fbpx

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 10 คำถามเกี่ยวกับบิตคอยน์ part 3

ยาวไปอยากเลือกอ่าน แสดง การหวนคือสู่เงินที่มั่นคง เหรียญทางเลือก เทคโนโลยีบล็อคเชน 11 ตัวอย่างการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีบล็อคเชน ข้อจำกัดทางเศรษฐศาสตร์สำหรับเทคโนโลยีบล็อคเชน เทคโนโลยีบล็อกเชนในฐานะของกลไกเพื่อการผลิตเงินสดอิเล็คโทรนิค เชิงอรรถ การหวนคือสู่เงินที่มั่นคง   แม้บทสนทนาส่วนใหญ่ที่พูดถึงวิธีต่างๆที่บิตคอยน์จะสามารถล้มเหลวได้ต่างมุ่งเน

[แปล] Bitcoin Standard เมื่อระบบการเงินไม่ต้องขึ้นกับตัวกลาง บทที่ 10 คำถามเกี่ยวกับบิตคอยน์ part 3

13 Mar 2021

การหวนคือสู่เงินที่มั่นคง

 

แม้บทสนทนาส่วนใหญ่ที่พูดถึงวิธีต่างๆที่บิตคอยน์จะสามารถล้มเหลวได้ต่างมุ่งเน้นไปที่การโจมตีเชิงเทคนิค แต่วิธีในการโจมตีบิตคอยน์ที่มีพลานุภาพมากกว่าคือการโจมตีรากฐานของแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ในการใช้บิตคอยน์ การพยายามโจมตีหรือทำลายบิตคอยน์ด้วยวิธีต่างๆที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นแทบไม่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เลยเพราะมันขัดแย้งต่อแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดการใช้งานบิตคอยน์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างกับการพยายามห้ามไม่ให้ผู้คนใช้ล้อหรือมีด ตราบใดที่เทคโนโลยีใดมีประโยชน์ต่อผู้คน การพยายามที่จะห้ามไม่ให้ผู้คนใช้เทคโนโลยีนั้นย่อมล้มเหลวเนื่องจากผู้คนจะหาวิถีทางต่างๆที่จะใช้มันได้เสมอ ไม่ว่าจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม ทางเดียวที่จะยับยั้งเทคโนโลยีได้นั้นไม่ใช่ด้วยการประกาศห้ามใช้งานมันแต่กลับเป็นการคิดค้นสิ่งทดแทนที่ดีกว่าหรือการทำลายความจำเป็นในการใช้งานมันลงไปเสีย เครื่องพิมพ์ดีดเป็นเทคโนโลยีที่ไม่สามารถหักห้ามหรือออกกฎหมายมาทำลายมันได้ แต่การเกิดขึ้นของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกลับทำให้มันตายไปเอง

 

ความต้องการบิตคอยน์เกิดมาจากความต้องการของผู้คนทั่วโลกที่ต้องการทำธุรกรรมระหว่างกันโดยหลีกเลี่ยงการควบคุมทางการเมืองและความต้องการในการมีหน่วยเก็บรักษามูลค่าที่สามารถต่อต้านอัตราเงินเฟ้อได้ ตราบใดที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองยังสร้างข้อจำกัดและขอบเขตในการขนย้ายเงิน และตราบใดที่เงินของรัฐบาลยังคงเป็นเงินที่อ่อนปวกเปียกที่สามารถถูกขยายอุปทานได้ตามใจของนักการเมือง ความต้องการบิตคอยน์ก็จะยังคงอู่ต่อไป แต่อัตราการเติบโตของปริมาณที่ลดเรื่อยๆของมันก็จะส่งผลให้มันมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งจะยิ่งดึงดูดผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้นที่จะต้องการใช้มันเป็นหน่วยเก็บรักษามูลค่า

 

ในเชิงสมมุติ หากระบบธนาคารและระบบการเงินของทั้งโลกถูกแทนที่โดยระบบมาตรฐานทองคำอย่างในช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้าซึ่งเป็นช่วงที่สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและความแข็งแกร่งของเงินอยู่ที่จุดสูงสุดแล้ว ความต้องการบิตคอยน์ก็น่าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีดังกล่าวมันยังอาจเป็นเหตุให้ราคาของบิตคอยน์ลดลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยเช่นกัน ทำให้ค่าความผันผวนของบิตคอยน์เพิ่มสูงขึ้น ผู้ถือบิตคอยน์ต่างเจ็บตัวอย่างรู้สึกได้ และทำให้มันเดินถอยหลังไปหลายปีด้วยกัน ด้วยความผันผวนที่สูงขึ้น ประกอบกับการมีตัวเลือกเป็นมาตรฐานการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งและมั่นคง แรงจูงใจในการใช้บิตคอยน์ก็จะลดลงเป็นอย่างมาก ในโลกที่ข้อบังคับของรัฐบาลและแนวโน้มอัตราเงินเฟ้ออยู่ภายใต้กรอบของระบบมาตรฐานทองคำ ข้อได้เปรียบในการเป็นผู้ที่เกิดขึ้นก่อนของทองคำและความเสถียรของอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของมันจะกลายเป็นอุปสรรคที่ใหญ่เกินกว่าที่บิตคอยน์จะสามารถก้าวข้ามผ่านไปได้ โดยมันจะทำให้บิตคอยน์ไม่มีฐานผู้ใช้งานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และทำให้มันไม่สามารถเติบโตได้ใหญ่พอที่จะทำให้ราคาของมันเข้าใกล้สภาวะที่พอจะเรียกได้ว่ามีความมั่นคงได้เลย

 

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัตินั้น ความเป็นไปได้ที่โลกทั้งโลกจะกลับไปสู่ระบบของเงินที่มั่นคงและรัฐบาลที่มีเสรีภาพนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเนื่องจากแนวความคิดเหล่านี้ขัดกับสิ่งที่นักการเมืองและผู้ลงคะแนนเสียงทั่วโลกต่างคุ้นเคยโดยสิ้นเชิง เนื่องจากพวกเขาต่างถูกปลูกฝังความเชื่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นมาหลายชั่วคนว่าอำนาจในการควบคุมเงินและหลักศีลธรรมของรัฐบาลนั้นเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของสังคม ยิ่งไปกว่านั้น แม้หากว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและระบบการเงินในลักษณะดังกล่าวจะสามารถเกิดขึ้นได้ก็ตาม อัตราการเติบโตของอุปทานบิตคอยน์ที่ลดลงตลอดเวลาก็น่าที่จะทำให้มันยังสามารถรักษาความดึงดูดในการเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรสำหรับหลายต่อหลายคน ซึ่งจะส่งผลให้มันยังสามารถเติบโตขึ้นและขยายขอบเขตหน้าที่ทางการเงินของมันเพิ่มขึ้นในที่สุด จากการวิเคราะห์ของผม การหวนคืนสู่ระบบมาตรฐานทองคำของโลกอาจเป็นความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับบิตคอยน์ แต่มันทั้งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้และแม้เกิดขึ้นก็ไม่น่าที่จะสามารถทำลายบิตคอยน์ได้อยู่ดี

 

อีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่อาจทำให้บิตคอยน์ต้องพลาดพลั้งคือการประดิษฐ์คิดค้นเงินมั่นคงรูปแบบใหม่ที่เหนือกว่าบิตคอยน์ หลายต่อหลายคนคิดว่าคริปโตเคอเรนซีอื่นๆที่มีลักษณะเลียนแบบบิตคอยน์จะสามารถทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ แต่ผมมั่นใจว่าไม่มีเหรียญที่ลอกเลียนแบบบิตคอยน์เหรียญใดเลยที่สามารถแข่งขันกับบิตคอยน์ในการเป็นเงินที่มั่นคงได้ ด้วยเหตุผลที่จะกล่าวถึงโดยละเอียดในส่วนถัดไปของบทนี้ โดยหลักก็คือ: บิตคอยน์เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ไร้ศูนย์กลางอย่างแท้จริงสกุลเดียวที่ได้เติบโตขึ้นมาด้วยตนเองด้วยสมดุลย์อันละเอียดอ่อนระหว่างนักขุด นักเขียนโค้ด และผู้ใช้งานโดยไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมมันได้เลยแม้แต่น้อย การจะพัฒนาสกุลเงินในลักษณะนี้สามารถกระทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพราะเมื่อมันเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วว่ามันสามารถใช้งานได้ การพยายามในการลอกเลียนการกำเนิดเช่นนี้ก็จะเกิดเป็นระบบเครือข่ายที่ถูกออกแบบจากบนลงล่างและมีศูนย์กลางควบคุมที่ไม่มีวันหลุดพ้นจากเงื้อมมือของผู้สร้างมันได้

 

ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงโครงสร้างและเทคโนโลยีของบิตคอยน์ มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะมีเหรียญที่ลอกเลียนแบบบิตคอยน์เหรียญใดที่จะสามารถมาทดแทนมันได้ การสร้างเงินสดดิจิทัลและเงินที่มั่นคงด้วยแนวทางการออกแบบและเทคโยโลยีรูปแบบใหม่อาจสามารถสร้างคู่แข่งใหม่ๆขึ้นมาได้ แต่การจะพยากรณ์ถึงการเกิดขึ้นของเทคโยโลยีก่อนที่มันจะถูกสร้างขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และการทำความคุ้นเคยกับปัญหาที่เกี่ยวกับการสร้างเงินสดดิจิทัลเป้นเวลานานหลายปีก็ยิ่งจะทำให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่านี่ไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ที่จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย

เหรียญทางเลือก

 

แม้บิตคอยน์จะเป็นตัวอย่างแรกของเงินสดอิเล็คโทรนิคส์แบบ peer-to-peer แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่ตัวอย่างสุดท้าย เมื่อดีไซน์ของนากาโมโตะถูกเปิดเผยออกมาในที่สาธารณะ และตัวสกุลเงินเองก็ประสบความสำเร็จในการสร้างมูลค่าและกลุ่มผู้ใช้งานขึ้นได้แล้ว ผู้คนหลายต่อหลายคนก็ได้ทำการคัดลอกมันเพื่อสร้างสกุลเงินที่มีลักษณะคล้ายๆกันเป็นจำนวนมาก เนมคอยน์ (Namecoin) เป็นสกุลเงินตัวแรกที่ใช้โค้ดของบิตคอยน์และเริ่มทำงานในเดือนเมษายน ปีค.ศ. 2011 โดยมีอีกอย่างน้อย 732 สกุลเงินดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้นจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2017 ตามข้อมูลจาก coinmarketcap.com

 

แม้มันจะเป็นเรื่องทั่วไปที่จะคิดว่าสกุลเงินเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อแข่งขันกับบิตคอยน์ และอาจมีสักเหรียญหนึ่งที่จะสามารถโค่นบิตคอยน์ลงจากบัลลังก์ได้ในอนาคต แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกมันไม่ได้แข่งขันกับบิตคอยน์แม้แต่น้อย เนื่องจากพวกมันไม่สามารถที่จะมีคุณสมบัติที่ทำให้บิตคอยน์สามารถทำงานเป็นเงินสดดิจิทัลและเงินที่มั่นคงได้ ในการที่จะทำให้ระบบดิจิทัลสามารถทำหน้าที่เป็นเงินสดดิจิทัลได้ มันจะเป็นที่จะต้องอยู่นอกเหนือการควบคุมของบุคคลที่สามโดยสิ้นเชิง การทำงานของมันจะต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ใช้งานตามข้อกำหนด โดยไม่มีบุคคลที่สามคนใดที่จะสามารถยับยั้งธุรกรรมต่างๆของมันได้ หลังจากที่ได้เฝ้าดูการสร้างเหรียญทางเลือก หรือ อัลท์คอยน์ (altcoin) มาเป็นจำนวนมาก ก็ยิ่งดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะสามารถสร้างสมดุลย์การคานอำนาจดังที่เกิดขึ้นระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในบิตคอยน์และสามารถป้องกันไม่ให้มีบุคคลที่สามคนใดที่สามารถควบคุมแทรกแซงธุรกรรมที่เกิดขึ้นในระบบของมันได้เลย

 

บิตคอยน์ถูกออกแบบโดยโปรแกรมเมอร์กึ่งนิรนามที่ไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริง เขาได้เผยแพร่ผลงานออกแบบของเขาลงในกลุ่มโต้ตอบอีเมล์สำหรับโปรแกรมเมอร์ที่มีความสนใจในศาสตร์การเข้ารหัสกลุ่มหนึ่ง และหลังจากได้รับข้อเสนอแนะสักพักหนึ่งเขาก็ได้เปิดตัวระบบโครงข่ายพร้อมกับโปรแกรมเมอร์ ฮัล ฟินนีย์ ผู้ถึงแก่กรรมในเดือนสิงหาคม 2014 โดยไม่กี่วันหลังจากการทดลองใช้งานระบบในรูปแบบต่างๆและการทำธุรกรรมกันไปมากับฮัล ฟินนีย์ ก็เริ่มมีสมาชิกคนอื่นๆเข้ามาร่วมทำธุรกรรมและขุดเหมืองในระบบมากขึ้น นากาโมโตะได้หายตัวไปในช่วงปลายปี 2010 พร้อมกับคำกล่าวว่า “ย้ายไปทำโปรเจ็คต์ใหม่แล้วนะ” ก่อนที่จะไม่มีใครได้พบเห็นเขาอีกเลย9 ในปัจจุบันมีบิตคอยน์ประมาณ 1 ล้านบิตคอยน์ที่มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าอยู่ในบัญชีที่เป็นของหรืออยู่ในการควบคุมของซาโตชิ นากาโมโตะ แต่เหรียญเหล่านี้ก็ไม่เคยถูกเคลื่อนย้ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม นากาโมโตะได้ใช้ความระมัดระวังอยากมากในการทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครสามารถรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาได้ และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีหลักฐานใดๆที่จะผูกมัดใครว่าเป็นนากาโมโตะตัวจริงได้ หากเขาต้องการที่จะให้ผู้คนรู้ว่าเขาเป็นใคร เขาก็น่าที่จะเปิดเผยตัวตนของเขาแล้ว หากเขาทิ้งหลักฐานใดๆที่จะสามารถนำมาใช้เพื่อสืบหาว่าเขาเป็นใครได้ ก็น่าที่จะมีคนใช้หลักฐานนั้นค้นพบเขาไปแล้ว ทุกบทความและประวัติการติดต่อสื่อสารทั้งหมดของเขาได้ถูกตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยเหล่านักสืบสวนและสื่อต่างๆแต่ก็ไม่มีใครสามารถบ่งบอกได้ว่าเขาเป็นใคร มันถึงเวลาแล้วที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์จะเลิกสงสัยว่าใครคือนากาโมโตะ และยอมรับความจริงว่ามันไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆต่อการทำงานของเทคโนโลยีนี้เลย เช่นเดียวกับที่มันไม่สำคัญอีกต่อไปว่าใครเป็นผู้คิดค้นล้อขึ้นมา

