fbpx

DeFi โอกาสที่เข้าถึงได้ของคนทั่วไป

DeFi คืออะไรมาทำความรู้จักกันเถอะ

DeFi โอกาสที่เข้าถึงได้ของคนทั่วไป

163
20 Nov 2562

DeFi ย่อมาจาก Decentralized Finance หรือการเงินกระจายศูนย์ การเงินที่ไม่มีศูนย์กลาง ซึ่งปกติแล้วเรามักจะเชื่อใจธนาคารจากการที่เราคุ้นเคยตั้งแต่วัยเยาว์ว่า ธนาคารมั่นคง เป็นคำติดปากของหลายคนในอดีต เพราะเมื่อมีปัญหารัฐบาลจะเข้ามาอุ้ม อย่างในปี 2540-2541 ที่เกิดต้มยำกุ้งขึ้น เราก็โอนหนี้เป็นหนี้ของรัฐแล้วปลดหนี้ด้วยภาษีประชาชนกันมาเกือบจะ 25ปีแล้ว DeFi แต่วันนี้เราเริ่มเห็นธนาคารกำลังเข้าสู่ภาวะขาลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ทำให้ประชาชนตั้งคำถามว่า เราจะซื้อหุ้นธนาคาร หรือฝากเงินไว้ที่แห่งนี้ดีหรอ ความเชื่อมั่นที่สร้างมาเป็นร้อยปีเริ่มเสื่อมถอยจนคนเริ่มตั้งคำถามในแง่มุมต่างๆ

ปล.หนี้ที่ประเทศเรากู้มาตอนนั้นมา2ส่วน
1. หนี้ IMF ประมาณ 5แสนล้านบาท ซึ่งได้จ่ายคืนหมดแล้ว
2. หนี้กองทุนฟื้นฟู (ผลจากการเข้าไปประกันเงินฝากสถาบันการเงินที่ล้ม)
จาก 1.4ล้านล้าน เหลือประมาณ 9แสนล้าน ประมาณการไว้อีก 15ปี จะชำระหมด

ธนาคารอเมริกาและหุ้นธนาคารในอเมริกา (United State Banks)

อย่างที่บอกไปว่าหุ้นของธนาคารเริ่มเป็นขาลง เพราะดอกเบี้ยที่ต่ำไม่ดึงดูดให้คนอยากฝากเงินอีกต่อไป เพราะดอกเบี้ยที่เราได้นั้น มันน้อยกว่าเงินเฟ้อ หรือก็คือเงินเราแม้จะได้ดอกเบี้ย แต่พอรวมๆแล้ว เรามีกำลังซื้อน้อยลง แล้วธนาคารอเมริกาทำอะไรกับองค์กรตัวเอง เริ่มลดต้นทุนในส่วนต่างๆ
(1) เริ่มปิดสาขา จำนวนสาขาก็ลดลง ต้นทุนลดลง
(2) ลดการจ้างพนักงานประจำแต่ละสาขา ส่งผลให้คนตกงาน
(3) ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าสำนักงานและค่าสาธารณูปโภคจิปาถะอย่างน้ำประปา ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตสำนักงาน และอื่น


ซึ่งองค์กรมีขนาดใหญ่มาก ดังนั้นการปรับโครงสร้างกินเวลาค่อนข้างนาน แต่เราจะเห็นตัวเลขรายได้ของธนาคารไม่ได้ดีขึ้น แอบลดลงนิดนึงด้วย อย่าง Bank of America (BAC) ของอเมริกา รายได้เริ่มลดลงมาบ้าง แต่ต้นทุนลดมหาศาลมาก ทำให้เกิดกำไรขึ้นกับองค์กร ราคาหุ้นปรับตัวก้าวกระโดด ทำให้ปู่บุฟเฟตรวยอู้ฟู่มาก ถึงขนาดถือไว้มากเป็นอันดับ2 ในพอร์ตการลงทุน รองจาก Apple เลย

 

