทำให้เธอสามารถใช้เวลาเพียงแค่สี่ชั่วโมงต่อวันในการจับปลา และยังได้กินปลามากเท่ากับที่แฮรี่ได้กิน แต่เนื่องจากเธอมี time preference ที่ต่ำกว่า เธอจึงไม่นิ่งนอนใจ ในทางตรงกันข้าม เธอจะใช้เวลาสี่ชั่วโมงในการจับปลาให้ได้มากเท่าที่แฮรี่สามารถจับได้ไนแปดชั่วโมง จากนั้นเธอจะใช้เวลาที่เหลืออีกสี่ชั่วโมงไปกับการสั่งสมทุนทรัพย์เพิ่มขึ้น เช่น การสร้างเรือจับปลาเป็นต้น เมื่อเวลาผ่านไปอีกเดือนหนึ่ง ลินดาก็จะมีทั้งเบ็ดตกปลา และเรือที่ทำให้เธอสามารถออกไปจับปลาได้ไกลจากฝั่งมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะจับปลาที่แฮรี่เองไม่เคยแม้แต่จะได้เห็นมาก่อน ถึงจุดนี้ ลินดาไม่ได้มีเพียงความสามารถในการผลิตปลาต่อชั่วโมงที่สูงกว่า แต่ปลาของเธอนั้นยังแตกต่าง และมีคุณภาพเหนือกว่าปลาที่แฮรี่สามารถจับได้อีกด้วย ในตอนนี้เธอต้องการเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นในการจับปลาให้ได้เพียงพอต่อการบริโภคสำหรับหนึ่งวัน เธอจึงใช้เวลาที่เหลือไปกับการสั่งสมทุนทรัพย์มากขึ้นไปอีกด้วยการสร้างเบ็ดคกปลาที่ใหญ่ และมีคุณภาพสูงขึ้น สร้างแห และสร้างเรือ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเพิ่มกำลังการผลิต และยกระดับคุณภาพชีวิตของเธอให้ดีขึ้น

หากแฮรี่ และลูกหลานของเขายังคงทำงาน และบริโภคต่อไปด้วยระดับ time preference เท่าเดิม พวกเขาก็จะมีวิถีชิวิตที่ไม่ต่างจากเดิม โดยมีอัตราการบริโภคและกำลังการผลิตที่คงที่เท่าเดิม และหากลินดา และลูกหลานของเธอดำเนินกิจการต่อไปด้วยระดับ time preference ที่ต่ำกว่าเช่นเดิม พวกเขาก็จะพัฒนาคุณภาพชิวิตของพวกเขาขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยการสั่งสมทุนทรัพย์เพิ่มขึ้น และทำงานที่มีอัตราการผลิตที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ผ่านกระบวนการที่ต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะสำเร็จ หากเปรียบกับชีวิตจริง ลูกหลานของลินดาในวันนี้ก็อาจเปรียบได้กับเจ้าของบริษัท Annelies llena ซึ่งเป็นบริษัทเรือประมงลากอวนที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

เรือลากอวนขนาดยักษ์นี้ ใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีในการคิดค้น ออกแบบ และก่อสร้าง ก่อนที่มันจะเสร็จสิ้นในปีค.ศ.2000 และมันจะทำงานต่อไปอีกหลายสิบปีเพื่อตอบแทนเงินทุนจากเหล่านักลงทุนที่มี time preference ต่ำที่ได้สนับสนุนการสร้างมันขึ้นมาตลอดหลายทศวรรษก่อนหน้านั้น กระบวนการในการจับปลาของลูกหลานของลินดานั้น กลายเป็นกระบวนการที่ยาวนาน และซับซ้อนจนต้องใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างมันขึ้นมา ในขณะที่ลูกหลานของแฮรี่ยังคงใช้กระบวนการที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน แน่นอนว่าความแตกต่างอยู่ที่อัตราการผลิตของลูกหลานของลินดานั้นสูงกว่าลูกหลานของแฮรี่หลายต่อหลายเท่า และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้การทำงานที่ต้องใช้กระบวนการที่ยาวนานกว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าต่อเวลาที่เสียไป

กรณีที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ time preference ได้ชัดเจนเป็นอย่างมาก มาจากงานทดลองมาร์ชเมลโล่วที่โด่งดังของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด2 ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายของทศวรรษ 1960 โดยในการทดลองนี้ นักจิตวิทยา นาย Walter Mischel ได้ปล่อยให้เด็กอยู่ในห้องเพียงลำพังกับมาร์ชเมลโล่ว หรือคุกกี้ โดยเขาได้บอกกับเด็กๆ ไว้ก่อนด้วยว่า พวกเขาสามารถหยิบขนมตรงหน้าขึ้นมากินได้เลยถ้าต้องการ แต่เขาจะกลับมาใหม่ใน 15 นาที และถ้าถึงตอนนั้นเด็กๆ ยังไม่รับประทานขนมที่วางเอาไว้ เขาจะแถมขนมให้อีกชิ้นหนึ่ง หรือกล่าวได้ว่า เด็กๆ มีทางเลือกระหว่างการกินขนมเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะหน้า หรือการชะลอการสนองความต้องการเพื่อแลกกับขนมสองชิ้นนั่นเอง

นี่เป็นวิธีง่ายๆ ในการทดสอบระดับ time preference ของเด็กๆ: เด็กนักเรียนที่มี time preference ที่ต่ำกว่าคือเด็กๆ ที่สามารถรอเพื่อให้ได้ขนมชิ้นที่สองได้ ส่วนเด็กนักเรียนที่มี time preference ที่สูงกว่านั้นจะไม่สามารถอดทนรอได้ จากนั้น Mischel ก็ได้ติดตามชีวิตของเด็กๆ เหล่านั้นไปอีกหลายสิบปี เขาได้พบความสัมพันธ์ทางสถิติระหว่างการมี time preference ที่ต่ำจากผลการทดสอบในบททดสอบมาร์ชเมลโล่ว กับการประสบความสำเร็จทางการศึกษา การได้คะแนน SAT ที่สูง การมี Body Mass Index ที่ต่ำ และการไม่มีปัญหาเกียวกับการติดยาเสพย์ติด

ในฐานะศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ผมไม่เคยลืมที่จะพูดถึงเรื่องของการทดลองมาร์ชเมลโล่วนี้ในทุกชั้นเรียนที่ผมสอน เนื่องจากผมเชื่อว่ามันเป็นบทเรียนทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในระดับบุคคล และผมประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งที่หลักสูตรเศรษฐศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัยนั้น แทบไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย ถึงขนาดที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก ไม่คุ้นเคยกับคำว่า time preference หรือเห็นถึงความสำคัญของมันเลยด้วยซ้ำ

ขณะที่เศรษฐศาสตร์จุลภาคนั้นมุ่งเน้นการศึกษาธุรกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคล และเศรษฐศาสตร์มหภาคก็มุ่งเน้นไปที่บทบาทของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงแล้วการตัดสินใจทางเศรษฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนมากที่สุดกลับเป็นการที่คนเราตัดสินใจแลกเปลี่ยนกับตัวของเขาเองในอนาคต ในทุก ๆ วันคน ๆ หนึ่งจะทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนกับคนจำนวนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็จะทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนจำนวนมหาศาลกับตัวของเขาเองในอนาคต