 

เพราะว่านากาโมโตะ และ ฟินนีย์ได้จากเราไปแล้ว บิตคอยน์จึงไม่มีผู้มีอำนาจหรือผู้นำที่จะสามารถกุมบังเหียนหรือใช้อิทธิพลแทรกแซงการพัฒนามันได้ แม้แต่กาวิน แอนเดรเซ่น ซึ่งเป็นผู้ที่เคยติดต่อใกล้ชิดกับนากาโมโตะและเป็นหนึ่งในคนที่โดดเด่นที่สุดเกี่ยวกับบิตคอยน์ก็ต้องประสบความล้มเหลวในการพยายามใช้อิทธิพลเพื่อควบคุมทิศทางของวิวัฒนาการของบิตคอยน์ ทั้งที่มีอีเมล์ฉบับหนึ่งที่มักได้รับการกล่าวอ้างถึงอยู่บ่อยครั้งในสื่อต่างๆว่าเป็นอีเมล์ฉบับสุดท้ายที่นากาโมโตะได้ส่งออกมาที่ได้กล่าวว่า “ผมได้ก้าวต่อไปทำสิ่งอื่นแล้ว มัน [บิตคอยน์] ได้อยู่ในการดูแลที่ดีโดยกาวินและคนอื่นๆแล้ว” 10 ก็ตาม แอนเดรเซ่นได้พยายามทำการขยายขนาดบล็อกของบิตคอยน์อยู่หลายต่อหลายครั้ง และข้อเสนอของเขาก็ไม่เคยได้รับความสนใจจากเจ้าของโหนดต่างๆได้มากพอเสมอ

 

บิตคอยน์ได้เจริญเติบโตมาได้อย่างต่อเนื่องในทุกๆด้านที่ได้กล่าวถึงในบทที่ 8 ในขณะที่อำนาจของบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีอยู่เหนือมันต่างลดลงจนไม่เหลือนัยสำคัญใดๆ สามารถกล่าวได้ว่าบิตคอยน์เป็นโค้ดที่มีอธิปไตยเนื่องจากมันไม่มีอำนาจภายนอกใดๆที่สามารถควบคุมพฤติกรรมของมันได้ มีเพียงแต่กฎของบิตคอยน์เท่านั้นที่จะควบคุมบิตคอยน์ได้และความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เหล่านี้ก็ได้กลายเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติเนื่องจากความเอนเอียงไปในทางการรักษาสถานภาพให้คงที่ของมันได้กำหนดแรงจูงใจของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมัน 

 

อธิปไตยของบิตคอยน์โหนดที่หนุนหลังโดยระบบพรู๊ฟออฟเวิร์คนี่เองที่ทำให้มันเป็นคำตอบสำหรับปัญหาการทำธุรกรรมซ้ำซ้อนที่มีประสิทธิผลและทำให้มันเป็นเงินสดดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จได้ และความปราศจากการเชื่อใจใดๆนี้นี่เองที่สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆไม่สามารถที่จะทำตามได้ สกุลเงินดิจิทัลทุกสกุลที่ถือกำเนิดขึ้นหลังบิตคอยน์ล้วนต้องพบกับวิกฤติของการดำรงอยู่อย่างลึกซึ้ง กล่าวคือ: เพราะว่าบิตคอยน์นั้นมีตัวตนอยู่แล้ว พร้อมด้วยความปลอดภัย กำลังในการประมวลผล และฐานผู้ใช้งานที่เหนือกว่า ใครก็ตามที่ต้องการใช้เงินสดดิจิทัลจึงย่อมเลือกใช้มันแทนที่จะไปเลือกตัวเลือกอื่นๆที่มีขนาดเล็กกว่าและมีความมั่นคงต่ำกว่า เนื่องจากการคัดลอกโค้ดเพื่อสร้างเหรียญใหม่นั้นแทบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และเหรียญลอกเลียนแบบก็มีอยู่กลาดเกลื่อน จึงทำให้ยากที่จะมีเหรียญใดที่สามารถสร้างโมเมนตัมให้เติบโตขึ้นได้นอกเสียจากว่าจะมีทีมงานที่หมั่นคอยดูแลและรักษาเลี้ยงดูพัฒนาโค้ดและคอยสร้างความมั่นคงให้กับมันอย่างขันแข็ง แต่ด้วยการที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ในลักษณะนี้ชิ้นแรกจึงทำให้การที่บิตคอยน์สามารถแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของมันในการเป็นเงินสดดิจิทัลและเงินที่มั่นคงก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดความต้องการในตัวมันขึ้นได้ ทำให้มันสามารถประสบความสำเร็จได้แม้คนที่อยู่เบื้องหลังมันจะเป็นโปรแกรมเมอร์นิรนามเพียงคนเดียวที่เรียกได้ว่าไม่ได้ใช้เงินในการป่าวประกาศโฆษณามันแต่อย่างใดเลยก็ตาม และเนื่องจากเหรียญทางเลือกอื่นๆก็เป็นเพียงสินค้าลอกเลียนแบบที่สร้างได้ง่ายๆโดยพื้นฐานทั้งสิ้น พวกมันจึงไม่ได้รับความต้องการในโลกแห่งความเป็นจริงและต้องพยายามสร้างความต้องการขึ้นมาเอง

 

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเหรียญอัลท์คอยน์แทบทุกเหรียญจึงต้องมีทีมดูแล พวกเขาริเริ่มโครงการ นำมันออกขาย ออกแบบเอกสารการโฆษณา และยัดบทความประชาสัมพันธ์ของพวกเขาลงในสื่อต่างๆเฉกเช่นว่ามันเป็นข่าวสารข้อมูล ในขณะที่พวกเขายังมีข้อได้เปรียบจากการขุดเหรียญจำนวนมากก่อนที่จะมีใครได้ยินเกี่ยวกับพวกมัน ทีมเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วกัน และไม่ว่าพวกเขาจะพยายามมากเท่าใด พวกเขาก็ไม่สามารถแสดงให้เห็นอย่างน่าเชื่อถือได้เลยว่าพวกเขาไม่ได้มีอำนาจควบคุมทิศทางของสกุลเงินเหล่านั้น ซึ่งเป็นการลบล้างคำกล่าวอ้างใดๆ ที่ว่าสกุลเงินเหล่านี้สามารถเป็นเงินสดดิจิทัลที่ไม่สามารถถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือแทรกแซงควบคุมได้โดยบุคคลที่สามใดๆ พูดอีกอย่างก็คือ หลังจากที่ยักษ์จินนี่บิตคอยน์ได้หลุดออกมาจากขวดแล้ว ใครก็ตามที่พยายามจะสร้างทางเลือกมาแทนที่บิตคอยน์ก็จะต้องลงทุนอย่างหนักในเหรียญของเขา ทำให้พวกเขากุมอำนาจในการควบคุมระบบของพวกเขาเองโดยปริยาย และตราบใดที่ยังมีกลุ่มคนใดก็ตามที่มีอำนาจอธิปไตยเหนือสกุลเงินดิจิทัล สกุลเงินนั้นก็จะไม่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นเงินสดดิจิทัล แต่มันจะกลับกลายเป็นตัวกลางในการชำระเงินรูปแบบหนึ่ง และเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพต่ำมากเสียด้วย

 

ประเด็นนี้จึงกลายเป็นปัญหาสำคัญที่นักออกแบบสกุลเงินทางเลือกต่างๆต้องเผชิญ กล่าวคือ: หากปราศจากการบริหารจัดการโดยทีมงานนักพัฒนาและนักการตลาดแล้ว ก็ไม่มีสกุลเงินดิจิทัลใดที่จะสามารถดึงดูดความสนใจและเงินทุนได้เลยในทะเลของสกุลเงินกว่า 1000+ สกุล แต่หากมีการบริหารจัดการ การพัฒนา และการตลาดโดยทีมงานอย่างแข็งขัน สกุลเงินนั้นก็จะไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่ามันไม่ได้ถูกควบคุมโดยคนกลุ่มดังกล่าว เมื่อมีกลุ่มนักพัฒนาที่ควบคุมและครอบครองเหรียญ กำลังประมวลผล และความเชี่ยวชาญในการโค้ดเหรียญนั้นเป็นส่วนมากแล้ว สกุลเงินนั้นก็จะกลายเป็นสกุลเงินที่มีศูนย์กลางที่อยู่ภายใต้การควบคุมตามเจตนารมย์ของทีมงานไปโดยปริยาย ที่จริงแล้วการเป็นสกุลเงินที่มีศูนย์กลางก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด และเราก็อาจได้เห็นคู่แข่งในลักษณะดังกล่าวในตลาดเสรีที่ปราศจากการควบคุมโดยรัฐบาล แต่มันกลับมีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ในระดับพื้นฐานเกี่ยวกับสกุลเงินที่มีศูนย์กลางซึ่งเลือกใช้รูปแบบการออกแบบอันอุ้ยอ้ายและไร้ประสิทธิภาพที่มีประโยชน์ในการป้องกันไม่ให้เกิดจุดศูนย์รวมของความวิบัติเพียงเท่านั้น

 

ปัญหาดังกล่าวนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้นอีกสำหรับสกุลเงินที่เริ่มต้นจากการทำพิธีกรรมการแจกจ่ายเหรียญครั้งแรก หรือ Initial Coin Offering ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มของนักพัฒนาที่มีการติดต่อพูดคุยกับนักลงทุนอย่างเปิดเผยและเด่นชัด ทำให้โปรเจคต์ทั้งโปรเจคต์กลายเป็นโครงการที่มีศูนย์กลางอย่างชัดเจน โดยประเด็นดังกล่าวสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากชะตากรรมการตกระกำลำบากของอีเธอเรียม (Ethereum) ซึ่งเป็นเหรียญที่มีมูลค่าตลาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจขากบิตคอยนน์นั่นเอง

 

โครงการที่มีชื่อว่าองค์กรปกครองตนเองอย่างกระจายศูนย์ (Decentralized Autonomous Organization) หรือ DAO เป็นโครงการที่ใช้ smart contract โครงการแรกบนระบบของอีเธอเรียม โดยหลังจากที่มีผู้คนลงทุนไปใน smart contract ดังกล่าวมากกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ก็ได้มีผู้โจมตีคนหนึ่งค้นพบวิธีการใช้ช่องโหว่ในโค้ดเพื่อยักยอกเงินราวๆหนึ่งในสามของเงินใน DAO ทั้งหมดไปยังบัญชีของเขา แต่มันก็ไม่ถูกต้องนักที่จะเรียกการโจมตีนี้ว่าเป็นการจารกรรม เพราะผู้ฝากเงินทุกคนได้ยอมรับแล้วว่าเงินของพวกเขาจะอยู่ใต้การควบคุมของโค้ดโดยไม่มีสิ่งอื่นใดสามารถเข้ามาแทรกแซงได้ และผู้โจมตีก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการสั่งการโค้ดดังกล่าวในรูปแบบที่ได้รับการยอมรับโดยผู้ฝากสินทรัพย์ทั้งหลาย แต่ภายหลังจากเหตุการ DAO hack เหล่าผู้พัฒนาของอีเธอเรียมก็ได้สร้างอีเธอเรียมเวอร์ชั่นใหม่ขึ้นมา เป็นเวอร์ชั่นที่ความผิดพลาดนี้ไม่เคยเกิดขึ้น เป็นการยึดเอาเงินของผู้โจมตีมาแจกจ่ายคืนให้กับเหยื่อของการโจมตี ซึ่งการอัดฉีดเอาการบริหารจัดการโดยวิจารณญานของมนุษย์กลับเข้ามาในระบบนี้ขัดแย้งกับเป้าหมายที่ต้องการทำให้โค้ดกลายเป็นกฎประกาศิต และทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงเหตุผลของการสร้าง smart contracts ทั้งหมดทั้งปวง

 

หากระบบเครือข่ายที่ใหญ่เป็นอันดับสองในเชิงของกำลังในการประมวลผลยังสามารถถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขบันทึกในบล็อคเชนของมันย้อนหลังได้เมื่อธุรกรรมที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นไปตามสิ่งที่ทีมผู้พัฒนาต้องการให้เป็นเสียแล้ว การที่จะคิดว่า altcoins ใดๆจะอยู่ภายใต้การควบคุมของกำลังการประมวลผลเพียงอย่างเดียวนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย การกระจุกตัวของผู้ครอบครองสกุลเงิน กำลังประมวลผล และสามารถในการเขียนโปรแกรมจำนวนมากในมือของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจกันในเชิงปฏิบัตินั้นทำให้พวกเขาไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะต้องใช้โครงสร้างแบบบล็อคเชน

 

ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะสามารถเห็นสกุลเงินที่ออกโดยเอกชนในลักษณะดังกล่าวยกระดับตัวเองขึ้นไปเป็นสกุลเงินระดับโลกทั้งๆที่พวกมันมีทีมงานเบื้องหลังอย่างชัดเจน หากสกุลเงินเหล่านั้นมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทีมผู้สร้างเพียงไม่กี่คนก็จะร่ำรวยอย่างมหาศาลและจะได้รับอำนาจในการเข้าถึงเหรียญที่เกิดขึ้นใหม่ก่อนคนอื่น ซึ่งเป็นอำนาจที่ถูกสงวนไว้สำหรับรัฐฯเท่านั้นในโลกสมัยใหม่ ธนาคารกลางและรัฐบาลประเทศต่างๆย่อมไม่ยินยอมต่อการล้มล้างอำนาจของพวกเขาในรูปแบบนี้ มันเป็นเรื่องง่ายดายที่ธนาคารกลางจะบังคับให้ทีมงานที่อยู่เบื้องหลังสกุลเงินเหล่านี้ทำลาย หรือเปลี่ยนแปลงการทำงานของมันในรูปแบบที่ทำให้มันไม่เป็นพิษเป็นภัยและไม่เป็นคู่แข่งต่อสกุลเงินประจำชาติต่างๆ ไม่เคยมี altcoin ใดเลยที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงได้อย่างบิตคอยน์ ซึ่งเป็นผลมาจากธรรมชาติที่ไร้ศูนย์กลางอย่างแท้จริงของมันและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจอันแรงกล้าที่ชักจูงให้ทุกคนเคารพกฎฉันทามติที่ไม่เปลี่ยนแปลงของมัน บิตคอยน์สามารถที่จะกล่าวอ้างความสำเร็จเหล่านี้ได้ก็หลังจากที่มันสามารถเจริญเติบโตขึ้นมาได้ในโลกอันป่าเถื่อนของอินเตอร์เน็ตเป็นเวลากว่าเก้าปีโดยไม่มีผู้มีอำนาจใดคอยควบคุมมัน และยังสามารถต้านทานการโจมตีจากโครงการรนรงค์เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงมันที่มีการประสานงานอย่างกว้างขวางและมีเงินทุนหนุนหลังจำนวนมากได้อีกด้วย