BerkshireHathaway Inc 14 August 2019 Filling by US SEC

ธนาคารโตแบบลดต้นทุน มุมมองที่หลายคนมองข้าม ยังไม่นับนโยบายต้นทุนของรัฐบาลอเมริกา คือการ Buyback ทำให้จำนวนหุ้นลดลง ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่ม ดัชนีสูงขึ้น จนกลายเป็น Paradox Effect เพราะดัชนีไม่ได้สะท้อนเศรษฐกิจอีกต่อไปแล้ว ยังไม่นับการที่เรามี Derivative แบบต่างๆที่คอยควบคุมทิศทางราคา ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นเริ่มสอดคล้องกับเศรษฐกิจลดลงไปอีก

DeFi กำลังจะมาบนต้นทุนทางการเงินที่ต่ำมาก เพราะใช้เพียงคอมพิวเตอร์กับทีมพัฒนาซึ่งทำงานที่ไหนบนโลกก็ได้ พร้อมกับทีมการตลาดที่จะเข้ามาช่วยผลักดันให้ DeFi เป็นที่รู้จักมากขึ้น หากมองแบบเทียบสัดส่วนว่า DeFi มีรายได้ 1ล้านบาท และธนาคารมีรายได้ 1ล้านบาทนั้น DeFi จะได้เปรียบมากกว่า

(1) มีต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก ไม่ต้องมีสถานที่ให้บริการทุกคนสมัครผ่านหน้าเว็บได้เลย ซึ่งเหมาะกับคนยุคใหม่ที่โตมากกับเทคโนโลยี
(2) บนต้นทุนที่ต่ำเสนอผลประโยชน์ให้ได้มากกว่า เช่น เอาส่วนต่างของต้นทุนที่ถูกกว่า ไปทำโปรโมชั่น ให้ดอกเบี้ยที่มากกว่าธนาคารได้ เป็นการดึงดูดทั้งใจและเงินของผู้คนได้เป็นอย่างดี
(3) มีความเที่ยงตรงมากกว่า เพราะทำงานตามตรรกะที่ได้ตั้งไว้ (Logic)

แต่ในข้อดี เราก็มีข้อเสียเกิดขึ้น

กฎหมายวิ่งตามไม่ทัน : เป็นเรื่องน่าเสียดาย เหล่าผู้คุมกฎนอกจากจะต้องรบกับการสร้างเงินกลางรัฐบาล (Central Bank Digital Currency : CBDC) แล้ว ยังต้องรบกับตลาดแลกเปลี่ยนคริปโต เพราะต้องปรับกฎกติกาอีกมากกว่าจะลงตัวต่อมาคือเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัล กว่าจะจำกัดความยังไง ไหนจะเรื่องกองทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Fund) การทำสินทรัพย์ดิจิทัลเสมือนอ้างอิง (Digital Virtual Colleteral Asset) เช่นการเปลี่ยนทองเป็นโทเคนทองแล้วเสนอขาย

ภาพรวมของ DeFi

มูลค่ารวมที่ถูกล็อคใน DeFi นั้นเพิ่มขึ้น แม้จะเป็นช่วงตลาดขาลงในปี 2018 ก็ตาม มีคนหลายคนให้ความสนใจกับ DeFi มาก เพราะดอกเบี้ยที่ได้จากการปล่อยกู้นั้นก็ไม่น้อย ราว 8-10% ต่อปีโดยเฉลี่ย เมื่อเทียบเงินฝากของธนาคารที่ดึงดูดมากกกกก ราว1.5-3% ทำให้กลุ่มคนที่อยู่เป็นในโลกคริปโต เริ่มอยากฝากเงินทางเลือกกับ DeFi บ้าง ทำให้ยอดใช้งานของ DeFi นั้นเพิ่มอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดขาขึ้นช่วงกลางปีนี้

มูลค่าสินทรัพย์รวมที่ถูกล็อคในโลกของ DeFi

มูลค่าสินทรัพย์รวมที่ถูกล็อคไว้ใน Maker

DeFi จะสร้างเงื่อนไขและผลตอบแทนที่ดีกว่าให้กับคนทั่วไป เพราะใครก็เข้าถึงได้
นอกจากนี้ยังรับประกันความเสี่ยงที่ดีกว่าธนาคาร (ถ้าออกแบบระบบและเงื่อนไขมารัดกุมนะ)

Article
Writer
  การสมัครรับข้อมูล  
แจ้งเตือนสำหรับ

Maybe You Like