ตัวอย่างของการแลกเปลี่ยนเหล่านี้มีนับไม่ถ้วน เช่นการตัดสินใจที่จะเก็บเงินเอาไว้แทนที่จะใช้มัน การตัดสินใจที่จะลงทุนลงแรงฝึกฝนความสามารถเพื่องานที่ดีกว่าในอนาคตแทนที่จะตัดสินใจทำงานรายได้ต่ำที่อยู่ตรงหน้า การตัดสินใจซื่อรถที่ประหยัด และตอบสนองการใช้งานแทนที่จะยอมเป็นหนี้เพื่อซื้อรถหรูราคาแพง การตัดสินใจทำงานล่วงเวลาแทนที่จะออกไปสังสรรค์กับผองเพื่อน หรือตัวอย่างที่ผมชอบใช้ในชั้นเรียนมากที่สุดคือ การตัดสินใจศึกษาทบทวนบทเรียนในวิชาทุกๆสัปดาห์ตลอดเทอมแทนที่จะเก็บเอาไว้อ่านทีเดียวในคืนก่อนสอบ

ในแต่ละตัวอย่างที่กล่าวมานั้น เห็นได้ว่าไม่มีใครคอยบังคับควบคุมการตัดสินใจของแต่ละคน และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์หรือผลเสียจากการตัดสินใจเหล่านี้ก็มีเพียงตัวของผู้ตัดสินใจเองเท่านั้น ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตของคน ๆ หนึ่งนั้นคือระดับ time preference ของเขานั่นเอง ในขณะที่ time preference และความสามารถในการยับยั้งชั่งใจของแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไปในสถานการณ์ที่ต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วเราสามารถพบความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องของปัจจัยทั้งสองนี้อย่างชัดเจนได้ในทุกๆ ด้านของกระบวนการการตัดสินใจ ความจริงอันโหดร้ายที่ควรตระหนักไว้เสมอคือ ชีวิตของคนๆ หนึ่ง เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดโดยการตัดสินใจแลกเปลี่ยนระหว่างคนๆ นั้น กับตัวของเขาเองในอนาคต แม้ว่าเขาปราถนาจะโยนความผิดของความล้มเหลวของเขาให้กับคนอื่น หรือยกความดีของความสำเร็จของเขาให้กับใครก็ตาม แต่แท้จริงแล้ว การตัดสินใจแลกเปลี่ยนจำนวนนับครั้งไม่ถ้วนที่เขาทำกับตัวเองต่างหากที่มีผลต่อชีวิตของเขามากกว่าปัจจัยภายนอกอื่นๆ ทั้งปวง

สำหรับคนที่มี time preference ต่ำแล้ว แม้สถานการณ์จะรุมเร้าให้โทษเขาเพียงใด เขาก็จะพยายามหาวิธีที่จะให้ความสำคัญกับตัวของเขาในอนาคตจนความเขาจะบรรลุเป้าหมายได้ และในทางกลับกัน สำหรับคนที่มี time preference ที่สูงแล้ว ไม่ว่าโชคชะตาจะเข้าข้างเขาเพียงใด เขาก็จะหาทางบ่อนทำลาย และฉ้อโกงตัวเขาเองในอนาคตอยู่วันยังค่ำ เรื่องราวของเหล่าผู้คนที่ฝ่าฟันอุปสรรค และสถานการณ์อันเร็วร้ายจนได้รับชัยชนะหลายต่อหลายเรื่องนั้น แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับเรื่องราวของผู้คนที่มีพร้อมทั้งความสามารถ และพรสวรรค์ที่เอื้ออำนวยความสำเร็จมากมาย แต่ท้ายที่สุดกลับทิ้งขว้างพรสวรรค์เหล่านั้น และไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้กับตนเองได้เลย นักกีฬา และนักแสดงมากมาย ที่เพียบพร้อมไปด้วยพรสวรรค์ที่สามารถทำเงินให้พวกเขาได้มหาศาล กลับต้องนอนตายเยี่ยงยาจก เนื่องจาก time preference ที่สูงของพวกเขาหันกลับมาเล่นงานชีวิตของพวกเขาเองในที่สุด ในทางกลับกัน คนธรรมดามากมายที่ไม่มีความสามารถพิเศษอะไร แต่ทำงานอย่างขยันขันแข็ง เก็บออม และลงทุนมาตลอดชั่วชีวิตกลับสามารถสร้างความมั่นคงทางการเงิน และมอบชีวิตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของพวกเขาได้สืบไป

มีเพียงการลดระดับของ time preference ลงเท่านั้นที่จะทำให้คนเราสามารถเห็นถึงประโยชน์ของการลงทุนระยะยาว และเริ่มที่จะให้ความสำคัญกับผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สังคมที่ผู้คนส่งมอบอนาคตที่ดีกว่าของตนให้แก่ลูกหลานนั้นคือสังคมอารยะ กล่าวคือ มันเป็นสังคมที่คุณภาพชีวิตกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และผู้คนต่างใช้ชีวิตโดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ชีวิตของคนรุ่นหลังดีขึ้นไปอีก เมื่อปริมาณทุนของสังคมสูงขึ้น ผลิตผลก็จะสูงขึ้นไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมนั้นๆ

เมื่อความมั่นคงของชีวิตเป็นสิ่งแน่นอน และอันตรายจากสภาวะแวดล้อมถูกเบี่ยงบ่ายออกไป ผู้คนก็จะหันเข้าสู่แง่มุมของชีวิตที่ลึกซึ้งกว่าความเจริญทางวัตถุ และงานที่ซ้ำซากจำเจ พวกเขาเริ่มก่อร่างความสัมพันธ์ของครอบครัว และสังคม พวกเขาริเริ่มโครงการทางวรรณกรรม ศิลปะ และวัฒนธรรม และพวกเขาก็จะพยายามหาหนทางที่จะสร้างคุณค่าที่มีคุณประโยชน์ยั่งยื่นแก่สังคมและโลกของพวกเขา อารยธรรมนั้นไม่ได้หมายถึงการสั่งสมทุนทรัพย์ให้มากขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น แต่มันหมายถึงสิ่งที่มนุษย์สามารถกระทำได้เนื่องมาจากการสั่งสมทุนทรัพย์ นั่นคือความเจริญ และอิสรภาพในการค้นหาความหมายที่สูงส่งกว่าตนเองเมื่อความต้องการขึ้นพื้นฐานของพวกเขาได้รับการตอบสนอง และภยันตรายทั้งหลายถูกปัดเป่าไปเป็นส่วนมากแล้วนั่นเอง

มีปัจจัยมากมายที่ส่งผลต่อระดับ time preference ของแต่ละบุคคล3 ความมั่นคงปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินนั้นเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการสู้รบ หรืออาชญากรรมย่อมมีโอกาสเสียชีวิตที่สูงกว่า และเป็นเหตุให้เขาเหล่านั้นมักไม่ให้คุณค่ากับอนาคตมากนัก ส่งผลให้พวกเขามี time preference ที่สูงกว่าคนที่อาศัยอยู่ในสังคมที่สงบสุข