 

ในมุมมองเปรียบเทียบนั้น Altcoin ต่างๆล้วนมีวัฒนธรรมที่เป็นมิตรอย่างเห็นได้ชัด เต็มไปด้วยผู้คนนิสัยดีที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม แม้วัฒนธรรมดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่ๆ มันกลับเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนสำหรับโปรเจ็คต์ที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการยืนหยัดอยู่กับนโยบายทางการเงินที่ไม่เปลี่ยนแปลง หากทีมที่อยู่เบื้องหลัง altcoin ใดๆตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินของมัน พวกเขาก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย ยกตัวอย่างเช่นอีเธอเรียมที่ในเวลานี้ก็ยังไม่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่ามันต้องการจะมีนโยบายทางการเงินเป็นอย่างไรในอนาคต โดยปล่อยให้เป็นการตัดสินใจจากการพูดคุยในชุมชนของมัน แม้การกระทำเช่นนี้อาจส่งผลดีอย่างเหลือเชื่อต่อการสร้างจิตวิญญานของชุมชนให้แข็งแกร่ง แต่มันไม่ได้ช่วยให้มันสามารถเป็นเงินที่มั่นคงระดับโลกได้แต่อย่างใด ซึ่งถ้าจะให้กล่าวอย่าวยุติธรรมก็ไม่ใช่เป้าหมายที่อีเธอเรียมกล่าวอ้างไว้อยู่แล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะพวกเขาเข้าใจถึงประเด็นนี้เป็นอย่างดี หรือเพื่อเป็นการเลี่ยงการกระทบกระทั้งกับผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือเพื่อเป็นลูกเล่นทางการตลาดก็ตาม เราจะเห็นได้ว่า altcoin ส่วนใหญ่จะไม่ทำการตลาดตัวเองในฐานะคู่แข่งของบิตคอยน์ แต่กลับพยายามเสนอว่าพวกเขาเหมาะสำหรับหน้าที่ที่แตกต่างจากบิตคอยน์

 

ไม่มีส่วนใดในการออกแบบของบิตคอยน์ที่จะบ่งชี้ว่ามันจะเหมาะสำหรับการใช้งานในรูปแบบต่างๆมากมายที่เหรียญอื่นอ้างว่าพวกมันจะสามารถทำได้ และไม่มีเหรียญใดเลยนอกจากบิตคอยน์ที่สามารถสร้างความแตกต่างด้วยความสามารถหรือคุณสมบัติที่ไม่สามารถพบเห็นได้ในบิตคอยน์ แต่พวกมันล้วนแล้วแต่มีสกุลเงินที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันอย่างเสรีที่มีความจำเป็นด้วยเหตุผลบางประการต่อระบบที่ซับซ้อนหรือแอปพลิเคชั่นออนไลน์ของพวกเขา

ไม่มีส่วนไหนในการออกแบบ Bitcoin ที่บอกแนะนำว่ามันคงจะดีถ้ามันมีการใช้งานที่หลากหลายอย่างที่เหรียญอื่นๆอ้างว่ามันทำได้ และไม่มีเหรียญใดเลยนอกจาก Bitcoin ที่มีความสามารถหรือมีคุณสมบัติอย่างที่ Bitcoin ไม่มี และเหรียญเหล่านั้นยังมีการซื้อขายกับสกุลเงินอย่างอิสระซึ่งมันอาจจะจำเป็นต่อระบบที่ซับซ้อนหรือแอปพลิเคชั่นออนไลน์ของพวกเขา

 

แต่ความคิดที่ว่าเว็บแอพใหม่ๆนั้นจำเป็นที่จะต้องมีสกุลเงินที่ไร้ศูนย์กลางเป็นของตัวเองนั้น เป็นความหวังอันใสซื่อที่เชื่อว่าการสร้างปัญหาความต้องการไม่สอดคล้องกันให้เกิดขึ้นมาใหม่นั้นจะสามารถนำมาซึ่งผลกำไรได้ทางใดก็ทางหนึ่ง เหตุผลที่ธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริงไม่สร้างสกุลเงินของตัวเองก็เพราะไม่มีใครต้องการที่จะถือสกุลเงินที่ใช้ได้ภายในธุรกิจเดียวเท่านั้น ประเด็นของการถือเงินคือการถือสภาพคล่องที่สามารถนำไปใช้สอยได้อย่างง่ายดายที่สุด การถือเงินที่สามารถใช้ได้กับเพียงบางร้านค้านั้นแทบไม่สร้างให้เกิดสภาพคล่องใดๆ และไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องทำเช่นนั้น ผู้คนนั้นชอบที่จะถือช่องทางในการชำระเงินที่มีสภาพคล่องสูงมากกว่า และธุรกิจใดๆที่ยืนยันว่าลูกค้าจะต้องชำระเงินด้วยสกุลเงินที่มีมูลค่าแปรผันอิสระของเขานั้น ก็เป็นเพียงการสร้างกำแพงต้นทุนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญและสร้างความเสี่ยงให้กับผู้ที่อาจเป็นลูกค้าของพวกเขา

 

แม้กระทั้งในธุรกิจที่จำเป็นต้องใช้ตั๋วรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในการทำงาน เช่นสวนสนุกหรือคาสิโน ตั๋วของพวกเขานั้นก็มีมูลค่าที่คงที่ในหน่วยของเงินที่มีสภาพคล่องสูงเสมอเพื่อที่จะให้ลูกค้ารู้ได้อย่างแน่ชัดว่าเขาจะได้อะไรและสามารถที่จะทำการคำนวนทางเศรษฐศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ หากสกุลเงินไร้ศูนย์กลางที่ควรจะเปลี่ยนโลกอะไรซักอย่างเหล่านี้สามารถที่จะสร้างการใช้งานที่มีมูลค่าในโลกแห่งความเป็นจริงได้ มันก็ยังจินตนาการไม่ออกอยู่ดีว่าผู้คนจะชำระค่าบริการในการใช้งานมันด้วยสกุลเงินที่มีมูลค่าแปรผันอย่างอิสระของมันเอง

 

ในความเป็นจริงนั้น หลังจากที่ได้ศึกษาวงการนี้มาเป็นเวลาหลายปี ผมยังไม่เคยพบสกุลเงินดิจิทัลใดเลยที่สามารถมอบสินค้าหรือบริการที่มีความต้องการทางตลาดได้ แอพพลิเคชั่นไร้ศูนย์กลางแห่งอนาคตที่คุยโวกันหนักหนาดูเหมือนจะยังไม่มาถึงสักที แต่เหรียญที่กล่าวว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำงานของพวกมันกลับเกิดขึ้นใหม่เป็นร้อยๆเหรียญในแต่ละเดือน มันทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าประโยชน์เดียวที่เหรียญเปลี่ยนโลกเหล่านี้มีคือการทำให้ผู้สร้างมันขึ้นมาร่ำรวยขึ้นใช่หรือไม่

 

ไม่มีเหรียญใดเลยนอกจากบิตคอยน์ที่สามารถจะพูดได้อย่างน่าเชื่อถือว่ามันอยู่นอกเหนือการควบคุมของใครคนใดคนหนึ่ง และนั่นจึงเป็นเหตุที่มันไม่มีเหตุผลเลยที่จะต้องมาใช้โครงสร้างอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนในการทำงานเช่นเดียวกับบิตคอยน์ การลอกเลียนแบบบิตคอยน์เพื่อสร้างของลอกเลียนแบบที่แตกต่างจากบิตคอยน์เพียงเล็กน้อยนั่นไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องยากแต่อย่างใด และถึงปัจจุบันก็มีคนหลายพันคนได้กระทำเช่นนั้นมาแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป เราก็สามารถคาดเดาได้ว่าจะมีเหรียญลักษณะนี้อีกจำนวนมากเข้ามาในตลาด ทำให้ altcoins อื่นๆมีความเด่นชัดน้อยลง เงินที่ดิจิทัลที่ไม่ใช่บิตคอยน์นั้น โดยรวมแล้วล้วนเป็นเงินที่อ่อนแอ ไม่มี altcoin ใดเลยที่สามารถถูกพิจารณาได้จากสิ่งที่มันสามารถกระทำได้เนื่องจากพวกมันล้วนคล้ายกันจนแทบจะแยกไม่ออก และพวกมันไม่ได้ทำอะไรได้มากกว่าที่บิตคอยน์ทำได้เลยแม้แต่น้อย แต่พวกมันกลับแตกต่างกับบิตคอยน์อย่างชัดเจนตรงที่อุปทานและรูปแบบการทำงานของมันนั้นสามารถที่จะถูกเปลี่ยนแปลงได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่นโยบายทางการเงินของบิตคอยน์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

 

มันยังคงเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบว่าสกุลเงินต่างๆเหล่านี้สกุลใดสกุลหนึ่งจะสามารถให้บริการที่ได้รับความต้องการจากตลาดโดยแท้จริงนอกเหนือไปจากสิ่งที่บิตคอยน์สามารถให้ได้ได้สำเร็จหรือไม่ แต่มันเป็นสิ่งที่ชัดเจนว่าพวกมันไม่สามารถแข่งขันกับบิตคอยน์ในการเป็นเงินสดดิจิทัลที่ไม่อาศัยความเชื่อใจใดๆได้อย่างแน่นอน การที่พวกมันล้วนแล้วแต่เลือกที่จะทำพิธีกรรมต่างๆเลียนแบบบิตคอยน์ในขณะที่แสร้งทำเป็นว่ากำลังแก้ไขปัญหาอื่นใดนั้นไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกมันแต่อย่างใดนอกไปจากการทำให้ผู้สร้างมันร่ำรวย บางทีสกุลเงินที่ลอกเลียนการออกแบบของนากาโมโตะนับพันนี้อาจเป็นการแสดงออกถึงความชื่นชมอย่างจริงใจที่สุด แต่ความล้มเหลวในการสร้างคุณค่าที่เหนือกว่าสิ่งที่นากาโมโตะได้สร้างไว้ของพวกมันก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นได้ชัดถึงความเป็นเอกภาพของความสำเร็จของนากาโมโตะนั่นเอง การพัฒนาต่อเติมเสริมความสามารถให้กับบิตคอยน์ที่พอจะมีคุณค่าล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากนักเขียนโปรแกรมมีฝีมือที่อาสาสมัครเข้ามาเพื่ออุทิศเวลาอันมีค่าของพวกเขาให้กับการพัฒนาโค้ดของบิตคอยน์ให้ดีขึ้น ในขณะที่นักเขียนโปรแกรมที่มีฝีมือด้อยกว่าพวกเขาจำนวนมากได้ร่ำรวยมหาศาลจากการนำเอาผลงานของนากาโมโตะมาห่อขายใหม่ด้วยศัพท์ทางการตลาดและคำฮิตที่ไร้ความหมาย แต่กลับไม่สามารถสร้างความสามารถเพิ่มเติมที่มีความต้องการในโลกแห่งความเป็นจริงได้แม้แต่น้อย การเจริญเติบโตของ altcoins เหล่านี้จะไม่สามารถมองในบริบทอื่นใดได้เลยนอกจากบริบทของการมองหาช่องทางการลงทุนง่ายๆด้วยเงินที่สร้างง่ายๆของรัฐบาลที่ทำให้เกิดฟองสบู่จากการลงทุนที่ผิดพลาดครั้งใหญ่นั่นเอง

 

เทคโนโลยีบล็อคเชน 11 

 

การพุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจของมูลค่าของบิตคอยน์ และความยากในการทำความเข้าใจวิธีการทำงานของมันส่งผลให้เกิดความสับสันงุนงงมากมายอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับมัน ความสับสนที่ดื้อด้านและโดดเด่นที่สุดอันหนึ่งอาจเป็นความคิดที่ว่ากลไกที่เป็นส่วนหนึ่งของบิตคอยน์ กล่าวคือกลไกที่ทำหน้าที่บันทึกธุรกรรมลงในบล็อคที่ถูกนำมาผูกเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็นระบบบัญชีนั้น สามารถที่จะนำเอาไปใช้เพื่อแก้ปัญหาหรือปรับปรุงประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจและสังคม หรือแม้แต่จะสามารถ “ปฏิวัติ” ปัญหาเหล่านั้นได้ ที่ดูเหมือนจะเป็นคำติดปากของของเล่นและสิ่งประดิษฐ์ที่โฆษณาเกินจริงในปัจจุบันไปแล้ว คำกล่าวที่ว่า “บิตคอยน์นั้นไม่สำคัญหรอก แต่เทคโนโลยีบล็อคเชนที่อยู่เบื้องหลังมันต่างหากที่มีอนาคต” กลายเป็นบทสวดที่ถูกท่องซ้ำๆกันจนน่ารำคาญในช่วงระหว่างปีค.ศ. 2014 และ 2017 โดยเหล่าผู้บริหารธนาคาร นักข่าว และนักการเมืองที่ล้วนแล้วแต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นก็คือ: ความไม่เข้าใจว่าแท้จริงแล้วบิตคอยน์นั้นทำงานอย่างไร (ดูรูปที่ 22)

 

รูปที่ 22 ชาร์ตการตัดสินใจใช้บล็อกเชน

 

การยึดติดกับเทคโนโลยีบล็อคเชนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวความคิดวิทยาศาสตร์ลัทธิบูชาผล หรือ “cargo cult science” ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ถูกทำให้โด่งดังโดยนักฟิสิกส์ชื่อว่าริชาร์ด เฟยน์แมน (Richard Feynman) เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งสหรัฐฯได้ตั้งฐานลงจอดเครื่องบินขึ้นบนหมู่เกาะทางใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางการทหารระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินที่ลงจอดมักจะมีของฝากให้กับผู้อยู่อาศัยบนเกาะอยู่เสมอซึ่งสร้างความพึงพอใจให้กับชาวเกาะเป็นอย่างมาก แต่เมื่อสงครามโลกจบลง ก็ไม่มีเครื่องบินลงจอดที่ลานบินดังกล่าวอีก เหล่าชนพื้นเมืองพยายามอย่างเต็มที่ที่จะให้เครื่องบินและสินค้าที่มากับเครื่องบินกลับมาอีกครั้ง ด้วยความสิ้นหวัง พวกเขาพยายามลอกเลียนแบบท่าทางและพฤติกรรมต่างๆของเหล่าพลทหารภาคพื้นดินที่จากไปนานแล้ว พวกเขาคิดว่าหากพวกเขาประจำคนเอาไว้ในกระท่อมที่มีเสาอากาศและจุดไฟ เครื่องบินก็จะกลับมาและนำของขวัญมาให้พวกเขาอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่ากลยุทธดังกล่าวไม่มีทางสำเร็จได้เลย เนื่องจากพิธีการของพลทหารภาคพื้นดินไม่ได้สร้างเครื่องบินให้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า แต่มันเป็นกลไกสำคัญส่วนหนึ่งในกระบวนการทางเทคโนโลยีอันซับซ้อนที่เริ่มต้นจากการผลิตเครื่องบินไปจนถึงการเดินทางออกจากฐานทัพของพวกมันซึ่งเป็นกระบวนการที่ชาวเกาะแปซิฟิคใต้ไม่สามารถจะเข้าใจได้  

 

เช่นเดียวกับชาวเกาะเหล่านี้ ผู้คนที่เอาแต่พูดว่าบล็อกเชนเทคโนโลยีคือกระบวนการที่สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วยตัวของมันเองได้ก็เป็นผู้คนที่ไม่เข้าใจถึงกระบวนการในภาพใหญ่ที่มันเป็นเพียงฟันเฟืองตัวหนึ่งเท่านั้น กลไกในการตัดสินความถูกต้องสมบูรณ์ของบัญชีธุรกรรมของบิตคอยน์นั้นเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากและสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก แต่มันมีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น นั่นก็คือ: การสร้างเงินและการเคลื่อนย้ายมูลค่าออนไลน์โดยไม่จำเป็นต้องมีความไว้วางใจในบุคคลที่สามแต่อย่างใด หากแม้ว่าสิ่งที่เรียกว่า “เทคโนโลยีบล็อกเชน” นั้นมีอยู่จริง มันก็ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพ หรือรวดเร็ว หรือมีราคาถูกในการทำธุรกรรมออนไลน์แต่อย่างใด แท้จริงแล้วมันเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าและช้ากว่าแนวทางการทำธุรกรรมผ่านตัวกลางอย่างมาก ประโยชน์เดียวของมันคือการตัดความต้องการในการเชื่อใจบุคคลที่สามหรือตัวกลางออกไปโดยสิ้นเชิง ทางเดียวที่จะนำเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้ได้จึงมีเพียงในกิจการที่การกำจัดคนกลางนั้นจะสร้างประโยชน์เป็นอย่างมากจนมันคุ้มค่าที่จะแลกกับประสิทธิภาพการทำงานและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และกระบวนการเดียวที่มันจะสามารถกำจัดตัวกลางออกไปได้ก็มีเพียงกระบวนการของการเคลื่อนย้ายเหรียญในระบบของมันเองเท่านั้น เนื่องจากโค้ดของบล้อกเชนไม่มีอำนาจควบคุมสิ่งอื่นใดที่เกิดขึ้นภายนอกมันได้เลย 

 

การเปรียบเทียบดังต่อไปนี้จะช่วยให้เราเข้าใจถึงระดับความไร้ประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมด้วยบิตคอยน์ได้ดีขึ้น หากเราตัดเอาประเด็นเกี่ยวกับการกระจายศูนย์ การตรวจสอบ proof-of-work การขุด และการทำงานโดยปราศจากความเชื่อใจออกไปทั้งหมดแล้วทำให้บิตคอยน์ทำงานผ่านศูนย์กลางแทน บิตคอยน์ฉบับดังกล่าวก็จะประกอบด้วยอัลกอริทึ่มสำหรับการสร้างเหรียญ และฐานข้อมูลที่บันทึกสิทธิความเป็นเจ้าของเหรียญที่สามารถประมวลผลธุรกรรมได้ราวๆ 300,000 ธุรกรรมต่อวัน การทำงานของระบบดังกล่าวก็จะเป็นเรื่องง่ายมากและคอมพิวเตอร์สมัยใหม่เครื่องไหนๆก็สามารถทำมันได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ อันที่จริงแล้ว คอมพิวเตอร์แลปท๊อปทั่วๆไปนั้นสามารถทำการประมวลผลธุรกรรมได้ราวๆ 14,000 ธุรกรรมต่อวินาทีด้วยซ้ำ หรือเทียบเท่ากับการประมวลผลธุรกรรมทั้งหมดที่บิตคอยน์สามารถทำได้ในหนึ่งวันภายในเวลา 20 วินาที12 คอมพิวเตอร์แลปท๊อปทั่วไปต้องการเวลาเพียงประมาณสองชั่วโมงเท่านั้นเพื่อที่จะประมวลผลธุรกรรมบิตคอยน์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหนึ่งปี

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาในการสร้างสกุลเงินบนแล็ปท๊อปส่วนตัวก็คือมันจำเป็นที่จะต้องอาศัยความเชื่อใจในตัวผู้เป็นเจ้าของแล็ปท๊อปเครื่องดังกล่าว และความเชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยและความสามารถในการต่อต้านการโจมตีของแล็ปท๊อปเครื่องนั้น จนถึงปัจจุบัน วิธีเดียวที่จะรันระบบซอฟต์แวร์เล็กๆโดยไม่ต้องอาศัยความเชื่อใจว่าจะไม่มีใครแอบเปลี่ยนแปลงบัญชีย้อนหลังหรือเปลี่ยนแปลงอัตราการผลิตเงินได้นั้นก็คือการใช้ระบบเครือข่ายแบบ peer-to-peer ของบิตคอยน์และกลไกในการตรวจสอบ proof-of-work เท่านั้น โจทย์ดังกล่าวไม่ใช่โจทย์ทางซอฟต์แวร์ที่แก้ไขได้ง่ายๆ และเหล่าโปรแกรมเมอร์ต่างใช้เวลาหลายปีในการทดลองแนวทางต่างๆจนกว่าจะพบวิถีทางที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ในขณะที่แลปท๊อปดีๆในท้องตลาดปัจจุบันมีอัตราความเร็วในการคำนวนแฮชอยู่ราวๆ 10 เมกะแฮชต่อวินาที ระบบเครือข่ายบิตคอยน์กลับมีอัตราการแฮชสูงถึงราว 20 เอ็กสะแฮชต่อวินาที หรือเทียบเท่ากับแลปท๊อปประมาณ 2 ล้านล้านเครื่องด้วยกัน พูดอีกอย่างก็คือ เพื่อที่จะเอาความต้องการความเชื่อใจออกไปให้หมด เราจำเป็นต้องใช้กำลังในการประมวลผลสำหรับการรันซอฟต์แวร์และฐานข้อมูลง่ายๆสำหรับสกุลเงินนั้นสูงขึ้นประมาณ 2 ล้านล้านเท่า มันไม่ใช่ตัวสกุลเงินหรือกระบวนการการทำธุรกรรมที่จำเป็นต้องอาศัยกำลังในการประมวลผลมากถึงขนาดนั้น แต่มันคือการทำให้ระบบทั้งระบบปราศจากความไว้เนื้อเชื่อใจใดๆทั้งสิ้น ในการที่กระบวนการทางคอมพิวเตอร์ใดๆจะเลือกทำงานด้วยระบบบล็อกเชนมันจำเป็นที่จะต้องผ่านเกณฑ์สองข้อดังนี้:

 

ข้อแรก ประโยชน์ที่ได้รับจากการกระจายศูนย์กลางจะต้องมากพอที่จำทำให้คุ้มต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สำหรับกระบวนการใดก็ตามที่ยังจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อใจในบุคคลที่สามในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไม่ว่าในส่วนใดก็ตามของกระบวนการ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการนำเอาศูนย์กลางออกไปก็ย่อมไม่สมเหตุสมผล การสร้างสัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริงที่อยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมายย่อมจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการนำสัญญาเหล่านี้ไปใช้งานในโลกแห่งความเป็นจริงซึ่งจะสามารถมีอำนาจเหนือการตัดสินใจโดยฉันทามติของโครงข่ายได้ ทำให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการกระจายศูนย์กลางการควบคุมนั้นเปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง เหตุผลเดียวกันนี้ยังเป็นจริงสำหรับสถาบันการเงินที่ต้องการกระจายศูนย์ฐานข้อมูลของพวกเขาทั้งๆที่ตัวเขายังคงต้องการเป็นบุคคลที่สามที่น่าเชื่อถือในกระบวนการทำงานระหว่างสถาบันด้วยกันเองหรือกับลูกค้าของพวกเขา

 

ข้อสอง กระบวนการเริ่มต้นของมันจำเป็นที่จะต้องมีความเรียบง่ายเพียงพอที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถรันสมุดบัญชีร่วมบนโหนดจำนวนมากได้สำเร็จโดยที่บล็อกเชนไม่มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะทำการแจกจ่ายได้ เมื่อกระบวนการการทำงานของระบบทำงานซ้ำๆไปเรื่อยเป็นเวลานาน บล็อกเชนของมันก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นและกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆที่แต่ละโหนดที่กระจายตัวกันอยู่จะสามารถมีบล็อกเชนฉบับเต็มได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้มีเพียงคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ไม่กี่เครื่องที่สามารถรันโหนดได้และทำให้การกระจายศูนย์ไม่มีความหมายอีกต่อไป ในประเด็นนี้ต้องเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างโหนดที่ทำหน้าที่เก็บบัญชีและนักขุดที่ทำหน้าที่สร้าง proof-of-work ตามที่ได้พูดถึงไว้ในบทที่ 8 ดังนี้: นักขุดจำเป็นต้องใช้กำลังในการประมวลผลมหาศาลในการบันทึกธุรกรรมลงในบัญชีที่ใช้งานร่วมกัน ในขณะที่โหนดมีความจำเป็นในการใช้กำลังเพียงเล็กน้อยในการเก็บสำเนาของบัญชีที่เอาไว้ตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมที่นักขุดเหมืองได้ทำการบันทึกเข้ามา นี่เป็นเหตุว่าทำไม่โหนดจึงสามารถทำงานอยู่บนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลได้ในขณะที่เครื่องขุดเครื่องหนึ่งมีกำลังในการประมวลผลมากกว่าคอมพิวเตอร์เป็นร้อยๆเครื่อง หากการทำงานของระบบบัญชีมีความซับซ้อนมากเกินไป โหนดก็จะจำเป็นต้องอาศัยเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ในการทำงานแทนที่จะสามารถทำงานบนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วๆไปได้ ทำให้ความเป็นไปได้ในการกระจายศูนย์กลางการควบคุมถูกทำลายลง 

 

บล็อกเชนของบิตคอยน์ได้มีการกำหนดขนาดสูงสุดของแต่ละบล็อกเอาไว้ที่ 1 เมกะไบต์ ซึ่งเป็นการจำกัดอัตราการเจริญเติบโตของบล็อกเชนของมัน ข้อจำกัดนี้ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์พื้นฐานทั่วไปสามารถที่จะดูแลรักษาและรันโหนดได้อย่างไม่มีปัญหา หาขนาดของแต่ละบล็อกมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือหากตัวบล็อกเชนถูกนำไปใช้สำหรับกระบวนการที่มีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นดังที่เหล่าสาวกบล็อกเชนพยายามโฆษณา มันก็จะมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะนำมารันบันเครื่องคอมพิวเตอร์ธรรมดา ซึ่งการรวมศูนย์อำนาจของเครือข่ายเอาไว้กับโหนดขนาดใหญ่เพียงไม่กี่โหนดที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสถาบันขนาดใหญ่ก็ทำความพยายามในการกระจายศูนย์อำนาจนั้นไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

 

ที่ผ่านมา มีเพียงเงินสดดิจิทัลที่ไร้ความเชื่อใจเท่านั้นที่สามารถนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ได้สำเร็จ เนื่องจากมันเป็นกระบวนการทางเทคโนโลยีที่มีการทำงานอย่างเรียบง่ายส่งผลให้บัญชีธุรกรรมของมันเติบโตในอัตราที่เชื่องช้าในเชิงเปรียบเทียบเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งหมายความว่าเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบอินเตอร์เน็ตตามบ้านเรือนทั่วๆไปแทบทั้งโลกก็สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกในระบบเครือข่ายบิตคอยน์ได้ไม่ยาก อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ภายใต้การควบคุมที่คาดเดาได้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังในการประมวลผลมากมายแต่อย่างใด แต่มันเป็นกระบวนการที่ได้รับผลประโยชน์และสามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้งานได้อย่างมหาศาลจากการกำจัดความเชื่อถือออกไปดังที่อธิบายในบทที่ 8 สื่อกลางทางการเงินอื่นๆทั้งหมดในปัจจุบันล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มคนที่สามารถอัดฉีดอุปทานเพิ่มขึ้นเพื่อตักตวงผลกำไรจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นได้ ประเด็นไม่ได้เป็นจริงสำหรับเงินของรัฐบาลและโลหะที่มีมูลค่าต่ำเพียงเท่านั้น แต่มันยังเป็นจริงสำหรับทองคำด้วยเช่นกัน เนื่องจากทองคำส่วนใหญ่ในปัจจุบันถูกเก็บเอาไว้ในคลังของธนาคารกลางต่างๆที่พร้อมที่จะขายมันทุกเมื่อเพื่อควบคุมราคาของมันไม่ให้เพิ่มขึ้นรวดเร็วจนเกินไปจนทำให้ผู้คนหันมาใช้ทองคำแทนเงินของรัฐบาลได้ นับตั้งแต่การกำจัดระบบมาตรฐานทองคำ บิตคอยน์ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้คนทั่วทั้งโลกสามารถเข้าถึงแหล่งเงินที่มั่นคงได้อย่างง่ายดายเมื่อพวกเขาต้องการ องค์ประกอบที่ดูเหมือนไม่มีอะไรของการใช้กำลังคอมพิวเตอร์ให้น้อยที่สุดกับการสร้างความสำคัญทางเศรษฐศาสตร์ที่หนักแน่นนี้เองคือสิ่งที่ทำให้มันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะทำให้กำลังการประมวลผลของโครงข่ายบิตคอยน์เติบโตขึ้นจนกลายเป็นโครงข่ายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เวลาแปดปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามันยังเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหากรณีการใช้งานใดๆที่สามารถมีคุณค่าเพียงพอที่จะทำให้คุ้มค่าแก่การกระจายตัวไปยังโหนดต่างๆนับพันโหนดในขณะที่มีขนาดเล็กพอที่จะทำให้การกระจายตัวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้