สำหรับคนที่มี time preference ต่ำแล้ว แม้สถานการณ์จะรุมเร้าให้โทษเขาเพียงใด เขาก็จะพยายามหาวิธีที่จะให้ความสำคัญกับตัวของเขาในอนาคตจนความเขาจะบรรลุเป้าหมายได้ และในทางกลับกัน สำหรับคนที่มี time preference ที่สูงแล้ว ไม่ว่าโชคชะตาจะเข้าข้างเขาเพียงใด เขาก็จะหาทางบ่อนทำลาย และฉ้อโกงตัวเขาเองในอนาคตอยู่วันยังค่ำ เรื่องราวของเหล่าผู้คนที่ฝ่าฟันอุปสรรค และสถานการณ์อันเร็วร้ายจนได้รับชัยชนะหลายต่อหลายเรื่องนั้น แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับเรื่องราวของผู้คนที่มีพร้อมทั้งความสามารถ และพรสวรรค์ที่เอื้ออำนวยความสำเร็จมากมาย แต่ท้ายที่สุดกลับทิ้งขว้างพรสวรรค์เหล่านั้น และไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้กับตนเองได้เลย นักกีฬา และนักแสดงมากมาย ที่เพียบพร้อมไปด้วยพรสวรรค์ที่สามารถทำเงินให้พวกเขาได้มหาศาล กลับต้องนอนตายเยี่ยงยาจก เนื่องจาก time preference ที่สูงของพวกเขาหันกลับมาเล่นงานชีวิตของพวกเขาเองในที่สุด ในทางกลับกัน คนธรรมดามากมายที่ไม่มีความสามารถพิเศษอะไร แต่ทำงานอย่างขยันขันแข็ง เก็บออม และลงทุนมาตลอดชั่วชีวิตกลับสามารถสร้างความมั่นคงทางการเงิน และมอบชีวิตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของพวกเขาได้สืบไป

มีแต่คนที่มี Time preference ที่ต่ำเท่านั้นที่จะสามารถลงทุนระยะยาวและตั้งเป้าหมายในอนาคต สังคมที่ผู้คนต่างยกมรดกให้แก่เด็กมากกว่าที่เขาได้รับจากผู้ปกครองของเขานั้นเป็นสังคมอารยะ มันเป็นสังคมที่ชีวิตนั้นมีการพัฒนา และผู้คนอยู่ด้วยความต้องการที่ทำให้คนยุคถัดไปมีชีวิตที่ดีขึ้น  สังคมที่ทุนสะสมมีแต่จะเพิ่มขึ่นรวมถึงการผลิตเพิ่มขึ้นและคุณภาพชีวิตก็เช่นกัน

เมื่อความมั่นคงของชีวิตเป็นสิ่งแน่นอน และอันตรายจากสภาวะแวดล้อมถูกเบี่ยงบ่ายออกไป ผู้คนก็จะหันเข้าสู่แง่มุมของชีวิตที่ลึกซึ้งกว่าความเจริญทางวัตถุ และงานที่ซ้ำซากจำเจ พวกเขาเริ่มก่อร่างความสัมพันธ์ของครอบครัว และสังคม พวกเขาริเริ่มโครงการทางวรรณกรรม ศิลปะ และวัฒนธรรม และพวกเขาก็จะพยายามหาหนทางที่จะสร้างคุณค่าที่มีคุณประโยชน์ยั่งยื่นแก่สังคมและโลกของพวกเขา อารยธรรมนั้นไม่ได้หมายถึงการสั่งสมทุนทรัพย์ให้มากขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น แต่มันหมายถึงสิ่งที่มนุษย์สามารถกระทำได้เนื่องมาจากการสั่งสมทุนทรัพย์ นั่นคือความเจริญ และอิสรภาพในการค้นหาความหมายที่สูงส่งกว่าตนเองเมื่อความต้องการขึ้นพื้นฐานของพวกเขาได้รับการตอบสนอง และภยันตรายทั้งหลายถูกปัดเป่าไปเป็นส่วนมากแล้วนั่นเอง

มีเพียงการลดระดับของ time preference ลงเท่านั้นที่จะทำให้คนเราสามารถเห็นถึงประโยชน์ของการลงทุนระยะยาว และเริ่มที่จะให้ความสำคัญกับผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สังคมที่ผู้คนส่งมอบอนาคตที่ดีกว่าของตนให้แก่ลูกหลานนั้นคือสังคมอารยะ กล่าวคือ มันเป็นสังคมที่คุณภาพชีวิตกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และผู้คนต่างใช้ชีวิตโดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ชีวิตของคนรุ่นหลังดีขึ้นไปอีก เมื่อปริมาณทุนของสังคมสูงขึ้น ผลิตผลก็จะสูงขึ้นไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมนั้นๆ

ความปลอดภัยมั่นคงในทรัพย์สิน เป็นอีกปัจจัยที่ทีผลอย่างมากต่อระดับ time preference ของคน ๆ หนึ่ง สังคมที่รัฐบาลหรือเหล่าโจรคอยรีดไถลักโขมยทรัพย์สินของประชาชนอย่างอุกอาจอยู่ตลอดก็จะมี time preference ที่สูงกว่า เนื่องจากเหตุที่กล่าวข้างต้นจะผลักดันให้ผู้คนเลือกที่จะใช้ทรัพยากรที่มีเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะหน้า มากกว่าที่จะนำไปลงทุนในทรัพย์สินที่อาจถูกยึดหรือขโมยไปเมื่อใดก็ได้ อัตราภาษีก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลเสียต่อ time preference ยิ่งอัตราภาษีสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้รายได้ของผู้คนถูกหักออกไปมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้ผู้คนทำงานน้อยลงเมื่อมีผลกำไร และ เก็บออมสำหรับอนาคตน้อยลงด้วยเช่นกัน เนื่องจากภาระภาษีนั้นมักจะทำให้เกิดการลดอัตราการออมมากกว่าการลดอัตราการใช้จ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่รายได้เกือบทั้งหมดของเขาเป็นสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิตรอด

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่มีผลต่อ time preference มากที่สุด และเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเราที่สุดนั้นคือมูลค่าของเงินในอนาคต ในตลาดเสรีที่ผู้คนสามารถเลือกเงินของพวกเขาได้เอง พวกเขาจะเลือกรูปแบบของเงินที่น่าจะสามารถคงมูลค่าของมันเอาไว้ได้เมื่อเวลาผ่านไปมากที่สุด ยิ่งเงินสามารถรักษามูลค่าของตัวมันเองได้ดีเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเป็นการจูงใจให้ผู้คนชะลอการบริโภค และหันมาใช้ทรัพยากรที่การสร้างผลผลิตในอนาคตมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสั่งสัมทุน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต และยิ่งไปกว่านั้น มันจะยังสามารถลดระดับ time preference ของผู้คนในทุกๆ ด้านของชีวิต รวมไปถึงด้านที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอีกด้วย