 

ข้อสรุปแรกจากบทวิเคราะห์ดังกล่าวก็คือ การเปลี่ยนแปลงการทำงานของบิตคอยน์ใดๆก็ตามที่จะทำให้บล็อกเชนมีขนาดใหญ่ขึ้นนั้นมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะเกิดขึ้นได้ โดยมีเหตุมากกว่าเพียงประเด็นในการต่อต้านการยับยั้งแก้ไขดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้า แต่ยังเป็นเพราะมันจะทำให้ผู้รันโหนดจำนวนมากไม่สามารถรันโหนดของตัวเองได้อีกต่อไป และเนื่องจากพวกเขาคือผู้ที่เลือกว่าจะรันซอฟต์แวร์ตัวไหนมันจึงไม่แปลกที่จะคาดเดาได้ว่าจะมีผู้รันโหนดที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจำนวนมากพอที่จะรันซอฟต์แวร์รุ่นปัจจุบันของพวกเขา และเลือกที่จะถือบิตคอยน์ของพวกเขาต่อไป ทำให้การพยายามใดๆที่จะอัพเกรดซอฟต์แวร์ของบิตคอยน์กลายเป็นการสร้าง altcoin ที่ไร้ค่าขึ้นมาไม่ต่างจาก altcoin นับพันที่มีอยู่แล้ว

 

ข้อสรุปที่สองก็คือเหล่าแอพพลิเคชั่นที่ใช้ “เทคโนโลยีบล็อกเชน” ทั้งหลายที่ต่างคุยโวโอ้อวดว่าจะปฏิวัติวงการการธนาคารหรือเทคโนโลยีฐานข้อมูลต่างๆล้วนแล้วแต่ไม่มีหนทางที่จะประสบความสำเร็จในการสร้างผลงานใดๆนอกเหนือไปจากตัวอย่างอันเพ้อฝันที่ไม่มีวันกลายมาเป็นความจริง เนื่องจากไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันก็จะยังคงเป็นกระบวนการที่ไร้ประสิทธิภาพสำหรับการที่ใครก็ตามจะนำไปใช้ประกอบธุรกิจใดๆ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เทคโนโลยีที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อกำจัดตัวกลางออกไปจะสามารถถูกนำมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับตัวกลางที่มันถูกออกแบบมาให้กำจัด

 

มีวิธีการในการบันทึกธุรกรรมอีกมากมายที่ง่ายและคล่องตัวกว่านี้ แต่นี่เป็นวิธีการเดียวที่สามารถกำจัดความจำเป็นในการมีตัวกลางเป็นบุคคลที่สามออกไปได้อย่างหมดสิ้น แม้ธุรกรรมจะถูกบันทึกลงในบล็อกเชนเนื่องจากมีผู้ตรวจสอบธุรกรรมจำนวนมากแข่งขันกันตรวจสอบมันเพื่อผลกำไร แต่ผู้ทำธุรกรรมก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อใจหรือพึ่งพาอาศัยพวกเขาเพื่อที่จะให้ธุรกรรมสำเร็จได้ แทนที่จะอาศัยความเชื่อใจ ธุรกรรมที่ฉ้อฉลต่างๆจะถูกตรวจจับได้ทันทีและถูกกำจัดออกไปโดยสมาชิกของโครงข่ายที่มีแรงจูงใจอันแรงกล้าในการรักษาความมั่นคงของระบบ หรือพูดอีกอย่างก็คือบิตคอยน์นั้นเป็นระบบที่สร้างขึ้นบนระบบของการตรวจสอบที่เชื่องช้า อุ้ยอ้าย และมีราคาแพง เพื่อที่มันจะสามารถกำจัดความต้องการความเชื่อใจหรือความน่าเชื่อถือใดๆระหว่างบุคคลออกไปได้ กล่าวคือมันเป็นระบบที่อาศัยการตรวจสอบ 100% และความเชื่อใจ 0% นั่นเอง

 

สิ่งที่ขัดแย้งกับกระแสต่างๆที่เกิดขึ้นรอบๆบิตคอยน์ก็คือการกำจัดความต้องการในบุคคลที่สามออกไปนั้นกลับไม่ใช่สิ่งดีเสมอไปในทุกแง่มุมของธุรกิจและการใช้ชีวิต เมื่อเราเข้าใจถึงกลไกการทำงานของบิตคอยน์แล้วเราก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าการย้ายไปยังระบบที่ไม่มีการพึ่งพาอาศัยตัวกลางที่น่าเชื่อถือนั้นมีข้อแลกเปลี่ยนข้อดีข้อเสียมากมาย ประโยชน์ของการกระทำดังกล่าวอยู่ที่การสร้างให้เกิดอธิปไตยระดับบุคคลเหนือการทำงานของระบบ ความต่อต้านต่อการกีดกันปิดกั้น และความไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ของอัตราการเติบโตของอุปทานเงินและตัวแปรทางเทคนิคต่างๆ แต่ข้อเสียก็คือความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังประมวลผลมากกว่าที่จำเป็นในการทำกระบวนการต่างๆมากมายหลายเท่า มันจึงไม่มีเหตุผลใดๆนอกไปจากความเชื่อในกระแสอนาคตอันใสซื่อที่จะทำให้เชื่อได้ว่าการแลกเปลี่ยนดังกล่าวจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าสำหรับหลายๆคน อาจเป็นได้ว่าที่เดียวที่คุ้มค่าต่อการแลกเปลี่ยนนี้คือในการบริหารจัดการเงินมั่นคงระดับโลกที่มีความเป็นเอกภาพและไร้พรมแดนด้วยเหตุผลที่สำคัญสองข้อ ซึ่งข้อแรกก็คือค่าใช้จ่ายที่มากมายที่จำเป็นต่อการปฏิบัติการของระบบนั้นสามารถที่จะค่อยๆกอบกู้คืนมาได้อย่างช้าๆผ่านการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของตลาดสกุลเงินโลกที่มีมูลค่าราวๆ 80 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯในปัจจุบัน และข้อที่สองก็คือ ธรรมชาติของเงินที่มั่นคงก็คือเงินที่ไม่มีมนุษย์ผู้ใดสามารถควบคุมมันได้ จึงทำให้จำเป็นต้องมีอัลกอริทึ่มพิเศษที่คาดเดาได้และไม่มีวันเปลี่ยนแปลงซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ หลังจากผมได้คำนึงถึงโจทย์นี้อยู่เป็นเวลานานหลายปี ผมยังไม่พบกระบวนการใดๆในธุรกิจไหนเลยที่จะมีความสำคัญมากพอที่จะคุ้มค่าต่อค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการกำจัดตัวกลางออกไป หรือมีความเรียบง่ายและโปร่งใสเพียงพอที่จะทำให้สามารถได้รับประโยชน์มหาศาลจากการกระทำดังกล่าว

 

การเปรียบเทียบกับเหตุที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์จะช่วยให้เห็นภาพในประเด็นนี้ได้ชัดเจนขึ้น ในค.ศ.1885 คาร์ล เบนซ์ (Karl Benz) ได้ทำการติดตั้งเครื่องยนต์สันดาบภายในลงบนรถโดยสารเพื่อสร้างรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนตัวเองได้เป็นคันแรก วัตถุประสงค์ในการกระทำดังกล่าวคือการกำจัดม้าออกไปจากรถโดยสารเพื่อทำให้ผู้คนเป็นอิสระจากการที่ต้องคอยจัดการกับขี้ม้าตลอดเวลา เบนซ์ไม่ได้พยายามทำให้ม้าวิ่งเร็วขึ้นแต่อย่างใด และการนำเอาเครื่องจักรที่มีน้ำหนักมากไปติดตั้งบนรถม้าก็มีแต่จะทำให้ม้าวิ่งได้ช้าลงในขณะที่ไม่ได้ทำให้ม้าขับถ่ายอุจจาระน้อยลงแม้แต่น้อย เช่นเดียวกัน ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทที่ 8 กำลังประมวลผลขนาดยักษ์ที่จำเป็นต่อการทำให้ระบบบิตคอยน์สามารถทำงานได้นั้นมีไว้เพื่อกำจัดความจำเป็นในความเชื่อมั่นตัวกลางในการประมวลผลธุรกรรมหรือการกำหนดอุปทานของเงิน หากยังมีบุคคลที่สามหลงเหลืออยู่ในกระบวนการแล้วกำลังประมวลผลทั้งหมดนั้นก็จะกลายเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์

 

มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะสามารถบอกได้ว่ารูปแบบการทำงานของบิตคอยน์นี้จะสามารถได้รับความนิยมและมีอัตราการใช้งานเจริญเติบโตขึ้นได้หรือไม่ มันเป็นไปได้ที่บิตคอยน์จะเติบโตขึ้นมาเพื่อแทนที่ตัวกลางทางการเงินต่างๆ และมันก็ยังเป็นไปได้ที่บิตคอยน์จะต้องหยุดชะงัก หรือแม้แต่ล้มเหลวและหายไปในที่สุด แต่สิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้คือการที่บล็อกเชนของบิตคอยน์จะมาสร้างประโยชน์ให้กับตัวกลางที่มันถูกออกแบบมาเพื่อกำจัด

 

สำหรับบุคคลที่สามที่ทำหน้าที่ให้บริการการชำระเงิน การซื้อขายแลกเปลี่ยน และการจดบันทึกบัญชีทั่วไปแล้ว บล็อกเชนนั้นเป็นเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูงและไม่มีประสิทธิภาพในการใช้งานเอาเสียเลย บล็อกเชนที่ไม่ใช่บิตคอยน์นั้นได้รวมเอาสิ่งที่แย่ที่สุดของทั้งสองโลกเข้ามาไว้ด้วยกันนั่นคือ: โครงสร้างที่อืดอาดอุ้ยอ้ายของบล็อกเชนกับต้นทุนและความเสี่ยงทางด้านความปลอดภัยของการมีตัวกลางที่อาศัยความเชื่อถือ มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เหตุแม้ว่าเวลาจะผ่านมาถึงแปดปีแล้วก็ตาม ใดเทคโนโลยบล็อกเชนจึงยังไม่สามารถให้กำเนิดรูปแบบการใช้งานที่ประสบความสำเร็จและพร้อมต่อการใช้งานเชิงพาณิชย์นอกเหนือไปจากสิ่งเดียวที่มันถูกออกแบบมาโดยเฉพาะนั่นก็คือ: บิตคอยน์

 

แต่มันกลับมีกระแส งานสัมมนา และการพูดถึงอย่างแพร่หลายในสื่อต่างๆ หน่วยงานรัฐฯ วงการวิชาการ วงการอุตสาหกรรม และแม้แต่ในสภาเศรษฐกิจโลกเกี่ยวกับแนวทางการนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้เกิดขึ้นมากมาย เงินจำนวนหลายล้านดอลลาร์ถูกนำไปลงทุนในธุรกิจร่วมทุน งานวิจัย และการตลาดโดยหน่วยงานรัฐฯและสถาบันต่างๆที่หลงคารมในกระแสของมัน โดยไม่เกิดผลที่ใช้ได้จริงใดๆ

 

ที่ปรึกษาเกี่ยวกับบล็อกเชนได้สร้างต้นแบบการใช้บล็อกเชนสำหรับการเทรดหุ้น การจดทะเบียนสินทรัพย์ การเลือกตั้ง และการเคลียร์บัญชีการชำระเงิน แต่กลับไม่มีระบบใดที่ถูกนำมาใช้งานในเชิงพานิชญ์เนื่องจากมันมีต้นทุนสูงกว่าระบบง่ายๆที่อาศัยระบบฐานข้อมูลและซอฟต์แวร์ที่มีอยู่เดิม ดังที่รัฐบาลแห่งรัฐเวอร์มอนต์ได้กล่าวสรุปไปไม่นานมานี้ 13

 

ในขณะเดียวกัน ธนาคารเองก็ไม่ได้มีประวัติที่ดีงามนักเกี่ยวกับการนำเอาพัฒนาการทางเทคโนโลยีมาใช้งาน ในขณะที่ เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ซีอีโอของธนาคารเจพีมอร์แกนเชสได้คุยโวโอ้อวดถึงเทคโนโลยีบล็อกเชนเอาไว้ที่กรุงดาวอสในปี 2016 แต่ระบบการเชื่อมต่อของธนาคารของเขาที่ใช้เทคโนโลยีจากปี 1997 สำหรับการให้บริการฐานข้อมูลกลางสำหรับข้อมูลลูกค้ากลับไม่สามารถใช้งานได้นานกว่าสองเดือน

 

ในทางตรงกันข้าม เครือข่ายของบิตคอยน์นั้นถือกำเนิดขึ้นมาจากผลการออกแบบบล็อกเชนสองเดือนให้หลังจากที่ซาโตชิ นากาโมโตะได้เสนอเทคโนโลยีดังกล่าวขึ้นมา จนมาถึงวันนี้มันก็ได้ทำงานมาโดยไม่เคยมีการสะดุดแต่อย่างใดและเติบโตขึ้นจนมีมูลค่าของบิตคอยน์รวมกันมากกว่า 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ บล็อกเชนเป็นคำตอบสำหรับโจทย์ของการสร้างเงินสดอิเล็คโทรนิค และเนื่องจากมันสามารถทำงานได้มันจึงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในขณะที่นากาโมโตะคอยทำงานอยู่โดยไม่เปิดเผยตัวตนและติดต่อกับผู้อื่นผ่านอีเมลห้วนๆอยู่เป็นเวลาประมาณสองปี มันไม่จำเป็นต้องได้รับเงินทุน การร่วมทุนกิจการ งานสัมมนา หรือการโฆษณาใดๆ

 