เมื่อการตัดสินใจทางเศรษฐศาสตร์เบนเข็มไปสู่อนาคตแล้ว ก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่การตัดสินใจอื่นๆ จะหันไปให้ความสำคัญกับอนาคตเช่นกัน เมื่อผู้คนเข้าใจว่าการร่วมมือกันนั้นเป็นกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาวแล้ว ผู้คนก็ย่อมให้ความร่วมมือ และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมากขึ้น ยิ่งกว่านั้นผู้คนจะเกิดสำนึกทางศีลธรรมอันแรงกล้าขึ้นอีกด้วย เนื่องจากการให้ความสำคัญกับศีลธรรมในการตัดสินใจเป็นสิ่งที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระยะยาวแก่ลูกหลานของพวกเขา คนที่คิดถึงผลกระทบในอนาคตนั้น มักจะไม่โขมย โกหก หรือหลอกลวงผู้อื่น เนื่องจากแม้ว่าผลตอบแทนจากการกระทำดังกล่าวอาจเป็นผลดีในระยะสั้น แต่มันกลับเป็นผลเสียอย่างใหญ่หลวงในระยะยาว

การลดลงของอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของเงินนั้น คล้ายคลึงกับการเก็บภาษี หรือการรีดไถเงิน ผ่านการลดมูลค่าที่แท้จริงของเงินแม่มูลค่าเชิงปริมาณของมันจะยังคงเท่าเดิม ในเศรษฐกิจสมัยใหม่ เงินที่ออกโดยรัฐบาลนั้นมีความเกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ได้กับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเกินความเป็นจริงซึ่งเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่โปรดปรานเนื่องจากมันกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมและลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลของการแทรกแซงราคาของต้นทุนนั้น คือการลดอัตราดอกเบี้ยของผู้เก็บออม และนักลงทุน รวมไปถึงหนี้ที่ต้องชำระโดยผู้กู้ยืม ผลพลอยได้ของกระบวนการนี้คือการลดอัตราการเก็บออม และเพิ่มอัตราการกู้ยืมจากอนาคตเพิ่มเติม สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อระดับ time preference ในการตัดสินใจทางการเงินของผู้คน แต่มันจะส่งผลต่อทุกๆ สิ่งในชีวิตของพวกเขา

การเปลี่ยนย้ายจากเงินที่สามารถรักษามูลค่า หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป มาสู่เงินที่เสื่อมมูลค่าของมันตลอดเวลานั้นมีผลอย่างมากในระยะยาว สังคมจะเก็บออมน้อยลง สั่งสมทุนทรัพย์น้อยลง และอาจถึงกับต้องนำเอาทุนทรัพย์มาบริโภค ในขณะเดียวกัน อัตราการผลิตของคนทำงานกลับคงที่หรือลดลง ส่งผลให้เกิดการชะงักของอัตราค่าแรงที่แท้จริง แม้ว่าตัวเลขของค่าแรงนั้นสามารถทำให้สูงขึ้นได้ผ่านเวทย์มนต์อาคมของการพิมพ์เงินกระดาษไร้ค่าที่ด้อยค่าลงเรื่อยๆ อย่างไม่จำกัด แต่เมื่อผู้คนเริ่มใช้จ่ายมากขึ้น และเก็บออมน้อยลง พวกเขาก็จะเริ่มให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าอนาคตในทุกๆ การตัดสินใจของพวกเขา ส่งผลให้เกิดความล้มเหลวทางศึลธรรม และความเสี่ยงในการเกิดการปะทะ พฤติกรรมทำลายล้าย และการทำร้ายตัวเอง

นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดอารยธรรมจึงรุ่งเรืองได้ภายใต้ระบบการเงินที่มั่นคง แต่กลับต้องเสื่อมสลายลงเมื่อระบบการเงินของมันถูกทำให้เสื่อมค่าลง ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับชาวโรมัน ชาวบีแซนไทน์ และสังคมยุโรปยุคใหม่ ความแตกต่างระหว่างศตวรรษที่สิบเก้า และ ศตวรรษที่ยี่สิบนั้น สามารถอธิบายได้ผ่านบริบทของการเคลื่อนออกจากระบบการเงินที่มั่นคง และปัญหาต่างๆ ที่ตามมา

เงินเฟ้อ

ความเป็นจริงอันง่ายดายที่ถูกแสดงให้เห็นมาตลอดในประวัติศาสตร์นั้นคือ ใครก็ตามที่พบวิธีในการสร้างสื่อกลางทางการเงินก็จะพยายามที่จะสร้างมันขึ้นมา ความเย้ายวนในการสร้างเงินขึ้นมาเพิ่มนั้นช่างรุนแรงยิ่งนัก แต่การสร้างสื่อกลางทางการเงินเพิ่มเติมนั้นไม่ใช่กิจกรรมที่สร้างผลผลิตให้แก่สังคมแต่อย่างใด เนื่องจากปริมาณอุปทานของเงินไม่ว่าจะมากหรือน้อยเท่าใด ก็เพียงพอสำหรับเศรษฐกิจทุกขนาดอยู่แล้ว ยิ่งสื่อกลางทางการเงินใดสามารถทนต่อแรงผลักดันให้เกิดการผลิตเงินเพิ่มเติมได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งส่งผลให้สื่อกลางทางการเงินนั้นสามารถเป็นแหล่งเก็บรักษามูลค่าที่มั่นคง และสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้นเท่านั้น เงินมีความแตกต่างจากสินค้าอื่นๆ เนื่องจากความสามารถของเงินในการเป็นสื่อกลางทางการแลกเปลี่ยน, การเป็นเหล่งเก็บรักษามูลค่า, และการเป็นหน่วยวัดมูลค่านั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับปริมาณของมันเลย สิ่งที่สำคัญสำหรับเงินคืออำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของมัน ไม่ใช่ปริมาณ และนั่นทำให้ไม่ว่าอุปทานของเงินมีปริมาณเท่าใดก็ตาม ก็เพียงพอต่อการประกอบหน้าที่ของเงินทั้งสิ้น ตราบใดที่มันมีความสามารถในการแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยและนำมารวมกันเป็นหน่วยใหญ่ที่มากพอที่จะตอบสนองความต้องการในการเก็บรักษา และการทำธุรกรรมของผู้ที่เป็นเจ้าของของมัน กล่าวคือธุรกรรมปริมาณเท่าใดก็ตาม สามารถกระทำได้ด้วยอุปทานของเงินเท่าใดก็ได้ ตราบใดที่หน่วยของมันมีความสามารถในการแบ่งหน่วยย่อยได้มากเพียงพอนั่นเอง

เงินที่สมบูรณ์แบบในทางทฤษฎีนั้นคือเงินที่มีปริมาณของอุปทานที่ตายตัว หมายความว่าไม่มีใครจะสามารถผลิตมันเพิ่มขึ้นได้อีก หนทางที่สุจริตเพียงทางเดียวที่คนในสังคมดังกล่าวจะได้เงินมาคือการผลิตสิ่งที่มีคุณค่าแล้วนำมันไปแลกเปลี่ยนมาเป็นเงิน เมื่อทุกคนต้องการที่จะมีเงินเพิ่มขึ้นแล้ว ทุกคนก็จะขยันทำงานมากขึ้น และผลิตสินค้าและบริการออกมามากขึ้น ส่งผลให้เกิดการพัฒนาระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคม ซึ่งก็จะส่งผลให้ผู้คนสามารถสะสมทุนทรัพย์ และสร้างผลิตผลได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เงินที่สมบูรณ์แบบนี้ยังสามารถทำหน้าที่ในการเป็นแหล่งเก็บรักษามูลค่าได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากไม่มีใครสามารถเพิ่มปริมาณอุปทานของมันได้ ส่งผลให้มูลค่าความมั่งคั่งที่เก็บไว้ในรูปของเงินนี้นั้นไม่เสื่อมสลายลงเมื่อเวลาผ่านไป กลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้คนทำการเก็บออม และทำให้พวกเขาได้มีโอกาสคิดคำนึงถึงอนาคนมาขึ้น และด้วยความมั่งคั่งและความสามารถในการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงความสามารถในการใส่ใจกับอนาคต ผู้คนก็เริ่มลดระดับ time preference ของตน แล้วหันมาเอาใจใส่การพัฒนาแง่มุมของชีวิตที่อยู่นอกเหนือโลกทางวัตถุ เช่นแง่มุมทางด้านจิตวิญญาน สังคม และวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างเงินที่ไม่สามารถผลิตเพิ่มได้อีก สิ่งใดก็ตามที่ถูกเลือกใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเสมอ และนั่นส่งผลให้ผู้คนต่างพยายามที่่จะผลิตมันเพิ่มขึ้นมากขึ้น รูปแบบของเงินที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์คือเงินที่ทำให้อุปทานที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่มีปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับอุปทานที่มีอยู่เดิม ทำให้การสร้างเงินเพิ่มขึ้นนั้นไม่ใช่ช่องทางทำกำไรที่ดีนัก เห็นได้จากทองคำที่เป็นโลหะที่แทบจะไม่สามารถทำลายได้ จึงทำให้ปริมาณอุปทานของทองคำในตลาดมีเพียงแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่มนุษย์เริ่มทำการขุดมันขึ้นมา และเห็นได้จากการที่มีการขุดเหมืองทองคำมานานหลายพันปี และศาสตร์การเล่นแร่แปรธาตุยังไม่สามารถผลิตทองคำจำนวนมากได้ ส่งผลให้อุปทานของทองคำที่เกิดขึ้นใหม่นั้นเป้นเพียงแค่สัดส่วนที่เล็กน้อยมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณอุปทานของทองคำที่มีอยู่ในตลาด

ด้วยเหตุนี้เองทำให้เมื่อเรานึกถึงเงินที่มั่นคงเราจะนึกถึงทองคำอยู่เสมอ ต้องขอบคุณกฎของธรรมชาติทางฟิสิกส์ และเคมีที่ทำให้มั่นใจได้ว่าปริมาณอุปทานของทองคำนั้นไม่สามารถถูกผลิตเพิ่มขึ้นมาได้มากอย่างมีนัยสำคัญ มนุษย์พยายามสร้างรูปแบบของเงินที่ดีกว่าทองคำมาตลอดหลายศตวรรษ แต่ไม่ว่าจะพยายามมากเท่าใดก็ยังไม่ได้พบกับความสำเร็จแต่อย่างใด จึงทำให้ทองคำกลายมาเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ถูกใช้ในอารยธรรมมนุษย์เป็นจำนวนมากมาตลอดประวัติศาสตร์ แม้โลกจะหมุนเปลี่ยนมาใช้เงินรัฐบาลในการเก็บรักษามูลค่า ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และเป็นหน่วยวัดมูลค่าแล้ว แต่รัฐบาลเองก็ยังคงเก็บทองคำจำนวนมากไว้เป็นเงินสำรองในคลัง ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่สำหรับทองคำทั้งหมด

เคนซ์ได้ตำหนิว่ากระบวนการขุดเหมืองทองคำนั้น เป็นกระบวนการที่สิ้นเปลืองและไม่ได้สร้างความมั่งคั่งที่แท้จริง แม้ว่าคำติเตียนของเขาอาจมีความจริงอยู่บ้างเนื่องจากการเพิ่มปริมาณอุปทานของสื่อกลางทางการเงินไม่ได้เป็นการเพิ่มความมั่งคั่งให้กับสังคมที่ใช้เงินนั้น แต่เค้ากลับเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิงในประเด็นที่บทบาททางการเงินของทองคำนั้น เป็นผลของการที่ทองคำเป็นโลหะที่ดึงดูดการแสวงหาผลกำไรจากขุดเหมือง และลงทุนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับโลหะชนิดอื่นๆ เนื่องจากทองคำนั้นเป็นโลหะที่ผลืต และหาได้ยากยิ่งนัก จึงทำให้ปริมาณของทองคำนั้นไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วแม้ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วก็ตาม ทำให้การทำเหมืองทองคำมีให้ผลกำไรที่น้อยกว่าการขุดเหมืองโลหะอื่นๆ หากโลหะนั้นได้ทำหน้าที่เป็นเงิน ส่งผลให้ผู้คนเลือกที่จะอุทิศกำลังคน และทรัพยากรไปในการขุดหาทองคำน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อใดก็ตามที่สังคมเริ่มมี time preference ที่ต่ำลง และผู้คนเริ่มแสวงหาโลหะเพื่อการเก็บออม ส่งผลให้ราคาของโลหะนั้นปรับตัวสูงขึ้น หากมีการนำเอาโลหะอื่นใดนอกจากทองคำมาใช้เป้นสื่อกลางทางการเงิน ก็จะส่งผลให้เกิดโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการผลิตโลหะนั้นออกมาขายเป็นจำนวนมากนั่นเอง

เนื่องจากโลหะที่ไม่ใช่ทองคำนั้นสามารถเสื่อมสลายได้ ทำให้ (เมื่อเทียบกับทองคำแล้ว) ปริมาณของโลหะที่ถูกผลิตขึ้นใหม่จึงจะมีอัตราส่วนที่ใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับปริมาณโลหะที่มีอยู่เสมอดังเช่นตัวอย่างของทองแดงที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งจะส่งผลให้โลหะนั้นมีราคาต่ำลง และเป็นการลดมูลค่าเงินออมของผู้เป็นเจ้าของมัน ในสังคมดังกล่าวเงินออมของผู้คนก็จะเปรียบเสมือนว่าถูกโขมยไปเข้ากระเป๋าผู้ที่กระทำการผลิตโลหะนั้นขึ้นมาจนเกินความต้องการทางเศรษฐกิจของมัน การเก็บออมและการสร้างผลิตผลที่มีคุณค่าก็แทบจะไม่สามารถเกิดขึ้นใด้ในสังคมดังกล่าว ความยากจนจะบังเกิดขึ้นจากความหมกมุ่นในการสร้างหน่วยกลางทางการเงิน และสังคมนั้นก็จะเข้าสู่ระยะสุกงอมพร้อมที่จะถูกเด็ด และยึดครองโดยสังคมที่สร้างคุณค่าได้มากกว่า สังคมที่ผู้คนมีเรื่องที่น่าทำมากกว่าการผลิตเงิน