จากคำอธิบายดังกล่าวทำให้เห็นได้ชัดว่าความคิดที่ว่า “เทคโนโลยีบล็อกเชน” นั้นมีอยู่จริงและสามารถนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาใดๆก็ตามนั้นเป็นความคิดที่น่ากังขาเป็นอย่างมาก มันถูกต้องแม่นยำกว่ามากที่จะทำความเข้าใจบล็อกเชนในฐานะขององค์ประกอบสำคัญในกระบวนการการทำงานของบิตคอยน์และโครงข่ายทดลองและลอกเลียนแบบของมัน อย่างไรก็ตามคำว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นกลับถูกใช้เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบาย  ส่วนต่อไปของบทนี้จะกล่าวถึงรูปแบบกรณีการใช้งานที่มักได้รับการโฆษณาและพูดถึงมากที่สุดของเทคโนโลยีบล็อกเชน ในขณะที่ในส่วนต่อจากนั้นจะเป็นการชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคหลักๆในการนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้สำหรับปัญหาเหล่านนี้

ตัวอย่างการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีบล็อคเชน

 

การศึกษาภาพรวมของโครงการวิจัยและสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ผลสรุปว่าแนวทางหลักๆในการนำเอาบล็อกเชนมาใช้งานนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็นสามหมวดหลักๆด้วยกันได้แก่:

การชำระเงินดิจิทัล

 

ระบบกลไกการเคลียร์บัญชีการชำระเงินเชิงพาณิชย์ในปัจจุบันนั้นจำเป็นต้องมีระบบบัญชีกลางที่ทำการบันทึกธุรกรรมทั้งหมดและรักษาดูแลยอดเงินในบัญชีต่างๆ โดยหลักแล้ว ธุรกรรมนั้นจะถูกส่งออกมาหนึ่งครั้งจากผู้ทำธุรกรรมไปยังผู้มีหน้าที่เป็นสื่อกลาง ถูกตรวจสอบความถูกต้อง และทำการปรับยอดในบัญชีทั้งสองตามธุรกรรมที่เกิดขึ้น ใน่บล็อกเชนนั้น ธุรกรรมจะถูกส่งไปยังโหนดในเครือข่ายทั้งหมด ซึ่งจำทำให้เกิดการส่งข้อมูลมากขึ้นและจำเป็นต้องใช้กำลังประมวลผลมากขึ้นด้วยเช่นกัน ธุรกรรมต่างๆจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของบล็อกเชนและถูกคัดลอกไปยังคอมพิวเตอร์ของสมาชิกในระบบทุกเครื่อง กระบวนการนี้เชื่องช้าและมีราคาแพงกว่าแนวทางการเคลียร์บัญชีแบบรวมศูนย์และช่วยให้เข้าใจได้ว่าเหตุใด Visa และ Mastercard สามารถเคลียร์ธุรกรรมได้ 2,000 ธุรกรรมต่อวินาทีในขณะที่บิตคอยน์ทำได้อย่างมากแค่สี่ธุรกรรมเท่านั้น บิตคอยน์ไม่ได้ใช้บล็อกเชนเพราะว่ามันทำให้สามารถทำธุรกรรมที่มีค่าใช้จ่ายน้อยและมีความรวดเร็ว แต่เป็นเพราะมันทำให้สามารถกำจัดความจำเป็นที่จะต้องเชื่อถือตัวกลางออกไป กล่าวคือ: ธุรกรรมต่างๆถูกเคลียร์ได้จากการแข่งขันกันของโหนดในขณะที่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อใจโหนดใดโหนดหนึ่งเลย มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่ตัวกลางบุคคลที่สามจะคิดว่าพวกเขาจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขาได้โดยการนำเอาเทคโนโลยีที่แลกความเร็วและประสิทธิภาพทิ้งไปเพื่อกำจัดตัวกลางที่เป็นบุคคลที่สาม สำหรับสกุลเงินใดก็ตามที่อยู่ภายใต้การควบคุมของศูนย์กลางอำนาจ การบันทึกธุรกรรมลงในบัญชีกลางย่อมมีประสิทธิภาพสูงกว่าเสมอ สิ่งที่สามารถเห็นได้ชัดคือแอพพลิเคชั่นสำหรับการชำระเงินด้วยบล็อกเชนนั้นจะสามารถทำงานได้ก็เพียงกับสกุลเงินที่ไร้ศูนย์กลางของมันเอง และไม่สามารถใช้งานร่วมกับสกุลเงินที่อยู่ภายใต้การควบคุมจากส่วนกลางนั่นเอง

หนังสือสัญญา

 

ในปัจจุบันหนังสือสัญญาถูกร่างขึ้นโดยนักกฎหมาย ตัดสินโดยศาล และบังคับใช้โดยตำรวจ ระบบการเข้ารหัสสำหรับสมาร์ทคอนแทรคท์อย่างเช่นอีเธอเรียม ทำการเข้ารหัสสัญญาลงไปในบล็อกเชนเพื่อให้มันสามารถทำงานได้ด้วยตัวเองโดยไม่มีโอกาสให้อุทรหรือกลับคำพิพากษาและอยู่เกินเอื้อมของศาลและตำรวจ คติประจำใจของเหล่าสมาร์ทคอนแทรคท์โปรแกรมเมอร์ก็คือ “โค้ดคือกฎหมาย” ปัญหาของแนวคิดดังกล่าวคือการที่ภาษาที่นักกฎหมายใช้ในการร่างหนังสือสัญญานั้น เป็นภาษาที่มีผู้คนเข้าใจกว้างขวางกว่าภาษาโค้ดที่นักร่างสมาร์ทคอนแทรคท์ใช้อยู่เป็นอย่างมาก มีคนเพียงไม่กี่ร้อยคนในโลกนี้ที่จะมีความเชี่ยวชาญมากพอที่จะสามารถเข้าใจถึงความหมายของข้อสัญญาที่ระบุในสมาร์ทคอนแทรคท์ และแม้แต่พวกเขาเองก็ยังสามารถที่จะมองข้ามบั๊กที่อยู่ตรงหน้าได้ไม่ยาก แม้หากว่ามีผู้คนที่มีความเชี่ยวชาญในภาษาการเขียนโปรแกรมที่จำเป็นต่อการใช้งานสัญญาเหล่านี้มากขึ้น แต่คนเพียงหยิบมือที่มีความเชี่ยวชาญสูงกว่าก็จะยังคงมีข้อได้เปรียบเหนือผู้อื่นอยู่วันยังค่ำ ความเชี่ยวชาญในการเขียนโค้ดย่อมสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธให้แก่ผู้มีความเชี่ยวชาญเหนือผู้อื่นเสมอ

 

ปัญหาดังกล่าวปรากฎตัวขึ้นอย่างชัดเจนพร้อมกับการนำเอาสมาร์ทคอนแทรคท์มาใช้งานเป็นครั้งแรกบนเครือข่ายของอีเธอเรียมในโครงการที่มีชื่อว่า Decentralized Autonomous Organization (DAO) หรือองค์กรบริหารจัดการตนเองแบบไร้ศูนย์กลาง หลังจากที่มีการลงทุนมากกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯลงในสมาร์ทคอนแทรคท์ดังกล่าวก็ได้มีผู้โจมตีค้นพบวิธีการใช้งานโค้ดของมันในรูปแบบที่ทำให้เขาสามารถผันเอาเงินราวๆหนึ่งในสามของทรัพย์สินใน DAO ทั้งหมดมายังบัญชีของเขา อย่างไรก็ตามการที่จะเรียกการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการจารกรรมก็อาจไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากผู้ฝากเงินทุกคนได้ยอมรับแล้วว่าเงินของพวกเขานั้นจะถูกควบคุมด้วยโค้ดเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีสิ่งอื่นใดที่มีอำนาจเหนือโค้ดได้ และผู้โจมตีก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการสั่งงานโค้ดดังกล่าวตามรูปแบบที่เป็นที่ยอมรับโดยผู้ฝากเงิน หลังจากเหตุการณ์ DAO แฮค นักพัฒนาอีเธอเรียมก็ได้สร้างอีเธอเรียมเวอร์ชั่นใหม่ที่เหมือนกับว่าเหตุการณ์น่าหงุดหงิดดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น การนำเอาการบริหารจัดการโดยความคิดเห็นของมนุษย์กลับเข้ามาในระบบดังกล่าวนี้ขัดแย้งกับเป้าหมายที่ต้องการจะทำให้โค้ดกลายเป็นกฎหมาย และทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงเหตุผลการของการใช้สมาร์ทคอนแทรคท์ทั้งหมดด้วย

 

อีเธอเรียมเป็นบล็อกเชนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากบิตคอยน์ในเชิงของกำลังประมวลผล และในขณะที่บล็อกเชนของบิตคอยน์นั้นไม่สามารถถูกย้อนกลับได้ การที่อีเธอเรียมสามารถถูกย้อนประวัติของมันได้ก็หมายความว่าบล็อกเชนที่มีกำลังประมวลผลเล็กกว่าบิตคอยน์ทั้งหมดก็เป็นเพียงระบบฐานข้อมูลแบบมีศูนย์กลางที่อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ดูแลมันเท่านั้น กลายเป็นว่าโค้ดนั้นไม่ใช่กฎหมายตายตัวเสียทีเดียว เนื่องจากผู้ดูแลสัญญาต่างๆเหล่านี้มีอำนาจที่จะควบคุมการทำงานของสัญญาได้ สมาร์ทคอนแทรคท์ไม่ได้แทนที่ศาลด้วยโค้ด มันเพียงแต่แทนที่ศาลด้วยทีมผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ยังด้อยประสบการณ์ ความรู้ หรือความรับผิดชอบในการตัดสินอนุญาโตตุลาการเท่านั้น มันจึงยังเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าดูกันต่อไปว่าศาลและนักกฎหมายจะยังคงทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์ต่อไปหรือไม่เมื่อมีการแตกแขนงฟอร์คต่างๆเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต

 

ในปัจจุบัน DAO ยังคงเป็นโครงการที่มีความซับซ้อนโครงการแรกและโครงการเดียวที่นำเอาสมาร์ทคอนแทรคท์บนบล็อคเชนมาใช้ประโยชน์ และประสบการณ์ครั้งแรกนี้ก็แสดงให้เห็นว่าการนำเอาเทคโนโลยีสมาร์ทคอนแทรคท์มาใช้งานในวงกว้างนั้นยังต้องใช้เวลาอีกนานหากมันยังจะสามารถเกิดขึ้นได้ แอพพลิเคชั่นอื่นๆยังคงอยู่ในรูปของต้นแบบทดลองเท่านั้น บางทีในอนาคตที่ความรู้ความเข้าใจทางการเขียนโค้ดแพร่หลายมากขึ้นและโค้ดกลายเป็นสิ่งที่คาดเดาและเชื่อถือได้มากกว่านี้ คอนแทรคท์ในรูปแบบดังกล่าวอาจกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น แต่หากการใช้งานคอนแทรคท์ส่งผลให้เกิดเพียงความจำเป็นในการใช้งานกำลังประมวลผลที่สูงขึ้นในขณะที่มันยังคงอยู่ภายใต้อำนาจในการแก้ไข ฟอร์ค หรือลบล้างโดยวิศวกรบล็อกเชนอยู่ การกระทำทั้งหมดนี้ก็จะไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากไปกว่าการสร้างกระแสทางการตลาดเท่านั้น อนาคตของสมาร์ทคอนแทรคท์ที่ดูจะมีความเป็นไปได้มากกว่าคือการที่มันจะอยู่บนระบบคอมพิวเตอร์ส่วนกลางที่ปลอดภัยภายใต้การดูแลของบุคคลที่สามที่น่าเชื่อถือที่มีอำนาจในการควบคุมลบล้างมันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้สมาร์ทคอนแทรคท์บนบล็อกเชนกลายเป็นสิ่งที่แก้ไขได้เพื่อแลกกับความจำเป็นต้องใช้กำลังประมวลผลน้อยลงและการลดช่องทางที่เสี่ยงต่อการโจมตีมันลงได้

 

แต่สำหรับบล็อกเชนที่สามารถใช้งานได้จริงๆนั้น น่าจะมีเพียงความต้องการในการใช้คอนแทรคท์อันเรียบง่ายที่โค้ดของมันสามารถถูกตรวจสอบและทำความเข้าใจได้โดยง่าย เหตุผลเดียวที่จะมีความต้องการใช้หนังสือสัญญาบนบล็อกเชนแทนที่จะใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทีมีศูนย์กลางมีเพียงความต้องการในการให้หนังสือสัญญาสามารถใช้งานสกุลเงินที่อยู่บนบล็อกเชนดังกล่าวในทางใดทางหนึ่ง เนื่องจากสัญญาอื่นๆนั้นสามารถที่จะบังคับใช้และควบคุมดูแลได้ง่ายกว่าถ้าไม่ต้องแบกภาระของการใช้ระบบบล็อกเชนแบบกระจายศูนย์เอาไว้ด้วย รูปแบบของสัญญาบนบล็อกเชนที่มีความหมายจึงมีเพียงสัญญาที่เรียบง่ายสำหรับการชำระเงินตามเวลา หรือการสร้างกระเป๋าร่วมที่ต้องใช้มากกว่าหนึ่งลายเซ็นต์ (multisignature wallet) เท่านั้น ซึ่งล้วนเป็นสัญญาที่กระทำกับสกุลเงินของตัวบล็อกเชนเองทั้งสิ้น และเกิดขึ้นบนเครือข่ายของบิตคอยน์เป็นส่วนใหญ่