ในความเป็นจริง การแข่งขันของเงินรูปแบบต่างๆนั้น ลงโทษบุคคลและสังคมที่เลือกที่จะลงทุนเงินเก็บของตนเองเอาไว้ในโลหะขนิดอื่นนอกเหนือจากทองคำ และคอยให้รางวัลผู้ที่ฝากเงินเก็บของตนเอาไว้ในทองคำเสมอมา เนื่องจากทองคำไม่สามารถถูกทำให้เฟ้อได้ง่าย และเพราะว่ามันบังคับและชักจูงให้ผู้คนหันหนีการใช้พลังงานของพวกเขาไปกับการผลิตเงิน และหันเข้าสู่การผลิดสินค้า และบริการที่มีประโยชน์เสียแทน สิ่งนี้ช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดนักพหุศาสตร์ Ibn Khaldun จึงมองว่าอาชีพการขุดและแปรรูปทองคำเป็นอาชีพที่พึงได้รับความเคารพน้อยแทบที่สุด รองลงมาจากโจรลักพาตัวและเรียกค่าไถ่

การตำหนิว่าทองคำไม่ควรนำมาใช้เป็นเงินเนื่องจากการทำเหมืองทองนั้นเป็นกิจกรรมที่สิ้นเปลือง เป็นการแสดงออกถึงความโง่เขลาของเคนส์ เนื่องจากแท้จริงแล้วเมื่อเทียบกับการนำเอาโลหะชนิดอื่นมาใช้เป็นเงิน ทองคำนั้นเป็นโลหะที่สิ้นเปลืองน้อยที่สุดแล้ว ขวามโง่เขลาของเคนส์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเขาเสนอแนวทาง “การแก้ปัญหา” ดังกล่าวของทองคำด้วยการเสนอให้ใช้ระบบมาตรฐานเงินของรัฐบาล (เฟียต) ที่กลับกลายเป็นว่าต้องสิ้นเปลืองเวลางาน แรงงาน และทรัพยากรอีกมากกว่าเดิมหลายเท่าไปกับการบริหารจัดการการผลิตอุปทานเงิน และการแสวงหากำไรจากการผลิตเงิน ตลอดช่วงของระบบมาตรฐานทองคำ ไม่มีช่วงใดเลยที่มีการใช้กำลังคนมากเทียบเท่ากับจำนวนพนักงานที่ทำงานในธนาคารกลาง และธนาคารในเครือข่าย รวมไปถึงธุรกิจที่ได้รับผลประโยชน์จากการอยู่ใกล้แหล่งพิมพ์เงิน ดังที่เราจะกล่าวถึงในบทที่ 7

เมื่อปริมาณของเงินที่ผลิตขึ้นใหม่มีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณของเงินที่มีอยู่เดิม มูลค่าทางตลาดของเงินก็จะถูกกำหนดด้วยความต้องการที่จะเก็บออม และความต้องการที่จะใช้มัน สำหรับแต่ละคนแล้วปัจจัยทางความต้องการดังกล่าวสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแตกต่างไปตามกาลเวลาได้อย่างมาก เมื่อสถานการณ์ส่วนบุคคลของแต่ละบุคคลเปลี่ยนแปลง อาจทำให้เขาเปลี่ยนจากช่วงเวลาที่ให้ความสำคัญกับการเก็บออม เข้าสู่ช่วงเวลาที่จำเป็นต้องใช้เงิน แต่ในภาพรวมแล้วมันกลับไม่ค่อยต่างกันมากนักในระดับสังคม เนื่องจากเงินเป็นสินค้าที่มีการเสื่อมมูลค่าทางอรรถประโยชน์น้อยที่สุด กฎพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งคือ กฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (law of diminishing marginal utility) ที่หมายความว่าการได้มาเพิ่มขึ้นของสินค้าใดๆก็ตาม จะทำให้อรรถปรโยชน์ของแต่ละหน่วยที่เพิ่มขึ้นมานั้นลดน้อยถอยลง

เนื่องจากเงินเป็นสินค้าที่ผู้คนไม่ได้ถือครองไว้เพื่อตัวมันเอง แต่ถือเอาไว้เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าอื่นๆ จึงทำให้อรรถประโยชน์ของเงินลดน้อยลงช้ากว่าสินค้าอื่นๆ เนื่องจากมันสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าอื่นๆ ได้เสมอ เมื่อคนเราถือครองทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถยนต์ โทรทัศน์ แอปเปิ้ล หรือ แม้แต่เพชรก็ตาม เขาก็จะมีความต้องการที่จะได้สินค้าเหล่านั้นเพิ่มขึ้นลดน้อยลง เนื่องจากเขาให้มูลค่ากับการได้มาซึ่งสินค้าเพิ่มเติมแต่ละหน่วยน้อยลง แต่การได้เงินเพิ่มขึ้นนั้นไม่เหมือนกับการได้สินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้น เนื่องจากยิ่งผู้คนถือครองเงินเพิ่มขึ้น เขาก็สามารถนำเอาเงินเหล่านั้นไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าที่เขาให้ค่ามากที่สุดชิ้นต่อไปได้เสมอ

ในความเป็นจริงแล้วมูลค่าอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มของเงินนั้นก็ลดลงเช่นกัน เห็นได้ชัดว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งดอลลาร์ย่อมมีความหมายต่อคนที่มีรายได้เพียง $1 ต่อวัน มากกว่าคนที่มีรายได้สูงถึง $1,000 ต่อวัน แต่มูลค่าอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มของเงินนั้นลดลงน้อยกว่าสินค้าอื่นๆทุกชนิด เนื่องจากมันจะลดลงไปพร้อมกับความต้องการในสินค้าทุกชนิด ไม่ใช่สินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง

การลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มอย่างช้าๆของการถือครองเงินหมายความว่าอุปสงค์หรือความต้องการเงินนั้นแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย เมื่อประกอบกับอุปทานที่แทบจะคงที่ก็จะส่งผลให้มูลค่าทางตลาดในเชิงของสินค้าและบริการของเงินมีเสถียรภาพมั่นคง หมายความว่ามูลค่าของเงินจะไม่มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มันเป็นการลงทุนระยะยาวที่ห่วยแตก แต่เป็นแหล่งเก็บรัษามูลค่าที่ดีเยี่ยม การลงทุนนั้นควรที่จะมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าอย่างมีนัยสำคัญ และนั้นก็จะมาพร้อมกับความเสี่ยงในการสูญเสียหรือการด้อยมูลค่าด้วยเช่นกัน การลงทุนคือการให้รางวัลกับผู้ที่ยอมรับความเสี่ยง แต่การถือเงินที่มันคงนั้นเมื่อไม่มีความเสี่ยง ก็ไม่มีผลกำไรด้วยเช่นกัน