ฐานข้อมูล และระบบบริหารจัดการข้อมูล

บล็อกเชนเป็นฐานข้อมูลและสมุดบันทึกบัญชีทรัพย์สินที่สามารถต้านทานการแก้ไขดัดแปลงและไว้ใจได้ แต่ก็เฉพาะสำหรับสกุลเงินของบล็อกเชนนั้นเองและเพียงต่อเมื่อสกุลเงินนั้นมีมูลค่ามากพอที่จะทำให้ระบบโครงข่ายมีกำลังประมวลผลมากพอที่จะต้านทานการโจมตีได้เท่านั้น สำหรับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์กายภาพหรือดิจิทัลก็ตาม บล็อกเชนก็จะมีความน่าเชื่อถือเท่ากับผู้คนที่คอยทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตัวสินทรัพย์กับสิ่งที่อ้างอิงถึงมันบนบล็อกเชนเท่านั้น มันจึงไม่มีประโยชน์เชิงประสิทธิภาพหรือความโปร่งใสที่จะได้จากการใช้บล็อกเชนระบบปิดแต่อย่างใด เนื่องจากบล็อกเชนนั้นเชื่อถือได้เท่ากับกลุ่มคนที่สามารถให้อนุญาตในการบันทึกข้อมูลลงไปในบล็อกเชนนั้น การใส่บล็อกเชนเข้าไปในกระบวนการการบันทึกบัญชีของกลุ่มคนดังกล่าวมีแต่จะทำให้เกิดความเชื่องช้ามากขึ้นโดยไม่ได้สร้างให้เกิดความปลอดภัยหรือความคงทนถาวรของสิ่งที่บันทึกได้เลยเนื่องจากมันไม่มี proof-of-work ในขณะที่ระบบจำเป็นต้องใช้กำลังประมวลผลและเวลาสำหรับการทำงานของฐานข้อมูลมากขึ้น แต่ระบบก็ยังจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อใจในตัวกลางอยู่ดี บล็อกเชนที่ได้รับการรักษาความปลอดภัยด้วยเหรียญของมันเองจะสามารถนำมาใช้งานเป็นระบบรับรองเอกสารได้ โดยการบันทึกแฮชของเอกสารหรือสัญญาลงในบล็อกของธุรกรรมเพื่อให้ใครก็สามารถเข้าถึงเอกสารสัญญานั้นได้และสามารถมั่นใจได้ว่าเอกสารฉบับที่เห็นนั้นถูกทำการแฮชในวันที่ตามที่ระบุอย่างแท้จริง บริการดังกล่าวจะสร้างความต้องการทางตลาดสำหรับพื้นที่ในบล็อกที่เป็นสิ่งหายาก แต่มันจะไม่มีประโยชน์เลยในบล็อกเชนที่ไม่มีสกุลเงินเป็นของตัวเอง

ข้อจำกัดทางเศรษฐศาสตร์สำหรับเทคโนโลยีบล็อคเชน

จากการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พบอุปสรรค์สำคัญในการใช้งานในวงกว้างอยู่ห้าประการด้วยกัน ดังนี้

1.  ความซ้ำซ้อน

 

การบันทึกทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นลงในบัญชีของสมาชิกทุกคนในระบบโครงข่ายเป็นการสร้างความซ้ำซ้อนที่มีต้นทุนสูงโดยมีเหตุผลเพียงเพื่อกำจัดตัวกลางออกไป สำหรับตัวกลางใดๆแล้วไม่ว่าจะเป็นตัวกลางทางการเงินหรือกฎหมาย มันไม่มีเหตุผลเลยที่จะเพิ่มความซับซ้อนนี้เข้าไปในขณะที่ยังทำตัวเป็นตัวกลางอยู่ มันไม่มีเหตุผลใดที่ธนาคารจะอยากแบ่งปันบัญชีบันทึกธุรกรรมทั้งหมดของพวกเขาให้กับธนาคารอื่นๆทุกธนาคาร และมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะทำให้ธนาคารต้องการที่จะใช้ทรัพยากรจำนวนมากไปกับพลังงานไฟฟ้าและกำลังการประมวลผลเพื่อการบันทึกบัญชีธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงินอื่นๆนอกจากตนเอง ความซ้ำซ้อนนี้ส่งผลให้เกิดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ได้สร้างประโยชน์แต่อย่างใด

2. การขยายขีดความสามารถ

 

ระบบกระจายตัวที่โหนดแต่ละโหนดทำการบันทึกธุรกรรมทุกธุรกรรมย่อมมีสมุดบัญชีสามัญที่มีขนาดเติบโตขึ้นเร็วกว่าจำนวนของสมาชิกเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ สมาชิกของระบบโครงข่ายกระจายตัวนี้จะต้องแบกรับภาระในการประมวลผลและเก็บรักษาสมุดบัญชีดังกล่าวที่สูงกว่าระบบโครงข่ายที่มีศูนย์กลางในขนาดเท่าๆกัน บล็อกเชนจะต้องเผชิญกับอุปสรรคต่อการขยายตัวนี้อยู่เสมอ และนี่เป็นเหตุที่อธิบายได้ว่าเหตุใดนักพัฒนาบิตคอยน์ทั้งหลายจึงพยายามค้นหาแนวทางในการขยายขีดจำกัดดังกล่าว พวกเขาค่อยๆขยับออกจากรูปแบบของบล็อกเชนที่ไร้ศูนย์กลางโดยสมบูรณ์ เข้าหารูปแบบการใช้ระบบชั้นที่สองในการเคลียร์บัญชีการชำระเงินอย่างเช่น Lightning  Network หรือระบบการชำระเงินนอกบล็อกเชนโดยผ่านตัวกลาง มันมีข้อแลกเปลี่ยนที่ชัดเจนระหว่างการขยายตัวและการกระจายศูนย์ หากจะต้องปรับเปลี่ยนบล็อกเชนให้สามารถรองรับปริมาณธุรกรรมที่สูงขึ้น ก็จำเป็นต้องทำให้แต่ละบล็อกมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนในการเข้าร่วมระบบและส่งผลให้มีจำนวนของโหนดที่ลดลง ผลก็คือระบบก็จะเอนเอียงไปทางการรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น หนทางที่ประหยัดที่สุดในการรองรับปริมาณธุรกรรมขนาดใหญ่ก็คือการรวมศูนย์กลางข้อมูลทั้งหมดเอาไว้ที่โหนดเดียว

 3. Regulatory Compliance

 

บล็อกเชนที่มีสกุลเงินเป็นของตนเองอย่างเช่นบิตคอยน์นั้นมีตัวตนอยู่บนแกนที่ตั้งฉากกันกับกฎหมาย กล่าวคือมันแทบไม่มีสิ่งใดเลยที่รัฐบาลใดก็ตามสามารถกระทำเพื่อให้ส่งผลหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการการทำงานของมันได้ แม้กระทั้งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯก็เคยได้กล่าวไว้ในทำนองดังกล่าว นั่นคือพวกเขาไม่มีอำนาจในการควบคุมบิตคอยน์เลย14 ทุกๆประมาณสิบนาทีบนระบบของบิตคอยน์จะมีบล็อกใหม่ถูกสร้างขึ้น บล็อกที่เกิดขึ้นใหม่นั้นประกอบด้วยเพียงธุรกรรมที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสิบนาทีก่อนหน้านั้นเท่านั้น ธุรกรรมจะสามารถผ่านได้หากมีความสมบูรณ์ และจะไม่ผ่านหากไม่สมบูรณ์ โดยผู้คุมกฎหมายไม่สามารถที่จะล้มล้างฉันทามติที่เกิดจากกำลังประมวลผลของระบบได้เลย การนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมที่อยู่ใต้การควบคุมของกฏหมายอย่างเคร่งครัดอย่างเช่นอุตสาหกรรมกฎหมายหรือการเงิน ด้วยสกุลเงินอื่นใดนอกจากบิตคอยน์ จะนำมาสู่ปัญหาความยุ่งยากทางกฎหมายและการปฏิบัติตามข้อบังคับ กฏข้อบังคับต่างๆถูกออกแบบมาสำหรับระบบโครงสร้างพื้นฐานที่แตกต่างจากบล็อกเชนอย่างสิ้นเชิงและการแปลงกฎข้อบังคับต่างๆให้เข้ากับการทำงานของระบบบล็อกเชนได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากความเปิดเผยอย่างสุดโต่งของการกระจายบันทึกทั้งหมดไปยังสมาชิกทุกคนในระบบของมัน นอกจากนั้นบล็อกเชนยังทำงานผ่านอินเตอร์เน็ตที่ครอบคลุมขอบเขตทางกฎหมายที่มีกฎข้อบังคับที่แตกต่างกันจึงทำให้การปฎิบัติตามกฎข้อบังคับทั้งหมดทำได้ยากเป็นอย่างยิ่ง

4. ความไม่สามารถย้อนคืนได้

 

เมื่อการชำระเงิน หนังสือสัญญา หรือฐานข้อมูลทำงานผ่านตัวกลางควบคุมแล้ว ความผิดพลาดโดยมนุษย์หรือซอฟต์แวร์ต่างๆก็สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงย้อนหลังผ่านการอุทรณ์ต่อผู้มีอำนาจได้ไม่ยาก แต่ในบล็อกเชนนั้น เรื่องดังกล่าวกลับเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ เมื่อบล็อกได้รับการยืนยันและมีใหม่เกิดขึ้นมาต่อท้ายมันแล้ว ทางเดียวที่จะทำการย้อนธุรกรรมใดๆก็ตามก็คือการรวบรวมเอากำลังประมวลผลให้ได้มากกว่า 51% ของระบบเพื่อทำการย้อนเวลาของระบบโดยให้โหนดทั้งหมดเห็นพ้องต้องกันที่จะย้ายไปยังบล็อกเชนที่ได้รับการแก้ไขแทน และหวังว่าอีก 49% ที่เหลือจะไม่สร้างระบบโครงข่ายของพวกเขาขึ้นมาเองและจะเข้ามาร่วมกันกับเครือข่ายที่เกิดขึ้นใหม่ ยิ่งระบบมีขนาดใหญ่เท่าใด การที่จะทำการย้อนธุรกรรมที่ผิดพลาดก็จะเป็นเรื่องยากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากเทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นมีวัตถุประสงค์ในการเลียนแบบการใช้เงินสดในโลกออนไลน์ ซึ่งรวมไปถึงความไม่สามารถย้อนคืนได้ของการทำธุรกรรมด้วยเงินสดและไร้ซึ่งความสามารถในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงธุรกรรมที่ได้จากการทำธุรกรรมผ่านตัวกลางรับฝากเงิน แต่ความผิดพลาดทั้งโดยมนุษย์และซอฟต์แวร์ก็เกิดขึ้นตลอดเวลาในกิจการธนาคาร ทำให้การนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้มีแต่จะทำให้ความผิดพลาดเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายในการแก้ไขสูงขึ้นนั่นเอง เหตุการณ์ DAO แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขธุรกรรมบนบล็อกเชนนั้นมีราคาแพงและยืดเยื้อขนาดไหน โดยต้องอาศัยความพยายามในการแก้ไขโค้ดนานหลายสัปดาห์และการจัดกิจกรรมสื่อสารมวลชนมากมายเพื่อให้สมาชิกของระบบพร้อมใจกันย้ายไปใช้ซอฟต์แวร์ตัวใหม่ และแม้หลังจากได้ทำทุกอย่างลงไปแล้ว บล็อกเชนเก่าก็ยังคงไม่หายไปและได้แบ่งเอามูลค่าและกำลังในการประมวลผลไปจากโครงข่ายเดิมไปมากอย่างมีนัยสำคัญ การสูญเสียนี้ทำให้เกิดสถานการณ์ที่มีบันทึกธุรกรรมสองฉบับ ฉบับหนึ่งที่การโจมตี DAO ประสบความสำเร็จ และอีกฉบับที่มันไม่เคยเกิดขึ้น

 

ถ้าหากระบบโครงข่ายที่ใหญ่เป็นอันดับสองในเชิงของกำลังประมวลผลยังสามารถถูกแก้ไขประวัติบัญชีธุรกรรมของมันเมื่อเกิดธุรกรรมที่ไม่เป็นที่ต้องการของทีมพัฒนาขึ้นได้แล้ว ความคิดที่ว่าจะมีบล็อกเชนอื่นใดอยู่ภายใต้การควบคุมของกำลังการประมวลผลอย่างสมบูรณ์ก็ย่อมเป็นความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง การกระจุกตัวกันของการถือครองเงิน กำลังในการประมวลผล และความสามารถในการเขียนโปรแกรมอยู่ในมือของคนเพียงกลุ่มเดียวที่เป็นผู้ร่วมลงทุนในโครงการธุรกิจส่วนบุคคลโดยพฤตินัยนั้นทำให้ไม่มีเหตุผลที่จะต้องใช้โครงสร้างที่สลับซับซ้อนเช่นนี้ การย้อนธุรกรรมในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยากต่อการปฏิบัติและยากที่จะเกิดขึ้นได้ในบิตคอยน์ด้วยเหตุผลที่กล่าวไว้ในบทที่ 9 เนื่องจากเหตุผลหลักที่ว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับระบบโครงข่ายบิตคอยน์นั้นจะสามารถเข้าร่วมระบบได้ก็ต่อเมื่อยอมรับในกฎฉันทามติที่ตั้งอยู่เดิมท่านั้น ผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันระหว่างสมาชิกต่อละคนในระบบทำให้ระบบสามารถเจริญเติบโตได้ด้วยการดึงดูดผู้คนที่พร้อมจะยอมรับฉันทามติของระบบด้วยความเต็มใจเท่านั้น ในระบบของบิตคอยน์ กฎฉันทามติเป็นสิ่งที่ตายตัว และผู้คนสามารถที่จะเข้าร่วมหรือเดินหนีออกจากมันได้โดยอิสระ แต่สำหรับโปรเจ็คต์บล็อกเชนอื่นๆนอกจากบิตคอยน์แล้ว พวกมันล้วนมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีหน้าที่ในการกำหนดกฎเกณฑ์ของระบบเสมอ ซึ่งทำให้พวกเขามีอำนาจที่จะปรับเปลี่ยนมัน ในขณะที่บิตคอยน์เติบโตขึ้นบนพื้นฐานของกฎฉันทามติอันเกิดจากผลการกระทำของมนุษย์ที่ตายตัว โปรเจ็คต์อื่นๆล้วนแล้วแต่เติบโตขึ้นจากการจงใจออกแบบและบริหารจัดการโดยมนุษย์ บิตคอยน์ได้รับชื่อเสียงของการเป็นระบบที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้หลังจากความสำเร็จในการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลานานหลายปี ไม่มีโปรเจ็คต์อื่นใดที่จะสามารถกล่าวอ้างความสำเร็จเดียวกันนี้ได้

 

บล็อกเชนที่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้นั้นเป็นการสร้างความซับซ้อนทางวิศวกรรมที่ไร้ประโยชน์ เนื่องจากมันใช้กระบวนการที่ซับซ้อนและมีต้นทุนสูงสำหรับการกำจัดตัวกลางออกไปเพื่อสร้างความมั่นคงถาวรให้กับระบบ แต่แล้วกลับให้อำนาจในการล้มล้างความมั่นคงถาวรที่สร้างขึ้นนั้นกับตัวกลาง ตัวอย่างวิธีการปฏิบัติที่ดีในวงการนี้คือการใช้ความสามารถในการกลับคำและการกำกับดูและของผู้มีอำนาจทางกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ในขณะที่ใช้กรรมวิธีที่ถูกกว่า เร็วกว่า และมีประสิทธิภาพสูงกว่า

 

5. ความมั่นคงปลอดภัย

 