ในภาพรวมนั้น อุปสงค์ของเงินนั้นมักจะเปลี่ยนแปลงตามความแตกต่างของ time preference เมื่อผู้คนโดยรวมมี time preference ที่ต่ำ ก็จะส่งผลให้ผู้คนมีความต้องการที่จะเก็บเงินเอาไว้ ทำให้มูลค่าทางตลาดของเงินปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าอื่นๆ ก่อให้เกิดผลกำไรต่อผู้เก็บออมยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน ในสังคมที่มี time preference ที่สูงกว่า ผู้คนก็มักจะเลือกที่จะไม่เก็บเงิน ส่งผลให้มูลค่าทางตลาดของเงินลดลงเล็กน้อย แต่ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม เงินก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง และผลตอบแทนต่อผู้ถือครองต่ำที่สุดเสมอ และนั่นก็เป็นเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุปสงค์ของเงินนั่นเอง

บทวิเคราะห์นี้อธิบายถึงที่มาของความสามารถในการคงมูลค่าผ่านกาลเวลาหลายปี หลายทศวรรษ และ หลายศตวรรษของทองคำได้เป็นอย่างดี การสำรวจราคาสินค้าทางการเกษตรในยุคจักรวรรดิ์โรมัน โดยเปรียบเทียบเป็นหน่วยน้ำหนักทองคำพบว่าราคาสินค้าต่างๆ มีความใกล้เคียงกับราคาสินค้าเดียวกันในปัจจุบัน โดยเมื่อพิจารณาจากตรากฎหมายกำหนดราคาสินค้าของจักรพรรดิไดโอคลีเชียน5ในปีค.ศ. 301 แล้วแปลงหน่วยทองคำเป็นหน่วยดอลลาร์สหรัฐฯในปัจจุบัน เราจะพบว่าเนื้อวัวหนึ่งปอนด์(453กรัม) มีราคาราว $4.50 ส่วนเบียร์หนึ่งไพนต์ (568มล.) มีราคาประมาณ $2 ไวน์คุณภาพดีหนึ่งไพนต์ราคาประมาณ $13 และไวน์คุณภาพต่ำลงมามีราคาประมาณ $9 ต่อไพนต์ และน้ำมันมะกอกหนึ่งไพนต์ก็มีราคาประมาณ $20 การเปรียบเทียบข้อมูลอื่นๆ เช่นค่าจ้างสำหรับอาชีพต่างๆ ก็แสดงความสัมพันธ์ในรูปแบบเดียวกัน แต่ข้อมูลเหล่านี้ แม้จะบ่งบอกถึงความสามารถในการรักษามูลค่าผ่านกาลเวลาของทองคำได้อย่างชัดเจน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นคำตอบสุดท้าย

Roy Jastram ได้ทำการศึกษาอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของทองคำด้วยชุดข้อมูลที่ยาวที่สุดที่มี โดยวิเคราะห์ข้อมูลของประเทศอังกฤษตั้งแต่ปีค.ศ. 1560 ถึงปีค.ศ. 1976 เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของทองคำเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าอื่นๆ Jastram พบว่าทองคำมีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยลดลงในช่วง 140 ปีแรก แต่หลังจากนั้นก็คงที่มาตลอดตั้งแต่ปีค.ศ.1700 จนถึง ค.ศ.1914 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อังกฤษออกจากระบบมาตรฐานทองคำ ตลอดช่วงเวลากว่าสองศตวรรษที่อังกฤษอยู่ภายใต้ระบบมาตรฐานทองคำนั้น อำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของทองคำรักษาระดับคงที่ไว้ได้ตลอด รวมไปถึงราคาของสินค้าขายส่งต่างๆ อีกด้วย แต่หลังจากที่อังกฤษออกจากระบบมาตรฐานทองคำในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของทองคำ รวมไปถึงดรรชนีราคาสินค้าก็เพิ่มสูงขึ้น

กำลังซื้อของทองคำต่อสินค้าโภคภัณฑ์ในประเทศอังกฤษในช่วง 1560-1976

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือการที่สื่อกลางทางการเงินจะมีมูลค่าคงที่โดยสมบูรณ์นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และไม่สามารถบ่งบอกได้ด้วยซ้ำ เนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไป สภาวะของอุปสงค์ และอุปทานของสินค้าต่างๆก็จะเปลี่ยนไป สินค้าและบริการที่ซื้อได้ด้วยเงินจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ นำมาสู่สินค้าใหม่ๆ ที่มาแทนที่สินค้าเดิมๆ หนึ่งในหน้าที่หลักของหน่วยทางการเงิน คือการเป็นหน่วยวัดมูลค่าของสินค้าในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการจะวัดมูลค่าของสินค้าที่เป็นเงินที่มีการเปลี่ยนแปลงทางมูลค่าอยู่ตลอดเวลาจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อพิจารณาในกรอบระยะเวลาที่ยาวนานแล้ว การศึกษาในรูปแบบของ Jastram ก็สามารถแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่เงินรูปแบบหนึ่งจะสามารถคงมูลค่าของมันได้เมื่อเปรียบเทียบกับเงินรูปแบบอื่นๆ

ในชุดข้อมูลที่ใหม่กว่าจากสหรัฐอเมริกาที่เน้นการศึกษาช่วงสองศตวรรษสุดท้ายซึ่งมีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่รวดเร็วกว่าช่วงเวลาในชุดข้อมูลของ Jastram แสดงให้เห็นว่าทองคำในฐานะของสินค้านั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ โดยราคาของทองคำเมื่อเปรียบเทียบเป็นดอลล่าร์สหรัฐได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกันกับการที่ทองคำนั้นเป็นเงินที่ผลิตได้ยากที่สุด เนื่องจากการเพิ่มปริมาณอุปทานของสินค้าอื่นๆ ทุกประเภททำได้ง่ายกว่าการเพิ่มปริมาณทองคำ ส่งผลให้เมื่อเวลาผ่านไป สินค้าต่างๆจึงมีปริมาณที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับทองคำ ทำให้ทองคำมีพลังอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยที่สูงขึ้น ดังที่สามารถเห็นได้ในรูปที่ 9 8 ที่แสดงให้เห็นว่าเงินดอลล่าร์สหรัฐจะมีมูลค่าสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าประเภทอื่นๆ เมื่อมันถูกผูกไว้กับทองคำ แต่จะสูญเสียมูลค่าอย่างรวดเร็วเมื่อใดก็ตามที่การเชื่อมต่อกับทองคำนั้นถูกตัดขาดลง ดังกรณีในช่วงสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ ที่มีการพิมพ์เงิน greenback และในช่วงหลังจากเหตุการการลดค่าดอลล่าร์ และการยึดทองคำจากประชาชนในปีค.ศ. 1934

รูปที่ 9 ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อเทียบกับทองคำและดอลลาร์ในช่วง 1792-2016

ช่วงเวลาระหว่างค.ศ. 1931 และ 1971 เป็นช่วงเวลาที่เงินนั่นถูกผูกโยงเข้ากับทองคำอย่างพอเป็นพิธี โดยผ่านการจัดการและควบคุมจากรัฐหลายต่อหลายกระบวนการ ที่เปิดช่องให้สามารถทำการแลกเปลี่ยนทองคำ กับเงินกระดาษได้ผ่านขั้นตอนที่คร่ำครึ การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆในช่วงเวลาดังกล่าวนำมาสู่ความไม่มั่นคงทางมูลค่าทั้งในส่วนของเงินของรัฐบาล และทองคำ ส่งผลให้สำหรับการศึกษาความแตกต่างระหว่างทองคำ และเงินของรัฐนั้น จึงควรศึกษาช่วงเวลาค.ศ. 1971 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สกุลเงินของแต่ละประเทศที่อยู่ในสภาพลอยตัวถูกแลกเปลี่ยนซื้อขายกันในตลาดที่มีธนาคารกลางต่างๆคอยทำหน้าที่รักษาอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของสกุลเงินของตนเอง (รูปที่ 10)

รูปที่ 10 สกุลเงินต่างๆเมื่อเทียบกับมูลค่ากับทองคำในปี 1971-2017

แม้กระทั่งเงินที่ดีที่สุด และมั่นคงที่สุดของรัฐบาลก็ยังได้ประสบกับการที่มูลค่าของมันต้องพังทลายลงเมื่อเทียบกับทองคำ ด้วยมูลค่าปัจจุบัณที่เหลืออยู่เพียง 2-3% เมื่อเทียบกับมูลค่าของตัวมันเองในปีค.ศ. 1971 ที่เงินถูกตัดขาดจากทองคำ นี่ไม่ได้เป็นการแสดงถึงมูลค่าทางตลาดของทองคำที่เพิ่มขึ้น แต่มันคือการแสดงถึงมูลค่าของเงินเฟียตที่ลดลง  เมื่อนำเอาราคาของสินค้าและบริการต่างๆ มาเปรียบเทียบเป็นเงินของรัฐบาล และทองคำ เราจะพบได้ว่าราคาของสินค้าและบริการต่างๆ นั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบเป็นเงินของรัฐบาล แต่กลับมาราคาที่คงที่กว่าเมื่อเทียบเป็นทองคำ  ยกตัวอย่างเช่นน้ำมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความสำคัญที่สุดในสังคมสมัยใหม่ โดยราคาน้ำมันต่อบาร์เรลนั้นค่อนข้างคงที่มาตลอดตั้งแต่ปีค.ศ.1971เมื่อเปรียบเทียบกับทองคำ แต่กลับมีราคาสูงขึ้นหลายเท่าตัวหากเปรียบเทียบเป็นเงินของรัฐบาล เป็นต้นฯ (รูปที่ 11)

รูป 1-1 ราคาของน้ำมันเมื่อเทียบกับดอลลาร์และออนซ์ทองคำในช่วงปี 1816-2017 ในราคาต่างๆตั้งแต่ปี 1971

เงินที่แข็งแกร่ง หรือเงินที่ไม่สามารถถูกผลิตเพิ่มขึ้นได้โดยง่ายดายนั้น มักจะมีมูลค่าที่มั่นคงกว่าเงินที่อ่อนแอกว่าเนื่องจากโดยทั่วไปแล้วอุปทานของมันนั้นมีความคงตัว ไม่ยืดหยุ่น ในขณะที่อุปสงค์หรือความต้องการเงินของสังคมนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเมื่อความพึงใจทางเวลาของผู้คนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ในทางตรงกันข้าม เนื่องด้วยเงินที่อ่อนแอนั้นสามารถถูกผู้ผลิตเงินปรับเปลี่ยนปริมาณของเงินได้อย่างง่ายดาย จะส่งผลเสียต่อผู้ถือครองเงินนั้นด้วยความผันผวนของความต้องการ ในขณะที่ปริมาณของอุปทาน และ ความสามารถในการทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บมูลค่าของเงินนั้นแกว่งไกวขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา

ความมั่นคงทางมูลค่าของเงินนั้น ไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่การรักษาอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของผู้เป็นเจ้าของเงินเท่านั้น แต่มันอาจมีความสำคัญยิ่งกว่าในฐานะของการรักษาความมั่นคงในการปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยวัดมูลค่าของเงินเสียด้วยซ้ำ  เมื่อเงินมีมูลค่าที่มั่นคงและคาดเดาได้ เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานที่มีน้อย มันก็จะสามารถทำหน้าที่เป็นสื่อในการส่งสัญญาณเพื่อปรับราคาของสินค้า และบริการต่างๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือ เฉกเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับทองคำนั่นเอง

ในทางตรงกันข้าม ในกรณีเงินของรัฐบาลนั้น อุปทานของมันสามารถเพิ่มขึ้นได้จากการขยายอุปทานโดยธนาคารกลาง และธนาคารพาณิชย์ และลดลงได้ผ่านวิกฤติเงินฝืดในช่วงสภาวะเศรษฐกิจถดถอย และการล้มละลายของกิจการต่างๆ ในขณะที่อุปสงค์ของเงินก็สามารถเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่ยากที่จะคาดเดายิ่งกว่า ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของผู้คนที่มีต่อมูลค่าของเงิน และ นโยบายต่างๆของธนาคารกลาง ส่วนผสมที่ผันผวนเป็นอย่างมากนี้ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการคาดเดามูลค่าของเงินของรัฐบาลในระยะยาว ภารกิจในการรักษาความมั่นคงของราคาของเงินทำให้ธนาคารกลางต้องคอยบริหารจัดการอุปทานของเงินด้วยเครื่องมือหลากหลายประเภทของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ทำให้เงินสกุลหลักหลายสกุลดูเหมือนจะมีความผันผวนน้อยในระยะสั้นเมื่อเทียบกับทองคำ แต่ในระยะยาว เมื่อเปรียบการขยายตัวของอุปทานเงินของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง กับอุปทานเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้าและสม่ำเสมอของทองคำ จึงทำให้มูลค่าของทองคำสามารถคาดเดาได้ง่ายกว่า

เงินที่มันคง ซึ่งเป็นเงินที่ถูกเลือกจากตลาดเสรีเนื่องมาจากความสามารถในการรักษามูลค่าของมันเมื่อเวลาผ่านไปได้ จึงย่อมมีเสถียรภาพที่เหนือกว่าเงินที่ไม่มั่นคงที่รัฐบาลบังคับให้เกิดการใช้งานผ่านการโน้มน้าวอย่างแน่นอน  หากเงินของรัฐบาลเป็นหน่วยวัด และเป็นแหล่งเก็บรักษามูลค่าที่เหนือกว่าแล้ว มันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายกำหนดให้เป้นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเพื่อบังคับให้เกิดการใช้งานแต่อย่างใด และก็ไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกทำการยึดเอาทองคำจำนวนมหาศาล และเก็บมันเอาไว้เป็นทุนสำรองของธนาคารกลางมาจนถึงวันนี้ การที่ธนาคารกลางยังคงเก็บทองคำของพวกเขาเอาไว้ และยังทำการเก็บสะสมเพิ่มเติมขึ้นอีกเมื่อไม่นานมานี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นใจในสกุลเงินของพวกเขาในระยะยาว และบทบาททางการเงินที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของทองคำในวันที่มูลค่าของเงินกระดาษของพวกเขาร่วงหล่นลงสู่ก้นเหว

0 0 vote
Article Rating
Article bitcoin-standard แปล
Writer
การสมัครรับข้อมูล
แจ้งเตือนสำหรับ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Maybe You Like

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x