ความมั่นคงของระบบฐานข้อมูลบล็อกเชนนั่นขึ้นอยู่กับการใช้กำลังในการประมวลผลเพื่อการตรวจสอบธุรกรรมและ proof-of-work โดยสมบูรณ์ เทคโนโลยีบล็อกเชนอาจมองได้ว่าเป็นการแปลงเอาพลังงานไฟฟ้ามาเป็นบันทึกความเป็นเจ้าของและธุรกรรมที่สามารถตรวจสอบได้และไร้ข้อกังขา เพื่อที่จะทำให้ระบบดังกล่าวนี้มีความปลอดภัย ผู้ตรวจสอบระบบที่ใช้กำลังในการประมวลผลในการตรวจสอบจะต้องได้รับผลตอบแทนเป็นสกุลเงินของระบบนั้นเอง เพื่อที่จะเป็นการทำให้แรงจูงใจของผู้ตรวจสอบเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับความอยู่รอดและสุขภาพของระบบ หากค่าตอบแทนสำหรับกำลังการประมวลผลถูกจ่ายในรูปของเงินสกุลอื่นๆ บล็อกเชนดังกล่าวก็จะกลายเป็นเพียงบันทึกบัญชีส่วนตัวที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของใครก็ตามที่เป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนสำหรับกำลังการประมวลผลของมัน ความมั่นคงปลอดภัยของระบบแปรผันไปกับความมั่นคงของผู้มีอำนาจศูนย์กลางที่คอยจ่ายเงินให้กับนักขุด แต่มันกลับถูกบั่นทอนลงด้วยการทำงานบนสมุดบัญชีที่เป็นเจ้าของร่วมกันซึ่งเป็นการเปิดช่องทางให้เสี่ยงต่อการเกิดช่องโหว่ทางความมั่นคงได้หลายช่องทาง ระบบไร้ศูนย์กลางอันเปิดกว้างที่สร้างขึ้นมาบนพื้นฐานของการตรวจสอบด้วยกำลังการประมวลผลนั้นกลับยิ่งมีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้นเมื่อระบบมีความเปิดเผยมากขึ้นและมีขนาดของสมาชิกระบบที่อุทิศกำลังในการประมวลผลเพื่อตรวจสอบระบบมากขึ้น ระบบรวมศูนย์ที่มีจุดวิบัติจุดเดียวจะมีความมั่นคงน้อยลงเมื่อสมาชิกของระบบที่สามารถบันทึกข้อมูลลงบนบล็อกเชนมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากสมาชิกที่เพิ่มขึ้นทุกคนเป็นภัยคุกคาม

เทคโนโลยีบล็อกเชนในฐานะของกลไกเพื่อการผลิตเงินสดอิเล็คโทรนิค

 

จนถึงปัจจุบันกรณีการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในเชิงพาณิชย์ที่ประสบความสำเร็จยังมีเพียงกรณีเดียวคือการสร้างเงินสดอิเล็คโทรนิค และโดยเฉพาอย่างยิ่ง บิตคอยน์ ความเป็นไปได้ในการนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้งานที่มักพูดถึงกันอย่างเช่น การชำระเงิน, นิติกรรมสัญญา, และการทำบัญชีสินทรัพย์ ล้วนสามารถทำได้ภายในขอบเขตของสกุลเงินไร้ศูนย์กลางของบล็อกเชนนั้นๆ บล็อกเชนที่ไม่มีสกุลเงินเป็นของตัวเองทั้งหมดกลับไม่สามารถก้าวจากขั้นตอนการทดลองสู่การใช้งานจริงได้เนื่องจากพวกมันไม่สามารถแข่งขันกับแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานของตลาดได้ รายละเอียดการออกแบบของบิตคอยน์นั้นเปิดเผยให้ทุกคนเข้าถึงได้อยู่บนอินเตอร์เน็ตมานานกว่าเก้าปี และนักพัฒนาก็สามารถที่จะคัดลอกและปรับปรุงมันเพื่อสร้างเป็นผลิตภันฑ์ที่ขายได้ แต่ก็ยังไม่เคยมีผลิตภันฑ์ในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นเลย

 

การทดสอบโดยตลาดแสดงให้เห็นว่าความซ้ำซ้อนของการบันทึกธุกรรรมและ proof‐of‐work นั้นจะสามารถมีความคุ้มค่าได้เฉพาะในวัตถุประสงค์ของการสร้างเงินสดดิจิทัลและระบบการชำระเงินที่ไม่มีตัวกลางเป็นบุคคลที่สามเท่านั้น สถานะความเป็นเจ้าของเงินสดอิเล็คโทรนิคและธุรกรรมเป็นเพียงข้อมูลขนาดเล็กมากที่ง่ายต่อการส่ง กรณีการใช้งานในรูปแบบอื่นที่จำเป็นต้องมีการรับส่งข้อมูลจำนวนมากกว่านี้ เช่นการชำระเงินให้คนหมู่มาก หรือการสร้างหนังสือสัญญา กลายเป็นกิจกรรมที่เทอะทะอุ้ยอ้ายจนไม่สามารถใช้งานได้ในระบบรูปแบบบล็อกเชน สำหรับการใช้งานใดๆก็ตามที่มีตัวกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง บล็อกเชนเป็นคำตอบที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขันกับใคร มันไม่สามารถมีการใช้งานเทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมที่ยังตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นในตัวกลางเนื่องจากการมีตัวกลางอยู่ในระบบทำให้ต้นทุนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการใช้บล็อกเชนกลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย การนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้จะมีความสมเหตุสมผลในเชิงพาณิชย์ก็ต่อเมื่อการทำงานของมันนั้นตั้งอยู่บนการใช้เงินสดอิเล็คโทรนิค และก็ต่อเมื่อการกำจัดตัวกลางของเงินสดอิเล็คโทรนิคออกไปนั้นก่อให้เกิดผลประโยชน์ที่เหนือกว่าการใช้สกุลเงินและช่องทางการชำระเงินทั่วๆไป

 

การออกแบบทางวิศวกรรมที่ดีเริ่มต้นจากการกำหนดปัญหาที่ชัดเจนและการพยายามหาทางออกของปัญหาที่ดีที่สุด ทางแก้ปัญหาที่ดีนั้นต้องไม่เพียงแต่แก้ปัญหาเท่านั้น แต่โดยคำจำกัดความของมันแล้วยังจะต้องไม่มีอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องและฟุ่มเฟือยอีกด้วย ผู้สร้างบิตคอยน์ได้รับแรงบันดาลใจจากความพยายามในการสร้าง”เงินสดอิเล็คโทรนิคแบบ peer-to-peer” และเข้าก็ได้สร้างผลงานออกแบบขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว มันไม่มีเหตุผลใดเลยนอกจากความไม่เข้าใจถึงกลไกของมันที่จะทำให้คาดหวังได้ว่วามันจะเหมาะสำหรับการใช้งานในรูปแบบอื่นๆ หลังจากเวลาเก้าปีและผู้ใช้งานเป็นล้านๆคน มันจึงปลอดภัยที่จะกล่าวได้ว่าผลงานการออกแบบของเขาได้ประสบความสำเร็จในการสร้างให้เกิดเงินสดอิเล็คโทรนิคขึ้น และไม่น่าแปลกใจเลยที่มันยังไม่สามารถทำอย่างอื่นได้อีกเลย เงินสดอิเล็คโทรนิคนี้สามารถนำไปใช้งานได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และในเชิงดิจิทัล แต่มันกลับไร้ความหมายที่จะพูดถึงเทคโนโลยีบล็อกเชนในฐานะของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้งานได้หลายรูปแบบ บล็อกเชนนั้นสามารถมองได้ว่าเป็นเหมือนกับเฟืองที่สำคัญตัวหนึ่งในเครื่องจักรที่สร้างให้เกิดเงินสดอิเล็คโทรนิคแบบpeer-to-peerที่มีอัตราการผลิตที่คาดเดาได้เสียมากกว่า

เชิงอรรถ

1 คำถามว่าบิตคอยน์เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานหรือไม่นั่นโดยแก่นแท้แล้วเกิดมาจากความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับธรรมชาติของมูลค่าที่มีความเปลี่ยนแปลงตามอัตวิสัย พลังงานไฟฟ้าถูกผลิตขึ้นทั่วโลกในปริมาณมากมายมหาศาลเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค การจะตัดสินว่าพลังงานไฟฟ้าเหล่านี้เป็นการสิ้นเปลืองหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผู้บริโภคที่จ่ายเงินเพื่อให้ได้มันมา ผู้คนที่พร้อมใจที่จะจ่ายเงินเพื่อชำระต้นทุนในการทำงานของระบบโครงข่ายบิตคอยน์เพื่อธุรกรรมของเขาคือผู้คนที่จ่ายเงินให้กับการบริโภคพลังงานไฟฟ้าในกรณีนี้ ซึ่งหมายความว่าพลังงานไฟฟ้ากำลังถูกผลิตขึ้นเพื่อสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและไม่ใช่การสิ้นเปลือง หากพูดในเชิงปฏิบัติการแล้ว PoW คือกรรมวิธีเดียวที่มนุษย์เคยประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาได้สำหรับการสร้างเงินดิจิทัลที่มั่นคง หากผู้คนพบว่านั่นเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับต้นทุนที่ต้องเสียไป พลังงานไฟฟ้าที่เสียไปก็ไม่ใช่การสิ้นเปลือง

2 Adam Ferguson, An Essay on the History of Civil Society . (London: T. Cadell, 1782). 

2 อดัม เฟอร์กูสัน (Adam Ferguson), An Essay on the History of Civil Society . (London: T. Cadell, 1782).

3 After the first halving of coin rewards in 2012, some miners attempted to continue to mine blocks with 50 coin rewards, but the attempt was thwarted quickly as nodes rejected the blocks mined by these miners, forcing them to switch back to the original inflation schedule. 

3 หลังจากการฮาล์ฟวิ่งหรือการลดเหรียญรางวัลตอบแทนลงครั้งแรกในปี 2012 นักขุดเหมืองบางคนยังมีความพยายามที่จะขุดบล็อกที่มีรางวัลตอบแทน 50 เหรียญอยู่ แต่ความพยายามเหล่านั้นก็ถูกขวางกั้นอย่างรวดเร็วเมื่อโหนดต่างๆไม่ยอมรับบล็อกที่เกิดขึ้นจากนักขุดเหล่านี้ เป็นการบังคับให้พวกเขาต้องกลับเข้าสู่แผนการผลิตเหรียญดั้งเดิม

4 จุดเชลลิ่ง (Schelling point) หมายถึงกลยุทธที่ผู้คนสามารถใช้ในกรณีที่ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้เนื่องจากจุดดังกล่าวเป็นจุดที่ดูเป็นธรรมชาติ และเพราะว่าพวกเขาก็คาดหวังว่าผู้อื่นจะเลือกใช้กลยุทธนี้เช่นกัน เนื่องจากมันไม่มีวิธีอย่างเป็นทางการในการประเมินจำนวนโหนดของบิตคอยน์ จุดเชลลิ่งของแต่ละโหนดจึงเอนเอียงไปหาการยึดติดกับกฎฉันทามติที่เป็นอยู่เดิมและหลีกเลี่ยงการแยกตัวออกไปหากฎเกณฑ์ชุดใหม่

5 Visa, Inc. at a glance. Available at https://usa.visa.com/dam/VCOM/download/corporate/media/visa‐fact‐sheet‐Jun2015.pdf 

6 Tony Kontzer, “Inside Visa’s Data Center,” Network Computing . Available at http://www.networkcomputing.com/networking/inside‐visas‐data‐center/1599285558 

7 Stein, Mara Lemos. “The Morning Risk Report: Terrorism Financing Via Bitcoin May Be Exaggerated.” Wall Street Journal , 2017. 

8 J. W. Weatherman has started an open source project to assess threats to the Bitcoin network, which can be found on BTCthreats.com 

9 Two further communications were possibly made by Nakamoto since then. One was to deny that his real identity was that of a Japanese‐American engineer with the real name Dorian Prentice Satoshi Nakamoto, who was identified by Newsweek magazine as the real Nakamoto based on no more evidence than a coincidence of names and a knowledge of computers. The other was to offer an opinion on the way the debate for scaling Bitcoin had been proceeding. It is not clear whether these posts were by Nakamoto himself or whether someone had compromised his account, particularly as it is a known fact that the email account which he had used to communicate was in fact compromised. 

9 จากนั้นเป็นต้นมา ยังมีการติดต่อจากซาโตชิ นากาโมโตะอีกสองครั้ง โดยครั้งหนึ่งเป็นการออกมาปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่วิศวกรลูกครึ่งญี่ปุ่น-อเมริกันที่มีชื่อจริงว่าดอเรียน เพรนทิส ซาโตชิ นากาโมโตะ (Dorian Prentice Satoshi Nakamoto) ซึ่งถูกนิตยาสารนิวส์วีคระบุว่าเป็นนากาโมโตะตัวจริงโดยไม่มีหลักฐานอะไรมากไปกว่าการมีชื่อที่ซ้ำกันและความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ อีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเพื่อเป็นการแสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางที่การถกเถียงเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มขีดจำกัดของบิตคอยน์กำลังดำเนินไปในขณะนั้น ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าข้อความเหล่านี้มาจากนากาโมโตะเอง หรือว่าบัญชีของเขาถูกโขมยไปใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบัญชีอีเมลที่เขาเคยใช้เพื่อติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆก็ได้ถูกแฮคมาแล้ว

10 The author is unable to establish the veracity of this email, but it is telling enough that the email is widely quoted, to the point that the MIT Technology Review ran a long feature piece on Andresen entitled “The Man Who Really Built Bitcoin,” claiming Andresen was more important to Bitcoin’s development than even Nakamoto. 

11 This section draws heavily on my paper: “Blockchain Technology: What Is It Good For?” published in the Banking and Finance Law Review , Issue 1, Volume 33.3, 2018. 

12 See Peter Geoghegan’s blogpost explaining how he managed to achieve this on his personal computer. Available at http://pgeoghegan.blogspot.com/2012/06/towards‐14000‐write‐transactions‐on‐my.html 

13 Stan Higgins, “Vermont Says Blockchain Record‐Keeping System Too Costly”, Coinbase.com , January 20, 2016 

14 S. Russolillo, “Yellen on Bitcoin: Fed Doesn’t Have Authority to Regulate It in Any Way,” Wall Street Journal , February 27, 2014.

 

3 2 votes
Article Rating
Article bitcoin-standard แปล
Writer
การสมัครรับข้อมูล
แจ้งเตือนสำหรับ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Maybe You Like

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x